ย้อนอดีตกลับมาเป็นคนรวย

    ตอนที่25 ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ผมก็เปล่งประกาย

    เบลสูงราวร้อยหกสิบกว่า ใบหน้าเรียวเล็ก ตามธรรมชาติไร้ซึ่งการศัลยกรรมใดๆ ผิวพรรณไม่ได้ขาวเวอร์อย่างพวกฉีดผิว แต่เป็นธรรมชาติที่น่ามอง
    เธอคือคนที่อยู่กับเขาในช่วงนั้นนอกจากพ่อแม่ อาจเป็นเพราะความสงสารหรืออะไรก็แล้วแต่ มันไม่สำคัญหรอก เพราะอย่างน้อยเธอก็อยู่ที่นั่น กับเขา ณ เวลานั้น...
    “มาแล้วเหรอต้น นั่ง นั่ง นั่ง นั่ง นั่ง” คนที่ชวนต้นเข้าไปนั่งพูดยาวอย่างกับตัวละครในซีรีย์จีน หมอนี่ชื่อกุ้ยช่าย เป็นเจ้าอ้วนในชั้นเรียน ชอบกินของคนอื่น จนถึงตอนนี้ไม่รู้เลิกนิสัยนั้นยัง
    “ขอบใจเว้ย” ต้นพยักหน้า ก่อนจะหันไปบอกดิวว่า “ดิว นั่งเถอะ หรือว่ารอใคร?”
    “เปล่านี่...” มันเป็นแค่ความทรงจำช่วงหนึ่งเท่านั้น คนเหล่านี้ไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลย อดีตที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป จะเก็บมาคิดใส่ใจไปใย ดิวนั่งลงข้างๆ ต้น ปล่อยให้บรรยากาศมันพาไปของมันเอง
    มีอาหารป่าหลายชนิดบนโต๊ะอาหาร พร้อมกับเหล้าเบียร์ น้ำแข็งสองถัง คงเมาแน่คืนนี้
    “นั่นดิวเหรอ...? จำไม่ได้เลยนะเว้ย ไปทำไรมาเนี่ย!” กุ้ยช่ายจำดิวไม่ได้ เมื่อก่อนมักไปไหนมาไหนด้วยกัน และเป็นเขาเองที่ชอบแย่งขนมกินบ่อยๆ
    “จะไปทำอะไรล่ะ ก็แค่คนเลี้ยงหมู!” แฟนของต้นทำท่าทางรังเกียจ แถมยังจงใจพูดเสียงดัง
    มีหลายคนมองมาที่ดิว แต่ละคนที่มาในวันนี้อย่างน้อยต้องจบ ปวส เป็นอย่างต่ำ คงไม่มีใครหรอกที่ล้างหมูแล้วจะกล้ามาที่นี่ เพราะงั้นคำพูดของเธอจึงดึงดูดทุกคนเป็นอย่างดี
    ดิวไม่รู้ว่ามีคนจำเขาได้หรือเปล่า วันนี้สวมหมวกแก๊ปมา และมันค่อนข้างมืด คงไม่มีใครหรอกที่คิดว่าเขาเป็นคนคนเดียวกับชายที่เป็นข่าว
    “เฮ้ ไม่เอาน่า อย่าพูดอย่างนั้นสิ!” ต้นรู้สึกแย่จริงๆ ที่มีแฟนปากแบบนี้ เธออยู่เฉยๆ ไม่ได้หรือไงนะ ทำไมถึงพูดโพ่งออกไปให้เสียบรรยากาศด้วย
    “ก็ทำไมล่ะ ฉันพูดความจริงนี่นา” เธอยังไม่เลิก แถมยังถลึงตาใส่ดิวอย่างดุร่าย “ก็วันนี้เราเพิ่งไปรับเขามาไม่ใช่เหรอ ตอนนั้นยังเหม็นขี้หมูอยู่เลย ไม่รู้ว่าอาบน้ำดีหรือเปล่า รถของเราที่เขานั่งมาด้วยอาจจะเลอะคราบสกปรก็ได้...”
