บทที่26
โรคระบาดกัดกินเมืองและกองทัพ
ไป๋เฟิ่งาาอย่างรวดเร็วยามเที่ยงวันมาถึงภายในเมืองที่เต็มไปด้วยผู้คนย่านชุมชนแออัดที่ตอนนี้กำลังโดนทหารภายในกองทัพของนางปิดกั้นพื้นที่ยามที่นางโน้มกายลงมาจากหลังม้ากำลังจะสาวเท้าเดินเข้าไปภายในบริเวณนั้นแต่เบื้องหน้ามีทหารหนุ่มผู้หนึ่งเข้ามาขวางเอาไว้ก่อน
เท้าทั้งสองข้างทางอะชะงักลงไป๋เฟิ่งใช้ดวงตาของตนเองมองด้านมากนอกทหารหนุ่มที่อยู่ด้านหน้าของนางในตอนนี้
นางส่งดวงตาที่เต็มไปด้วยคำถามไปหาทหารหนุ่มผู้นั้นและแล้วทหารหนุ่มที่อยู่ด้านหน้าก็ทำการยื่นบางอย่างมาให้ก่อนจะกล่าวออกมาตามคำสั่ง“ ท่านแม่ทัพใหญ่โปรดสวมใส่นี่ก่อนขอรับ ”
ไป๋เฟิ่งลองก้มใบหน้าของตนเองมองต่ำลงไปที่มือของทหารหนุ่มผู้นั้นเมื่อลองใช้ดวงตาของตัวเองมองดูทำให้นางมองเห็นว่าสิ่งที่อยู่ภายในมือของทหารหนุ่มเป็ผ้าปิดปากสีขาวมันเป็ผ้าผืนใหญ่ที่ถูกพับเข้าหากัน
ไป๋เฟิ่งนางไม่ทำการเอ่ยถามแต่ใช้ดวงตาของตนมองลึกเข้าไปบริเวณสถานที่เกิดเหตุเมื่อมองลึกเข้าไปภายในสถานที่เกิดเหตุพบเห็นว่าผู้คนภายในนั้นส่วนใหญ่จะสวมใส่ผ้าสีขาวปิดบังบริเวณใบหน้าของตนเองเอาไว้ครึ่งหนึ่ง
นางยื่นมือออกไปรับผ้านั้นเอาไว้แล้วก็สวมใส่มันปิดทับบริเวณใบหน้าของตนเองก่อนที่จะเดินเข้าไปด้านใน
ไป๋เฟิ่งสาวเท้าเดินเข้าไปบริเวณด้านหน้าอย่างรวดเร็วนางทำการเดินเข้าไปถึงบริเวณด้านใน
เท้าทั้งสองข้างของนางก็ต้องหยุดนิ่งพร้อมกับใช้ดวงตาของตนเองมองไปด้านหน้าด้วยความตกตะลึงเช่นเดิม
ดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงสิ่งที่เรามองเห็นด้านหน้าคือร่างของผู้คนมากมายภายในชุมชนแออัดที่ตอนนี้กำลังนอนแล้วเกะกะอยู่ตามพื้นเป็จำนวนมาก
คนพวกนี้ไม่ได้นอนอยู่ตามพื้นเฉยๆเท่านั้นแต่ว่าคนพวกนี้ใบหน้าซีดเผือด อาการดูไม่ดีนักบ่งบอกให้รู้ได้อย่างชัดเจนั้แ่แรกเห็นว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นกับพวกเขา
ไป๋เฟิ่งยังคงบุคลิกท่าทางเ็าของตนเองเอาไว้ดวงตาของนางกวาดไปมองบริเวณรอบๆภายในใจมันเกิดคำถามขึ้นมาในทันทีว่าตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
แต่ในขณะนั้นเองเท้าของนางรีบสาวเท้าเดินไปด้านหน้าอย่างรวดเร็วเข้าหาร่างของผู้ที่อยู่ด้านหน้าของนาง
จี้หยวนกำลังยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มทหารมากมายใช้นิ้วมือของตนเองชี้สั่งการทุกอย่าง
