ภายในห้องของแอเรียส แสงสลัวที่ส่องสว่างมาจากเพลิงตะเกียงทำให้พอมองเห็นสิ่งต่างๆภายในห้องได้อย่างชัดเจน แสงสว่างสาดกระทบกับร่างของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่กำลังนั่งพิจารณาแก่นอสูรที่อยู่ในมือด้วยความสงสัย มันเป็ความรู้สึกแปลกๆที่เขาััได้ั้แ่ในยามที่อยู่ในผืนป่าแล้ว ยามที่เขาััมันเขารู้สึกราวกับว่าแก่นเวทภายในร่างของเขากำลัง้าที่จะกลืนกินแก่นอสูรในมือเขาให้ได้
แก่นอสูรนั้นนิยมนำมาใช้ในการสร้างอาวุธเสียมากกว่าที่จะนำมาใช้ดูดซับเพื่อบ่มเพาะพลัง พลังงานที่อยู่ในแก่นอสูรเป็พลังงานที่ไม่บริสุทธิ์นัก แม้มันจะมีพลังเวทอยู่ภายในนั้นแต่มันปะปนไปด้วยกลิ่นไออสูรซึ่งเป็พลังงานที่มนุษย์ไม่สมควรจะมีอยู่ในร่าง หากดูดซับพลังงานจากแก่นอสูรเข้าไปในปริมาณมากร่างกายจะได้รับผลกระทบจากมัน โดยรวมแล้วการดูดซับพลังงานจากมันจึงมีข้อเสียมากกว่าข้อดี มันไม่เหมือนกับผลึกเวทหรือไอเวทที่เป็พลังงานบริสุทธิ์จึงไม่มีผลเสียหากดูดซับเข้าไป
“ ลองดูสักหน่อยคงไม่เป็อะไร “
หลังจากลังเลอยู่เนิ่นนานในที่สุดแอเรียสตัดสินใจออกมา หากมีสิ่งใดผิดพลาดไปเขาก็แค่หาทางแก้ไขมัน ทันทีที่แอเรียสเริ่มดูดซับพลังงานจากแก่นอสูรสายฟ้าที่อยู่ภายในแก่นเวทของเขาก็เริ่มเคลื่อนไหว สายฟ้าคล้ายกับอสูรกายที่หิวกระหายมันดูดกลืนพลังงานจากแก่นอสูรอย่างบ้าคลั่ง เพียงไม่นานแก่นอสูรที่อยู่ในมือของแอเรียสก็ทึบแสงลง ทันทีที่ดูดซับพลังงานจากแก่นอสูรเข้ามาร่างกายของแอเรียสก็รู้สึกเ็ปไปทั่วร่าง มีเส้นเืสีดำโป่งพองออกมาทั่วร่างกาย ภายในแก่นเวทมีพลังงานสีดำของแก่นอสูรกำลังวิ่งพล่านไปมา แต่เพียงไม่นานมันก็กลับถูกสายฟ้าดูดกลืนไปจนหมดสิ้น ความเ็ปในร่างค่อยๆหายไปอย่างช้าๆ ในที่สุดสายฟ้าก็ขยายขนาดขึ้นกว่าสองในสามส่วน ภายในจิตของแอเรียสเขามองดูกระบวนการทั้งหมดอย่างตกตะลึง ใช้เวลาเพียงไม่นานเขากลับเลื่อนระดับมาอยู่ระดับััเวทขั้นที่เจ็ดแล้ว
“ไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยวของกลิ่นไออสูร..สายฟ้านั่นดูดกลืนแล้วเปลี่ยนมันให้เป็พลังงานของธาตุอัสนีทั้งหมด“
แม้จะรู้สึกตกตะลึงแต่ภายในใจของแอเรียสก็ปรากฏความตื่นเต้นยินดี แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่เขารับรู้ได้เช่นกัน สายฟ้าภายในแก่นเวทของเขาค่อนข้างใช้พลังงานปริมาณมากในการเลื่อนระดับพลัง พลังงานของแก่นอสูรระดับกลางนั้นมีอยู่ค่อนข้างมากหากดูดไปจนหมดมันมากพอที่จะทำให้ผู้ที่อยู่ระดับััเวทเลื่อนระดับอย่างก้าวะโได้มากกว่าสามถึงสี่ระดับด้วยซ้ำแต่เขากับเลื่อนระดับเพียงสองระดับเท่านั้น ดูเหมือนว่ายิ่งเขาแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ทรัพยากรที่เขาใช้ก็ต้องเพิ่มขึ้นเป็เงาตามตัว