    เธอทำท่าทางรังเกียจอย่างชัดเจน ทำเอาเพื่อนๆ ของต้นรู้สึกรำคาญ พวกเขารู้ดีแก่ใจว่าพ่อแม่ของดิวทำอาชีพอะไร เพราะอยู่ที่หมู่บ้านตั้งแต่ยังเล็ก จึงไม่ได้มีท่าทางรังเกียจ แต่กลับมองแฟนของต้นด้วยสีหน้ารับไม่ได้ต่างหาก
    “ดิว...นั่นดิวจริงเหรอ” เป็นเบลที่ทัก เธอเข้ามาทำลายบรรยากาศที่น่าอึดอัด
    “ใช่ ผมเอง” เขาตอบด้วยท่าทีสบายๆ คล้ายกับว่าไม่ใส่ใจนักกับท่าทางของเธอคนนั้น
    “เห พอเห็นตัวจริงแล้ว หล่อกว่าในทีวีอีกนะเนี่ย ไม่เจอกันไม่ทันไร ไหงกลายเป็นนักร้องดังไปแล้ว” เบลเผยรอยยิ้มหวาน รอยยิ้มนวลนี้งามจริง ต่างจากตอนที่ยังเป็นเด็กตัวเล็ก ซึ่งมีแต่ความไร้เดียงสา
    “เขาเนี่ยเหรอออกทีวี! เหอะ ถ้าเขาออกทีวี ฉันคงต้องออกทุกช่องแล้วหล่ะ!” เธอคนเดิมยังไม่หยุด ช่างเป็นผู้หญิงที่น่ารำคาญจริงๆ
    “เธอเป็นใครเนี่ย? ไปมุดหัวอยู่ที่ไหนมา ถึงไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร” เบลมองผู้หญิงคนนี้เหมือนคนโง่ ก่อนจะปรายตามองต้นด้วยความขบขัน ไม่คิดเลยว่าเขาจะมีรสนิยมแย่ ถึงขนาดเอาผู้หญิงแบบนี้มาทำพันธุ์
    “แกว่าอะไรนะ!” เธอทำท่าทางไม่พอใจ ลุกขึ้นยืนเหมือนจะเข้าไปตบเบล จนต้นต้องคว้าแขนไว้
    “พอแล้วน่า เธอควรจะเงียบได้แล้วนะ!”
    “ก็อีนังนี่...!”
    “ฉันบอกให้พอไง นั่งลง!” ต้นเอ่ยคำขาด เธอทำเสียงฮึดฮัดอย่างไม่พอใจ แต่ยังนั่งลงตามคำสั่ง
    กุ้ยช่ายเห็นว่าสถานการณ์เป็นปกติแล้ว จึงเข้าไปหาดิวแล้วถามว่า “ที่เบลพูดนี่หมายถึงอะไร มึงออกทีวีด้วยเหรอ?”
    “เออนั่นสิ มึงไปแบกไฟที่กองถ่ายเหรอวะ” ชายอีกคนเข้ามาสมทบ ทั้งที่เขาใส่เสื้อยืดธรรมดา แต่ดูแล้วกลับมีนิสัยชอบเหยียด
    “หรือไปช่วยเขาขนฉาก” อีกคนหนึ่งก็เหมือนกัน เผยรอยยิ้มอย่างดูถูก
    “อาจจะเป็นตัวประกอบ แค่ออกมาสองสามฉากละมั้ง ใช่มั้ยเบล” ผู้หญิงคนหนึ่งเห็นด้วย เธอหมุนเหล้าในมือขณะส่งสายตาเยาะเย้ย
    พวกเขาไม่ต่างจากเธอคนนั้นหรอก ในสมัยเรียนเราคือเพื่อน แต่จบออกมาแล้วคืออีกเรื่องหนึ่ง เพราะงั้นการมาพบปะสังสรรค์กับเพื่อนจึงไม่ใช่เรื่องดีนัก โดยแต่ละคนมักจะยกตนข่มท่าน เอาหน้าที่การงานของตัวเองมาอวดเบ่ง ว่าเห้ยมึงเจ๋งเท่ากับกูหรือเปล่า
    “ฮึฮึ พวกมึงนี่โง่จริงๆ มึงไม่รู้จริงดิ?” เบลมองพวกเขาเหมือนคนโง่ ในสายตาของเธอแล้วคนที่โดดเด่นที่สุดในงาน คงไม่พ้นดิว
