“นั่นใช่ท่านอ๋องหรือไม่?”
“ใช่ๆ ข้าเคยพบพระองค์ตอนขี่ม้าเข้าเมือง”
“ช่างสูงใหญ่ดังคำร่ำลือจริงๆ”
“พระองค์ทรงรูปงามนัก สมชายชาตรียิ่ง!”
“ก็จริงนะ แต่ข้าก็อดกลัวไม่ได้ยามคิดถึงตอนที่ต้องเข้าหอน่ะคิๆ”
“นั่นน่ะสิ ข้าก็ไม่เอาเช่นกัน”
“ชู่...พวกเจ้าอยากหัวขาดหรืออย่างไรกัน!”
เสียงซุบซิบของสตรีทั้งหลายดังอยู่เนืองๆ ตั้งแต่วันแรกที่สำนักสวรรค์เปิดรับสมัครอยู่หน้าวัดทางทิศใต้ที่ติดกับป่านอกเมืองจนถึงวันนี้ที่เป็นวันสุดท้ายของการสมัครสอบชินอ๋องผู้เป็นที่ร่ำลือก็จะมาปรากฏกายอยู่ทุกครั้ง
พระองค์จะมายืนมองใต้ต้นไม้ที่สามารถมองเห็นโต๊ะลงทะเบียนได้อย่างชัดเจนเสมอแค่ยืนกอดอกแล้วมองมานิ่งๆก็เป็นจุดสนใจได้ไม่ยากและพระองค์ก็จะตกเป็นหัวข้อซุบซิบนินทาของผู้ที่พบเห็นโดยเฉพาะเหล่าสตรีน้อยทั้งหลาย
“พูดกันดังเสียขนาดนี้พวกนางคิดว่าพวกเราไม่ได้ยินจริงๆหรือ?” หนึ่งในองครักษ์คนสนิทกระซิบกับสหายอีกคนขนาดพวกเขาสองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังท่านอ๋องยังได้ยินชัดขนาดนี้คิดว่าท่านอ๋องจะไม่ได้ยินหรืออย่างไร?
“ท่านอ๋องยังไม่ใส่ใจเลย แล้วเจ้าจะเดือดร้อนทำไม?”องครักษ์อีกคนพูดขัด
“อะไรกัน เจ้านี่ไม่มีอารมณ์ขันเอาเสียเลย”พูดแล้วก็จิ๊ปากใส่ “พระองค์มายืนตรงนี้ตั้งแต่วันแรกยันวันสุดท้ายเจ้าว่าท่านอ๋องกำลังรอใครอยู่หรือไม่?”
“ข้าจะรู้ได้อย่างไรอยากรู้นักเจ้าก็ไปถามท่านอ๋องเอาเองสิ”
ผู้ใดจะกล้า!ปกติท่านอ๋องก็ใจกว้างกับลูกน้องอยู่หรอก แต่พระองค์ไม่ชอบให้ยุ่งเรื่องส่วนตัวหากพระองค์ไม่เล่าเองก็ไม่มีผู้ใดกล้าสอดรู้หรอกแม้แต่องค์ฮ่องเต้ยังไม่กล้าก้าวก่ายเรื่องของท่านอ๋องเลย
แต่สิ่งที่พระองค์ไม่ชอบที่สุดก็คือการตกเป็นเป้าสายตาของผู้อื่นเช่นนี้เพราะว่าพระองค์มีร่างกายสูงใหญ่กว่าคนทั่วไปมากแต่ก็มีใบหน้าที่หล่อเหลามากเช่นกันผู้คนจึงอดที่จะเหลือบมองมาทางพระองค์ไม่ได้ถึงจะรู้ว่าชินอ๋องไม่โปรดให้มีคนมองก็เถอะ
แล้วมันไม่น่าสงสัยหรืออย่างไรว่าเหตุใดท่านอ๋องถึงได้พาตัวเองมาเป็นเป้าสายตาเสียเองอย่างที่ยืนอยู่ตอนนี้
เหมือนพระองค์กำลังรอใครบางคนอยู่เพราะพระองค์เอาแต่มองไปยังกลุ่มคนที่มาสมัครคนแล้วคนเล่าอยู่ตลอดผ่านวันแรกไปวันที่สองก็มา แล้วหลังจากนั้นวันที่สาม สี่ ห้า ก็ยังมาจนตอนนี้เป็นวันเปิดรับสมัครวันสุดท้ายแล้วท่านอ๋องก็ยังคงยืนอยู่ที่เดิม
เขาอยากรู้ใจจะขาดแต่ไม่กล้าถาม...