ไป๋เฟิ่งเข้าไปด้านหลังอย่างรวดเร็วจี้หยวนหันมามองเมื่อเห็นนางก็ทำการก้มศีรษะเล็กน้อยตามมารยาท
ไป๋เฟิ่งมองเห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเอ่ยถามออกไป“ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ”
จี้หยวนได้ยินคำถามนั้นทำการปรายมือของตนเองไปที่คนจำนวนมากที่กำลังนอนแล้วเกะกะอยู่ตามพื้นจากนั้นคนพูดนี้ก็ทำการพูดขึ้นมา “ อย่างที่ตัวของเราเห็นด้วยตอนนี้คนพวกนี้ติดโรค ”
“ โรค? ” ไป๋เฟิ่งแสดงใบหน้าประหลาดใจใน่เวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมานางเอาแต่คิดค้นแผนการและก็ทำาต้นนางยังไม่รู้เลยว่าตอนนี้บริเวณเมืองแถบนี้มันมีโรคระบาดชนิดใหม่ที่บังเกิดขึ้นมา
ไปตอนนี้มาเห็นสิ่งที่อยู่ด้านหน้าด้วยตาของตนเองถือว่าเป็สิ่งที่คาดไม่ถึง
จี้หยวนหลังจากที่ได้สอบถามเื่ราวทุกอย่างกับเอาเมืองเรียบร้อยแล้วจึงเอ่ยอธิบายออกมา“เกี่ยวกับเื่นี้รู้สึกว่าใน่นี้จะมีโรคระบาดที่ชื่อว่าบุปผาสีชาดบังเกิดขึ้นเป็โรคติดต่อชนิดเร็วเพียงแค่ 1 เดือนที่ผ่านมาบริเวณหัวเมืองมากมายทางทิศบูรพาต่างมีคนที่ติดและป่วยเป็โรคนี้ทั้งสิ้น ”
“ โรคติดต่อที่อันตรายเป็อย่างมาก เห็นผู้คนบอกว่ายังไม่มีหนทางรักษาถ้าผู้ใดป่วยเป็โรคนี้ร่างกายอ่อนแอต้องตายภายในเจ็ดวัน ”
คนผู้นั้นอธิบายในสิ่งที่ตนเองรู้ออกมาทั้งหมดให้กับผู้ที่เป็แม่ทัพใหญ่ได้ฟัง
ไป๋เฟิ่งที่ยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มชายฉกรรจ์มากมายขมวดคิ้วทั้งสองข้างเข้าหากันใบหน้าภายใต้ผ้าสีขาวสะอาดสะอ้านกำลังแสดงความเคร่งขรึม นางกำลังคิดบางอย่างอยู่ ‘บังเอิญเกินไปเหตุใดโรคระบาดเกิดเช่นนี้ ’
นางหันไปมองกับจี้หยวน
จี้หยวนร่วมทำากับนางมานานเขาพยักหน้าตอบรับและก็แสดงความคิดเห็นเช่นเดียวกันก่อนจะชี้แจงออกมา“ ที่ข้าบอกได้อย่างที่เขาคิด ตอนนี้ดูเหมือนว่านี้จะเป็กับดักอ๋องหลันเพราะโรคระบาดชนิดนี้ขึ้นมาทำให้ผู้คนภายในเมืองแห่งนี้ติดโรคระบาดมากกว่าครึ่งก่อนที่มันจะถอยไปตั้งหลักที่เมืองด้านหลัง”
ตอนนี้ผู้คนภายในเมืองแห่งนี้โดนทำให้ติดโรคระบาดมากกว่าครึ่งมันกลายเป็เหมือนกับจุดเพาะเชื้อขนาดใหญ่ที่มีผู้คนมากมายเป็เหมือนะเิเวลา
ไป๋เฟิ่งกัดฟันเล็กน้อยมือทั้งสองข้างของนางกำแน่น แม้ว่านางเป็สตรีที่เ็าก็ใช่ว่านางจะไร้ความรู้สึกเมื่อได้ใช้ดวงตาของตนเองกวาดมองสิ่งที่อยู่ด้านหน้าร่างของสตรีและก็เหล่าเด็กมากมายที่ป่วยเป็โรค