    “อืม...เหมือนว่าจะเคยเห็นที่ไหนนะ โอ้ใช่ เป็นนายนั่นเอง!” เป็นชายร่างเล็กที่จำได้ ดิวไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร มันก็นานมาแล้ว อาจเป็นคนที่เคยนั่งเรียนด้วยกันก็ได้มั้ง
    “ใครวะ?” กุ้ยช่ายเกาศีรษะอย่างงุนงง ก่อนชายคนนั้นจะเปิดเพลงของดิวให้ฟัง
    พวกเขาถึงกับร้องอ๋อ ที่แท้นักร้องคนนี้ก็คือเพื่อนสมัยเรียนนี่เอง แต่ใครจะคิดละว่าเป็นคนคนเดียวกัน เพราะลักษณะท่าทางที่อยู่ในเอ็มวี ช่างแบดบอยเหลือเกิน ต่างจากตัวจริงที่นั่งตรงนี้
    “เขา...จริงเหรอ?” แฟนของต้นทำท่าทางไม่อยากจะเชื่อ เมื่อครู่นี้เธอพูดว่าเขาไปสาระพัด ก็ใครจะคิดล่ะว่าคนคนนั้นจะเป็นเขาคนนี้ล่ะ อีกอย่างหนึ่งเธอไม่ได้มีเวลาว่างมาฟังเพลงนัก เพราะต้องตื่นไปทำงานเช้าทุกวัน กลับมาก็เย็นแล้ว ไหนจะต้องดูลูกที่ฝากแม่ไว้อีก เวลานี้จึงอดรู้สึกหน้าร้อนผ่าวไม่ได้
    ไม่ใช่แค่เธอเท่านั้น แต่คนที่พูดจาดูถูกดิวเมื่อครู่เองก็เหมือนกัน แต่ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เสียบรรยากาศ ดิวจึงพูดไปว่า
    “ก็ไม่ได้เป็นความลับอะไรหรอก แค่พวกคุณไม่ถามกันเองเท่านั้น” เขาไม่ได้ใส่ใจอะไร “ดื่มเถอะ เดี๋ยวผมร้องเพลงให้ฟัง”
    ที่นี่มีวงดนตรีเล่นเกือบทุกวัน วันนี้เองเหมือนกัน เมื่อทุกคนเห็นว่าดิวจะทำอะไรก็สูดหายใจเข้าลึก การได้เห็นศิลปินเล่นเพลงสดแบบนี้หาไม่ง่ายนัก และบรรยากาศแบบนี้ยังเป็นกันเอง อาจจะแย่ไปบ้างในตอนแรก แต่อย่างไรซะทุกคนก็เคยเรียนที่เดียวกันมาก่อน
    ดิวได้ขึ้นไปร่วมกับพวกนักร้องวนบนเวที หยิบยืมกีตาร์ตัวหนึ่งจากในนั้น ปล่อยให้วงดนตรีด้านหลังเล่นตามเสียงของเขา
    บรรยากาศในร้านเปลี่ยนไปทันที แน่นอนว่ามันเปลี่ยนไปเพราะดิว ด้วยเสียงร้องและกีตาร์ของเขา ทำให้ทุกคนต้องหันมามอง เครื่องดนตรีชนิดอื่นอาจด้อยกว่าในด้านทักษะ แต่ก็ผสานกันอย่างลงตัว
    เบลเผยรอยยิ้มหวานในขณะยืนฟังเพลงเบาๆ คนอื่นๆ ที่ดูถูกในก่อนหน้านี้รีบก้มหน้า สำหรับศิลปินแล้วแม้แต่คนโง่ยังรู้เลยว่ามีเงินเท่าไหร่ เพราะงั้นพวกเขาที่เป็นแค่พนักงานธรรมดา ไม่นับเป็นเช่นไรเลย
    ขากลับดิวไม่ได้ขึ้นรถกับต้น แน่นอนว่ามันน่าอึดอัด แฟนแบบนั้นของต้นไม่น่านั่งไปด้วยหรอก อีกอย่างหนึ่งใบหน้าของเธอคงร้อนผ่าว เวลานี้แทบไม่อยากมองหน้าใครเลย รวมถึงคนอื่นๆ ด้วย พวกเขาไม่คิดเลยว่าดิวจะกลายเป็นศิลปินดังไปได้ มันเหนือความคาดหมายจากที่คิดไว้
    “ส่งแค่นี้พอแล้วเเหละ เดี๋ยวผมเดินเอง...”