“ทะ...ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ”เป็นคนสนิทขององค์ฮ่องเต้ที่วิ่งเข้ามาทำความเคารพชินอ๋องเขาหอบหายใจถี่เหมือนรีบเร่งมาให้เร็วที่สุด
“มีอะไร?”ชินอ๋องถามทั้งๆที่ยังไม่ละสายตาไปจากกลุ่มคนตรงหน้า
“คือ...คือฝ่าบาทให้กระหม่อมมาทูลเชิญท่านอ๋องเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
“มีเรื่องอะไร?” พระองค์ถามกลับเรียบๆแต่ไม่รู้ทำไมคนที่มารายงานถึงได้รู้สึกกดดันนักก็ไม่รู้เขายิ่งก้มต่ำลงยิ่งกว่าเดิม
“กะ...กระหม่อมก็ไม่ทราบฝ่าบาทบอกเพียงว่าเป็นเรื่องด่วนพ่ะย่ะค่ะ”
คราวนี้ชินอ๋องกดหัวคิ้วต่ำลงมีเรื่องอะไรถึงกับขนาดต้องเรียกพระองค์ไปเองน้องชายผู้นี้จะให้พระองค์อยู่เฉยๆไม่ได้เลยหรืออย่างไร?
ชินอ๋องกวาดตามองแถวยาวเหยียดอยู่พักใหญ่พวกข้ารับใช้ก็ไม่กล้าพูดอะไรอีกกลัวจะทำให้ท่านอ๋องไม่พอพระทัย
ฮุ่ยอ๋องถอนหายใจ ละสายตาแล้วมุ่งหน้าเข้าวัง
ในที่สุดซูเจินกับพวกก็เดินทางเข้าเมืองหลวงได้ทันวันสมัครสอบวันสุดท้ายเพราะระหว่างทางเจอกับสัตว์อสูรอยู่บ้างประปราย นับว่าผิดวิสัยอยู่ไม่น้อยพวกนางจึงเสียเวลาอยู่บ้าง
แต่ที่ทำให้เสียเวลาที่สุดเห็นจะเป็นเพราะซิ่นจงเขาขี่ม้าไปเป็น! ทำให้เขาต้องขึ้นม้าตัวเดียวกันกับซิ่นทงผู้เป็นพี่ชายที่ซึ่ง...ขี่ม้าช้าปานเต่า
พอเจออสูรโจมตีกะทันหันพวกม้าก็เตลิดวิ่งหนีไปทำให้ต้องอาศัยสองขาของตัวเอง ในกลุ่มมีพวกสายเวทอยู่ไม่กี่คนพวกเขามีร่างกายที่ไม่แข็งแรงเท่าพวกสายยุทธ์ทำให้ต้องหยุดพักบ่อย
คนของนางนั้นไม่เท่าไหร่แต่เจ้าเด็กน้อยซิ่นจงนี่อ่อนแอสุดๆ วิ่งได้ไม่เท่าไหร่ก็เหนื่อยหอบจนหายใจแทบไม่ทันซิ่นทงกับซิ่นจงเกรงใจพวกนางมาก กลัวจะเป็นตัวถ่วงทำให้พวกนางมาไม่ทันการสมัครจึงบอกให้พวกนางทิ้งพวกเขาเอาไว้แล้วล่วงหน้าไปกันก่อนเลย
แต่จะโทษพวกเขาฝ่ายเดียวก็ไม่ถูกนางรู้ดีว่าสายเวทอ่อนแอ แต่นางไม่คิดเผื่อซิ่นจงที่ไม่ใช่คนของนางว่าเขาจะอ่อนแอยิ่งกว่าทำให้ไม่เผื่อเวลาเดินทางหากนางบอกให้ออกเดินทางเสียตั้งแต่วันที่สองที่อยู่ในเมืองซือก็คงเป็นปัญหาเช่นนี้
นางไม่ต้องการทิ้งพวกเขาเอาไว้เฮยหลงจึงอาสาแบกซิ่นจงขึ้นหลัง ส่วนซิ่นทงก็พยายามตามพวกนางมาอย่างเต็มที่ไม่ปล่อยให้ตัวเองเป็นตัวถ่วง แม้เหนื่อยก็อดทนจนมาถึงประตูเมืองหลวงได้ทัน
“พี่ชายทหารสำนักสวรรค์ยังเปิดรับสมัครอยู่หรือไม่?”ซูเจินที่ดูเหนื่อยน้อยที่สุดเดินเข้าไปถามทหารที่อยู่ด้านประตูเมืองปล่อยให้คนที่เหลือนั่งพักเหนื่อยกัน
“ยังเปิดรับอยู่พวกเขาจะเปิดรับจนถึงตะวันตกดินนู่นแหละ” ทหารคนนั้นตอบกลับมา
ตะวันตกดิน...ยังเหลืออีกหลายชั่วยาม
“ว่าแต่เหตุใดพวกเจ้าจึงมากันช้านักเล่ามากันเอาเสียวันสุดท้ายแล้วยังสภาพดูไม่จืดอีก” ทหารอีกคนถามต่อ
ซูเจินหัวเราะแห้งๆเอามือลูบๆเส้นผมที่ชี้ฟูให้เรียบร้อย แล้วเอาผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดเหงื่อไคลออกจากใบหน้า
พวกนางรีบเร่งเดินทางกันมาเสียขนาดนั้นสภาพจะยังดูดีอีกหรือไงเล่า!