“ พลังของข้าในตอนนี้คงสามารถรับมือกับนักเวทฝึกหัดขั้นต้นได้“
แอเรียสมองดูประกายสายฟ้าแล่นไปมาอยู่ทั่วฝ่ามือด้วยความมั่นใจในพลังของตน ต้นกำเนิดพลังของเขาคือสายฟ้าที่อยู่ภายในแก่นเวท พลังของสายฟ้านั้นช่างแปลกประหลาดและลึกลับอยู่ไม่น้อย บางคราก็ดูคล้ายมันมีชีวิตของมันเองแต่บางคราวก็กลับสงบนิ่งอย่างน่าแปลกประหลาด แก่นเวทของนักเวทระดับััเวททั่วไปจะเต็มไปด้วยกลุ่มหมอกพลังเวทอันเจือจาง แต่ภายในแก่นเวทของแอเรียสกลับมีเพียงสายฟ้าขนาดเล็กอยู่เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น หากพลังเวทของนักเวทระดับััเวททั่วไปคือกลุ่มหมอกพลังเวทของแอเรียสก็คงเป็สายน้ำที่กลั่นตัวมาจากกลุ่มหมอกนั้น
“ ออกไปยืดเส้นยืดสายสักหน่อยคงจะดี “
แอเรียสเร้นกายออกมาจากห้องอย่างเงียบเชียบ เพียงไม่นานเขาก็มายืนอยู่ท่ามกลางหมู่ต้นไม้ที่แผ่ร่มเงาดำทะมึนอยู่ภายใต้แสงจันทร์ยามราตรี บริเวณนี้เป็ผืนป่าที่อยู่ไม่ห่างจากตระกูลสการ์เชียมากนัก
“ ย่างก้าวเหยียบเมฆา “
ประกายสายฟ้าปรากฏใต้ฝ่าเท้าของแอเรียส ร่างของเขาเคลื่อนที่ไปมาอย่างรวดเร็วท่ามกลางหมู่แมกไม้ ความเร็วของเขาแม้แต่ระดับนักเวทฝึกหัดขั้นต้นก็ไม่อาจจะเทียบได้ แอเรียสเคลื่อนไหวไปมาก่อนจะพบกับบางสิ่งเข้า
เบื้องหน้าของแอเรียสเป็อสรพิษความยาวประมาณสามเมตร เกล็ดทั่วลำตัวของมันเป็สีดำสนิทมีเพียงส่วนหัวเท่านั้นที่เป็สีแดงจางๆ มันกำลังชูคอแผ่แม่เบี้ยมาทางแอเรียสเพื่อ้าข่มขู่ ลิ้นสองแฉกของมันแลบไปมาเพื่อจับสัญญาณการเคลื่อนไหวต่างๆของศัตรูเบื้องหน้ามัน
อสรพิษเบื้องหน้าแอเรียสคืองูหัวแดงเป็เพียงสัตว์อสูรระดับต่ำเท่านั้น จุดเด่นของมันคือการเคลื่อนที่โจมตีศัตรูด้วยความเร็ว พิษของมันไม่อาจจะทำให้ศัตรูถึงตายได้แต่ก็ทำให้ร่างกายเป็อัมพาตอยู่ชั่วครู่ แต่หากโดนมันกัดเข้าไปก็ถือว่าย่ำแย่อยู่พอสมควร
“ เ้าตัวนี้แหละเหมาะจะเป็คู่ต่อสู้ให้กับข้า “
เขาไม่ได้เรียกดาบอสูรมายาออกมาแต่ทำเพียงเดินเข้าไปใกล้งูหัวแดงเท่านั้น การกระทำของแอเรียสคล้ายกับการยั่วยุเ้าอสรพิษตัวนี้ มันส่งเสียงขู่ออกมาพร้อมชูแม่เบี้ยสูงขึ้นเกือบหนึ่งเมตร เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังไม่ยอมล่าถอยงูหัวแดงจึงฉกมายังศัตรูของมันอย่างรวดเร็ว ร่างของแอเรียสหายไปอย่างรวดเร็วก่อนจะปรากฏอีกครั้งที่ด้านข้างของงูหัวแดง