    เป็นเบลที่อาสาพามาส่ง นี่ก็อยู่ไม่ไกลจากบ้านเขาเท่าไหร่นัก แต่ดิวขอลงก่อน บางทีการเดินเล่นคนเดียวในบรรยากาศแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน
    เบลไม่ได้มีรถยนต์ขับ อย่างที่รู้ตอนนี้เธอกำลังเรียนอยู่ อีกอย่างฐานะก็ไม่ได้ดีนัก จะเอาเงินที่ไหนไปซื้อรถล่ะ
    “วันนี้สนุกมากเลย เล่นเอาซะพวกนั้นไปไม่เป็น” เธอเผยรอยยิ้มเล็กๆ อย่างพึงพอใจ คราวแรกไม่ตั้งใจไปหรอก แต่เพราะถูกชวนย้ำๆ เลยต้องไป ไม่นึกเลยว่ามันจะสนุกขนาดนี้
    “จริงเหรอ...ก็นะ พวกเขาก็เป็นคนแบบนั้นแหละ”
    “แต่นายนี่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะ”
    “แล้วตอนนี้ทำอะไรอยู่?”
    “ก็เรียน ใครจะเหมือนนายล่ะพ่อนักร้องดัง ว่าแต่เมื่อไหร่จะออกซิงเกิ้ลใหม่”
    “ไม่รู้สิ ช่วงนี้ไม่ค่อยมีเวลา”
    “งั้นเหรอ”
    “เข้าบ้านนะ”
    “เดี๋ยวก่อนสิ...” เห็นว่าดิวกำลังจะเดินไปแล้ว เบลจึงรั้งไว้อย่างเก้อเขิน “ขอไลน์ได้มั้ย...เอ่อ เอาไว้คุยกันไง ได้มั้ย”
    ไม่คิดเลยว่าเธอจะขอไลน์แบบนี้ ทั้งที่เมื่อก่อนไม่สนิทกันนัก เธอเป็นผู้หญิงสวย เหมือนดอกไม้สีขาวที่อยู่กลางทุ่งหญ้า
    “ได้สิ ไลน์มาหาได้ตลอดเลยนะ”
    “โอเค เราไปแล้วนะ”
    ดิวมองเบลจากไปก่อนจะยิ้มน้อยๆ น่าเสียดายที่เธอได้เป็นแค่นางพญาบาล อย่างว่าเรียนสายนี้มีค่าใช้จ่ายเยอะเกิน ครอบครัวรับไม่ไหว แค่ได้เป็นพญาบาลก็ดีถมไปแล้ว
    ดิวเก็บความรู้สึกเหล่านั้นแล้วกลับเข้าบ้าน วันต่อมาเขาคุยกับพ่ออาทิตย์ถึงเรื่องรีโนเวทบ้าน พ่ออาทิตย์งุนงง แต่พอได้ฟังก็ผงกศีรษะเข้าใจ
    ดิวยังมีเงินเหลืออยู่ และคิดว่าให้ไปทำบ้านสักห้าแสนน่าจะพอ สำหรับบ้านหลังนี้แค่เพิ่มห้องนอนเข้าไปหนึ่งห้อง ติดฝ้าทาสีใส่หน้าต่างบานใหม่รวมถึงประตูและติดแอร์ น่าจะกลายเป็นบ้านหลังใหม่ที่ดีกว่านี้
    “แล้วลูกยังมีเงินเหลืออยู่เหรอ ห้าแสนมันมากเกินไปนะ” พ่ออาทิตย์เป็นกังวล กลัวว่าเงินที่ดิวใช้จ่ายไปกับส่วนนี้จะไม่พอกับค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ต้องใช้ในต่างจังหวัด
    “ผมมีเงินอยู่แล้วครับ รับเงินนี่ไปเถอะ”
    อาทิตย์มองเงินในมือ สำหรับบ้านหลังนี้เขาไม่คิดเลยว่าจะได้เงินจากดิวมาต่อเติม ทั้งที่ลูกชายตอนนี้มีอายุเท่าไหร่กันเอง 22 ล่ะมั้ง แต่เงินที่ดิวหาได้กลับไม่น้อยเลย
    “ได้ เดี๋ยวพ่อจะไปหาช่าง คุยราคากันรวมถึงค่าวัสดุอุปกรณ์ แล้วจะบอกลูกนะ” ใบหน้าของอาทิตย์เต็มไปด้วยความสุข แม่มะปรางเองก็เช่นกัน บ้านหลังนี้จะถูกรีโนเวท แน่นอนว่ามันต้องสวยกว่าเดิมเป็นแน่แท้

    คล้ายกับเรื่องย้อนอดีตกลับมาเป็นคนรวย ที่คุณอ่าน