คนเ่าั้นอนนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้นอาเจียนออกมาเป็เืบางครั้งก็แสดงความเ็ปออกมาทางใบหน้า พวกเขาดิ้นทุรนทุรายไปมา
ไป๋เฟิ่งมันกำลังโกรธแม้ว่านางจะไม่สามารถแสดงความโกรธออกมาจากบนใบหน้าได้มากมายนักแต่ว่าภายในใจของนางในตอนนี้ร้อนรุ่มราวเปลวเพลิง
เปลวเพลิงแห่งความโกรธเผาไหม้ภายในจิตใจโดยที่มีความรู้สึกตอบสนองตามสัญชาตญาณเป็ตัวเชื้อเพลิง
“ เพียงแค่อยากชนะ.. เพียงแค่ชื่อเสียงลาภยศ.. เพียงแค่จุดที่สูงกว่าพวกเ้ายอมสังหารผู้คนมากมาย ยอมสละชีวิตผู้คนมากมาย ” นางพึมพำออกมากับตนเอง
ตอนนี้ไม่มีผู้ใดสามารถหยั่งลึกลงไปมองเห็นความรู้สึกที่อยู่ภายในใจของนางได้แต่ผู้ที่ยืนอยู่ด้านหลังมองเห็นรังสีสังหารที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างกายของแม่ทัพใหญ่ขนทั่วร่างกายก็ลุกเป็เกลียว
แม้พวกเขาจะเป็บุรุษแต่ไม่เคยเจอจิตสังหารที่รุนแรงเช่นนี้จากบุรุษผู้ใดมาก่อนเลยในยามนี้เพิ่งมาได้พบกับสตรีผู้นี้
ไป๋เฟิ่งถึงแม้ว่านายจะเป็แม่ทัพใหญ่เป็นักรบที่สังหารผู้คนมากมายแต่ไม่เคยเลยสักครั้งที่มองสังหารผู้คนบริสุทธิ์ยังไม่เคยมีสักครั้งด้วยที่นางคิดว่าจำเป็จะต้องเสียสละชีวิตของคนบริสุทธิ์มากมายเพื่อชัยชนะและลาภยศชื่อเสียงของตนเอง
สมรภูมิที่นางเดินผ่านมาล้วนแล้วแต่ช่างเกียรติยศเอาไว้มากมายนางไม่เคยใช้เืและชีวิตของผู้อื่นเซ่นสังเวยสิ่งที่นางได้มามีแต่เพียงเืเนื้อและร่างกายของนางเท่านั้นที่นางสละแล้วแลกมา
ยามที่นักรบลงสู่สมรภูมินางผู้เป็แม่ทัพควบอาชานำหน้าไม่เคยถอยแม้เพียงก้าว
ในตอนนี้คนพวกนี้ใช้วิธีเช่นนี้วิธีที่ต่ำช้าเลวทรามมันทำให้คนที่มีนิสัยเยือกเย็นอย่างนางสามารถเดือดดาลได้
พวกอ๋องหลันในแผนการของมันคิดจะใช้โรคระบาดนี้แพร่กระจายไปทั่วทั้งเมืองเมื่อรอให้กองทัพเข้ามายึดเมืองได้เรียบร้อยแล้ว มันจะให้ลูกลำบากแพร่กระจายไปสู่ทหารภายในกองทัพ
โรคระบาดถือว่าเป็ภัยอันตรายเป็อย่างมากทหารหกหมื่นร่วมกินนอนกันอยู่ทั้งวันทั้งคืนเพราะแบบนั้นมีโอกาสที่จะแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว
แน่นอนว่าถ้าทหารหกหมื่นนายโดนโรคระบาดนั้นเข้าไปแน่นอนว่าสถานการณ์มันจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็หลังมือ
สถานการณ์เช่นนี้ที่พวกมันสูญเสียกำลังไปประมาณหนึ่งในสามถ้าสามารถแพร่กระจายโรคระบาดเข้าสู่กองทัพได้พวกมันมีโอกาสที่จะได้รับชัยชนะ
ไม่เพียงเท่านั้นถ้าสามารถได้รับชัยชนะในครั้งนี้ทั้งชื่อเสียงและทุกๆอย่างของมันจะเพิ่มพูนขึ้นเป็อย่างมาก