งูหัวแดงมองอีกฝ่ายด้วยความโกรธเกรี้ยวมันฉกมายังแอเรียสด้วยความรวดเร็วมากกว่าเก่า แอเรียสยังคงทำเช่นเดิมเขาไม่ได้โจมตีไปยังมันแต่กลับหลบไปมา เหตุการณ์เป็เช่นนี้อีกนานหลายนาทีงูหัวแดงไม่สามารถโจมตีโดนเด็กหนุ่มเลยแม้แต่ครั้งเดียวยิ่งสร้างความโกรธแค้นให้มันเป็อันมาก มันเริ่มรู้สึกคล้ายกับว่าตัวมันเองกำลังโดนยั่วยุเป็ของเล่นสนุกอยู่
เหตุผลที่แอเรียสออกมาด้านนอกก็เพื่อจะซ้อมทักษะการต่อสู้ เขาเพียง้ามองหาสัตว์อสูรสักตัวที่พอจะเป็คู่มือให้เขาได้ แม้งูหัวแดงจะเป็เพียงสัตว์อสูรระดับต่ำแต่ความรวดเร็วของมันก็เทียบเคียงกับสัตว์อสูรระดับกลางมันจึงเป็คู่ซ้อมที่พอดีกับที่แอเรียส้า
ความจริงแล้วแอเรียสยังมีผลึกเวทอยู่อีกจำนวนมากที่จะใช้ในการบ่มเพาะพลัง แต่เขาเลือกที่จะมาต่อสู้เพื่อฝึกฝนทักษะของเขาแทนที่จะบ่มเพาะพลังต่อหรืออีกนัยหนึ่งก็คือการทำให้พลังเวทในร่างเสถียรเสียก่อนที่จะบ่มเพาะพลังต่อไป พลังงานจากแก่นอสูรหรือผลึกเวทหากดูดซับเข้าไปแม้จะไม่มีอันตรายกับแอเรียสแต่มันก็ถือเป็พลังงานจากภายนอก หากเร่งดูดซับเข้าไปจะทำให้พลังงานในร่างไม่เสถียรมันก็คล้ายกับการเร่งก่อสร้างอาคารโดยไม่รอให้ปูนที่ใช้สร้างนั้นแข็งแรงเสียก่อนอาคารนั้นก็อาจจะไม่มั่นคงหรืออาจจะพังทลายลงมาได้ การจะสร้างอาคารที่สูงใหญ่ขึ้นมาสักหลังย่อมใช้เวลาและต้องใช้รากฐานที่มั่นคงแข็งแรง การบ่มเพาะพลังเวทก็เช่นกันหากเร่งรีบจนเกินไปก็มีแต่จะส่งผลเสีย
ฟ่อออ.. !!
เสียงขู่ดังมาจากด้านหลังของแอเรียส เขารีบหันไปมองก่อนจะพบว่ามีงูหัวแดงอีกตัวกำลังชูคอแผ่แม่เบี้ยอยู่เบื้อหลังเขา เ้าตัวนี้มีความยาวเพียงสองเมตรกว่าๆเท่านั้น แต่การมีงูหัวแดงเพิ่มมาอีกตัวก็สร้างความลำบากให้แอเรียสเพิ่มอีกเล็กน้อย มันพุ่งมาทางแอเรียสอย่างรวดเร็ว ร่างของแอเรียสพุ่งหลบไปด้านข้างอย่างรวดเร็วแต่ยังไม่ทันจะตั้งตัวงูหัวแดงอีกตัวก็พุ่งโจมตีมายังตำแหน่งนั้นเช่นกัน แอเรียสแทบจะไม่มีเวลาหยุดพักเขารีบหลบจากจุดนั้นอย่างรวดเร็ว