“พวกข้าเจออุปสรรคเล็กน้อยตอนเดินทางจึงมาถึงกันล่าช้าไปหน่อย”นางเก็บผ้าเช็ดหน้าไว้ที่เดิม “พี่ชายตอนพวกข้าเดินทางจากเมืองซือมาเมืองหลวงเจออสูรโจมตีตั้งสามครั้งเลยนะผิดวิสัยของพวกมันนัก”
“พวกเจ้าก็ด้วยหรือ?ช่วงนี้ก็มีหลายกลุ่มที่พูดเช่นนี้เหมือนกัน” พวกทหารมองหน้ากัน มีหลายกลุ่มแล้วที่บอกเช่นนี้
“นี่เป็นเรื่องจริง?แล้วพวกทางการไม่ทำอะไรบ้างหรือ? ข้าจะบอกพวกท่านก่อนจะถึงเมืองซือข้าเจอฝูงหมาป่าอสูรฝูงใหญ่ด้วย โชคดีที่หนีรอดกันมาได้แต่ก็เหลือกันอยู่เท่าที่เห็นพวกมันอยู่ใกล้เมืองมากเลยด้วยพวกข้าเดินทางต่อสองสามวันก็ถึงเมืองแล้ว”
ซูเจินถือโอกาสรายงานและสวมรอยกลุ่มที่พวกซิ่นทงเดินทางมาด้วยเลย
“มีรายงานขึ้นไปเบื้องบนแล้วคงกำลังหาทางกันอยู่แต่ที่เจ้าพูดเมื่อครู่เป็นเรื่องจริงใช่หรือไม่?”เหล่าทหารหลายคนเริ่มเดินมาร่วมวงด้วยเรื่องที่สตรีนางนี้พูดถือเป็นเรื่องใหญ่เลยเชียวหมาป่าอสูรมักอยู่ในป่าลึกและจะไม่โจมตีคนก่อนแต่นี่มากันเป็นฝูงและยังอยู่ใกล้เมืองอีก!
“เป็นเรื่องจริงนะท่านพวกท่านดูสิพวกข้าเหลือรอดกันมาแต่รุ่นเยาว์ไม่กี่คน” ซูเจินชี้ไปทางพรรค์พวกที่นั่งพักเอาแรงอยู่อีกด้าน
พวกทหารก็มองตามที่นางชี้ไปเห็นเป็นจริงอย่างที่นางว่า มีแต่เด็กๆไม่กี่คน คนที่ดูโตสุดก็ไม่น่าจะเกินยี่สิบพวกเขาเริ่มมองกันไปมา
“เช่นนั้นก็เป็นเรื่องใหญ่แล้วพวกข้าจะเอาเรื่องนี้ไปรายงานกับหัวหน้าเอง ขอบใจเจ้ามากที่มาแจ้ง”ว่าแล้วก็มีนายทหารคนหนึ่งวิ่งเข้าประตูเมืองไป
สมเป็นแคว้นใหญ่ ทหารทำงานกันเป็นอย่างดีเรื่องเล็กน้อยก็ยอมรับฟัง
“พวกเจ้าจะรีบไปสมัครสอบใช่หรือไม่?รีบกันหน่อยก็ดี เขาเปิดรับอยู่อีกฝั่งของเมืองเลย” นายทหารคนเดิมบอก“เอาป้ายประจำตัวมาสิ”
“เจ้าค่ะ” ซูเจินยื่นป้ายให้เขาแล้วเรียกให้คนที่เหลือเอาป้ายของตนเองมาให้เขาตรวจทหารตรวจแผ่นป้ายแสดงตัวตนของพวกนางแล้วก็ให้พวกนางผ่านเข้าเมืองมา