ไป๋เฟิ่งั้แ่ครั้งรวมแผ่นดินนางไม่เคยออกรบพ่ายแพ้ผู้ใดมาก่อนเลยเพราะแบบนั้นถ้าครั้งนี้พวกมันสามารถเอาชนะได้พวกมันจะสามารถสร้างชื่อเสียงและกลายเป็ว่าผู้คนมากมายก็จะให้ความสนใจกับพวกมัน
อาจจะมีกำลังคนอีกจำนวนมากที่มาเข้าร่วมพวกมันสามารถใช้กำลังคนส่วนนั้นทำการยึดอำนาจได้
อีกอย่างถ้ากำจัดทัพหกหมื่นนี้ได้เมืองหลวงต้องระส่ําระสายอย่างแน่นอนอำนาจทางการทหารทั้งหมดอยู่ที่ไป๋เฟิ่ง
เพราะแบบนั้นอ๋องหลันลองคิดไตร่ตรองดูแล้วพวกมันต้องกระทำอย่างเดียวก็คือต้องจบชีวิตนางลงที่สถานที่แห่งนี้ถ้านางตายลงที่ชายแดนแห่งนี้ทั่วทั้งใต้หล้าจะวุ่นวาย
มันจะกลายเป็โอกาสที่ทำให้มันนั้นมีโอกาสจะลุกคือยึดอำนาจและรวบรวมแผ่นดินใหม่อีกครั้ง
หลังจากที่ต้องรู้ว่ามีโรคระบาดระบาดภายในเมืองไป๋เฟิ่ง้าอย่างรวดเร็วเริ่มจากทำการกันชาวเมืองที่ติดโลกคัดแยกออกไปให้อยู่ในบริเวณส่วนหนึ่งของเมือง
แล้วก็จำกัดการเข้าออกภายในเมืองทหารที่อยู่ภายในกองทัพของนางถ้าไม่จำเป็นางก็จะไม่ให้เข้ามาภายในเมืองเพราะรู้ดีว่าถ้าทหารผู้ใดติดโรคระบาดและเข้าไปปะปนกับคนภายในกองทัพจะเกิดเื่ใหญ่
นางคลิปวิธีการรับมือโรคระบาดในครั้งนี้อย่างหนักเพื่อที่จะทำการรอรับสถานการณ์ที่มันจะเกิดขึ้น
….
ในขณะเดียวกันที่กองทัพบริเวณชายแดนกำลังวุ่นวายกับโรคระบาดที่มันกำลังเกิดขึ้นเมืองตี้หนานที่ถือว่าเป็เมืองขนาดใหญ่ในด้านการค้าทางฝั่งทิศบูรพาบุคคลภายในเมืองกำลังแตกตื่นกับเื่ใหญ่หนึ่งอยู่
ถนนที่ผู้คนสัญจรไปมามากมายมีป้ายไม้ขนาดใหญ่ป้ายหนึ่งถูกตั้งติดเอาไว้บริเวณใจกลางเมืองบริเวณป้ายไม้นั้นมีแผ่นกระดาษหลายแผ่นที่ติดเอาไว้เขียนเอาไว้อย่างชัดเจนถึงเนื้อหาสำคัญอยากจะแจ้งให้เหล่าชาวเมืองได้ล่วงรู้
เมื่อได้มองเห็นเช่นนั้นเหล่าชาวเมืองต่างพากันตื่นตระหนกใภายในใจบังเกิดความปิติยินดีและความดีใจขึ้นมาจึงรีบกระตือรือร้นมุ่งไปตามสถานที่ที่แผ่นกระดาษติดเอาไว้อย่างรวดเร็ว
ยามเช้าของวันลู่หยางพายกล่องกระบี่ของตนเองอยู่ด้านหลังเดินจูงมือบุตรสาวเข้ามาภายในเมืองผ่านบริเวณถนนเส้นกลางเมืองพอดีพบเจอป้ายไม้ป้ายนั้นที่มีผู้คนมุมดูมากมาย
ความในใจบังเกิดความสงสัยเท้าของตนเองและมองดูมันใช้ดวงตามองดูแผ่นกระดาษที่ติดอยู่บนป้ายไม้ประชาสัมพันธ์ลู่หยางตาทั้งสองข้างเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก “ นี่มันอะไรกัน!!! ”
จบบท