เมื่องูหัวแดงทั้งสองตัวร่วมมือโจมตีประสานกันมันทำให้แอเรียสลำบากขึ้นไม่น้อย แต่แอเรียสก็ยังคงเลือกที่จะหลบเพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้โจมตีออกไป หลังจากผ่านไปหลายนาทีในที่สุดเขาก็อ่านการโจมตีของพวกมันออก ใบหน้าของแอเรียสตอนนี้มีเริ่มมีเม็ดเหงื่อที่ไหลออกมาจากความเหน็ดเหนื่อยแล้ว สัตว์อสูรทั้งสองตัวก็เช่นกันมันเริ่มเหนื่อยล้าเต็มทนแต่ความโกรธเกรี้ยวของพวกมันก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน มันเป็เพียงสัตว์เดรัจฉานที่ไม่ได้มีสติปัญญามากนัก มันคิดว่าเด็กหนุ่มเบื้องหน้าทำได้เพียงหลบมันเท่านั้นไม่อาจที่จะโจมตีมันได้ มันจึงไม่ได้เกรงกลัวหรือล่าถอยแต่อย่างใด
“ เลิกเล่นสนุกกันเท่านี้แหละ เพลิงอัสนีคลั่ง !! “
สายฟ้าอันเกรี้ยวกราดแล่นไปมาฝ่ามือคู่นั้นก่อนที่จะโจมตีไปยังงูหัวแดงตัวแรกด้วยความรวดเร็วมันไม่แม้แต่จะทันได้ตั้งตัวด้วยซ้ำไป ความรู้สึกเหน็บชาแผ่ซ่านไปทั่วร่างก่อนที่จะตกตายลงด้วยการโจมตีของสายฟ้านั้น งูหัวแดงอีกตัวมองมายังภาพนั้นความความแตกตื่น มันรีบล่าถอยอย่างรวดเร็ว แต่แอเรียสไม่ยอมปล่อยให้มันหนีไปโดยง่ายเขาใช้ก้าวย่างอัสนีก่อนที่จะไปปรากฏกายที่ด้านหน้าของงูหัวแดงเพลิงอัสนีคลั่งถูกใช้ออกอีกครั้ง ฝ่ามือของแอเรียสโจมตีไปยังหัวของมันอย่างแม่นยำ มันไม่ทันแม้จะได้ตอบโต้ใดๆก็สิ้นชีพลง
เพลิงอัสนีคลั่งเป็ทักษะโจมตีระดับปฐี มันเป็การโจมตีออกด้วยสายฟ้าอันเกรี้ยวกราดทั้งรวดเร็วและรุนแรง นี่เป็เพียงขั้นต้นของมันเท่านั้นที่แอเรียสสามารถเรียกใช้ออกมาได้ ขั้นสูงของมันสามารถเรียกออกมาได้แม้แต่สายฟ้าขนาดใหญ่ที่สามารถทำให้หินผาขนาดใหญ่กลายเป็ผุยผงได้ในพริบตาหรือแม้แต่ทะลวงผ่านเกราะป้องกันอันแข็งแกร่งของศัตรู แต่โชคร้ายที่พลังของแอเรียสในยามนี้ยังไม่อาจจะทำเช่นนั้นได้
แอเรียสผ่าร่างของงูหัวแดงทั้งสองตัวออกมาก่อนจะเก็บแก่นอสูรไว้ในแหวนมิติ แอเรียสไม่ได้จากไปโดยทันที เขายังคงฝึกฝนเพลิงอัสนีคลั่งต่อไป ภาพต้นไม้ขนาดประมาณต้นขาที่หักโค่นลงมาจากการโจมตีของเพลิงอัสนีคลั่ง กิ่งไม้หักระเนระนาดเต็มไปทั่วบริเวณ
อีกสองวันต่อมา ทุกค่ำแอเรียสยังคงฝึกฝนทักษะย่างก้าวอัสนีและเพลิงอัสนีคลั่งต่อไป เขาได้สังหารสัตว์อสูรไปอีกสามตัวทั้งหมดเป็สัตว์อสูรระดับต่ำ น่าแปลกใจที่กลับไม่มีสัตว์อสูรระดับกลางโผล่ออกมาให้เขาได้พบเจออีกเลย
แต่น่าแปลกใจกว่านั้นคือพลังเวทในร่างของแอเรียสกลับเสถียรมั่นคงโดยใช้เวลาเพียงไม่นานนัก สายฟ้าในร่างของเขาช่างเป็อะไรที่น่าพิศวง ความจริงแล้วเขารู้ถึงความแปลกประหลาดของสายฟ้าั้แ่ยามที่เขาฝึกฝนคัมภีร์วิถีอัสนีสำเร็จแล้ว แต่เขาก็ยังไม่อาจที่จะทำความเข้าใจมันได้ถ่องแท้นัก
“ ด้วยทรัพยากรที่ข้ามีการจะก้าวสู่ระดับนักเวทฝึกหัดคงไม่ยากเย็นนัก“
ผลึกเวทระดับต่ำถูกนำออกกองเรียงรายอยู่ข้างกายแอเรียส เขาหยิบมันขึ้นมาหนึ่งชิ้นก่อนจะดูดซับมันไปอย่างรวดเร็ว กระแสเวทอันบริสุทธิ์และอบอุ่นไหลเข้ามาในร่างของแอเรียสอย่างช้าๆ แต่ทันทีที่สายฟ้าในแก่นเวทรู้สึกถึงพลังเวทมันก็ดูดกลืนเข้ามาด้วยความรวดเร็ว ผลึกเวทในมือกลายเป็ทึบแสงในชั่วพริบตา
“ ความรวดเร็วเช่นนี้มัน.. “
แอเรียสจ้องมองไปยังผลึกเวทอย่างนิ่งอึ้ง แต่เขาไม่มีเวลาที่จะมาตกตะลึงมากนักเขาหยิบผลึกเวทชิ้นที่สองมาดูดซับต่อทันที กระแสพลังที่ไหลบ่าเข้ามาในร่างช่างแตกต่างกับพลังจากแก่นอสูรมันไม่มีความเ็ปใดๆที่แทรกเข้ามาในร่างเลยแม้แต่น้อยมันกลับรู้สึกอบอุ่นและชดชื่นเสียมากกว่า เมื่อผลึกเวทชิ้นที่สองทึบแสงลงแอเรียสก็หยิบผลึกชิ้นต่อไปออกมา
“ ข้าต้องสูญเสียผลึกเวทไปอีกมากเท่าใดกัน “
ยามที่เห็นผลึกเวทก้อนที่ยี่สิบหกทึบแสงลงแต่พลังในร่างของเขากลับยังอยู่ที่ระดับเท่าเดิมทำให้แอเรียสรู้สึกปวดใจอยู่ไม่น้อย ความจริงแล้วเขาควรจะก้าวสู่ััเวทขั้นที่แปดแล้ว ดูเหมือนว่ามาตรฐานการใช้ทรัพยากรบ่มเพาะพลังของนักเวททั่วไปจะไม่สามารถใช้กับเขาได้จริงๆ สายฟ้าที่อยู่ภายในแก่นเวทของเขายังคงกลืนกินพลังงานจากผลึกเวทอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง มันราวกับสัตว์อสูรตัวน้อยที่หิวกระหาย
ผ่านไปอีกหลายนาทีในที่สุดแอเรียสก็ยิ้มออกมาเหมือนกับว่าเขาจะถึงจุดคอขวดของขั้นที่เจ็ดแล้ว อีกไม่นานก็ลงเลื่อนระดับเป็ััเวทขั้นที่แปด แต่เมื่อมองดูผลึกเวทระดับต่ำที่ทึบแสงทั้งสี่สิบหกชิ้นแล้วแอเรียสก็รู้สึกปวดใจไม่น้อย เพียงระดับััเวทยังใช้ทรัพยากรมากมายถึงเพียงนี้
แสงประกายสายฟ้าขนาดเล็กแล่นไปมาอยู่ทั่วร่างของแอเรียส รอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ แอเรียสวางผลึกเวทระดับต่ำที่บัดนี้ไร้ซึ่งพลังเวทที่อยู่ภายในลง นี่เป็ผลึกเวทระดับต่ำชิ้นที่ห้าสิบแล้ว ไม่เคยมีใครบ้าบิ่นดูดซับผลึกเวทติดต่อกันเช่นนี้มาก่อน แต่สายฟ้าในร่างของแอเรียสช่างเป็สิ่งพิเศษน่าพิศวงการดูดซับผลึกเวทอย่างต่อเนื่องกลับไม่เกิดการแตกซ่านของพลังเลยแม้แต่น้อย มันดูดกลืนพลังเวทเข้าไปทุกหยาดหยดราวกับอสูรกายผู้หิวกระหาย
“ ระดับนักเวทฝึกหัดอยู่อีกไม่ไกลแล้ว “
แอเรียสยกยิ้มขึ้นอย่างยินดี ในที่สุดเขาก็อยู่ในระดับััเวทขั้นที่แปดแล้ว แอเรียสหยุดการบ่มเพาะพลังเอาไว้ก่อนที่จะพักฟื้นชั่วครู่ เขาเร้นกายออกจากห้องอีกครั้งมุ่งสู่กิจวัตรเดิมๆที่เขาเคยทำ