ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 226 : วิญญาณแค้นแห่งโม่เทียน

จารึกที่ 226 : วิญญาณแค้นแห่งโม่เทียน : ตั๋วหนีตายราคาขูดเลือด


แผ่นดินใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นประดุจโลกาวินาศ บ่อผลึกศิลาที่เคยบรรจุหยดน้ำค้างบรรพกาลแตกเป็นสองซีก เผยให้เห็นรอยแยกมืดมิดที่ลึกสุดหยั่งคาด คลื่นพลังหยินอันวิปริตและเน่าเหม็นพวยพุ่งขึ้นมาจากก้นเหวราวกับภูเขาไฟระเบิด แรงกดดันที่แผ่ซ่านออกมานั้นมิใช่ระดับวิญญาณแรกเริ่มอีกต่อไป ทว่ามันคือกลิ่นอายของระดับ แยกวิญญาณ ที่แท้จริง!


"ข้า... เกลียดชัง... สวรรค์!"


เสียงคำรามแหบพร่าดังก้องกังวานมาจากก้นเหว มันมิใช่เสียงของมนุษย์ แต่มันคือเสียงเสียดสีของศัสตราประกอบนับหมื่นชิ้นที่บดขยี้เข้าด้วยกัน ท่ามกลางหมอกสีดำมืดมิด ปรากฏเงาร่างวิญญาณขนาดมหึมาที่สูงกว่าสิบจั้ง ครึ่งหนึ่งของร่างวิญญาณนั้นคือมนุษย์ที่สวมมงกุฎกษัตริย์ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งคือโครงข่ายกลไกฟ้าที่เชื่อมต่อกันอย่างซับซ้อน


ดวงตาที่ลุกโชนด้วยไฟแค้นสีชาดของมันจ้องมองมายังผู้บุกรุกทั้งสอง


"ราชาโม่เทียน... ผู้นำเผ่ากลทมิฬ!" อาเจียกัดฟันแน่น แม้ดวงตาจะบอดสนิท แต่ 'เตาหลอมปราณจำลอง' ในตันเถียนของเขากำลังหมุนวนอย่างบ้าคลั่งเพื่อต่อต้านแรงกดดันระดับแยกวิญญาณ เนตรสูญตาของเขามองเห็นเส้นสายพลังความแค้นของราชาโม่เทียนที่หนาแน่นจนแทบจะฉีกกระชากมิติให้ขาดสะบั้น


(นายท่าน... พลัง... พลังของข้า...) คลื่นวิญญาณแผ่วเบาของจิตวิญญาณแห่งศาสตราที่เพิ่งถือกำเนิดดังก้องในจิตของอาเจีย มันคือความรู้สึกอิ่มหนำจนง่วงงุน นางหาได้สนใจวิญญาณแค้นเบื้องล่างไม่ (หยดน้ำค้าง... อิ่มเกินไป... ข้าต้องหลับ... เพื่อย่อยสลายมัน...)


สิ้นคลื่นวิญญาณ ร่างโปร่งแสงของอิสตรีตัวน้อยก็ม้วนตัวกลับเข้าไปหลับใหลลึกสุดในแก่นไม้ดึกดำบรรพ์ ทิ้งให้อาเจียต้องเผชิญหน้ากับความตายเบื้องหน้าเพียงลำพัง


"เดี๋ยวสิ! เพิ่งจะตื่นขึ้นมาก็ชิงหลับหนีปัญหาเลยรึ! เจ้านี่มันบรรพชนตัวน้อยหรือลูกหมูขี้เกียจกันแน่!" อาเจียสบถลั่น


(อาเจีย! อย่าได้เอ่ยลบหลู่นางเป็นอันขาด! นางคือ... นางคือ...) เสียงของปรมาจารย์มู่เฉินดังแทรกขึ้นมาด้วยความตระหนกที่ยังไม่จางหาย เขาเพิ่งจะรู้ซึ้งถึงสเกลพลังที่แท้จริงของสถานที่ที่ตนอาศัยอยู่ (ช่างเถอะ! เรื่องของนางเอาไว้ก่อน! รีบหาทางหนีเอาชีวิตรอดจากผีร้ายเบื้องล่างนี่ก่อน! ข้าสัมผัสได้ถึงความมุ่งร้ายที่พร้อมจะฉีกวิญญาณพวกเรา!)


"ไอ้หนู! เลิกคุยกับพู่กันแล้วเตรียมตัวหนีได้แล้ว!" นักพรตหมื่นอีแปะแหกปากร้องลั่น


ชายชราแสร้งทำเป็นหน้าถอดสีซีดเผือด ทว่าในห้วงความคิดของยอดฝีมือเฒ่าผู้ซ่อนเร้นพลังระดับ 'หลอมความว่างเปล่า' กลับกำลังรัวลูกคิดรางแก้วอย่างบ้าคลั่ง


'วิญญาณแค้นระดับแยกวิญญาณ... หากข้าลงมือบดขยี้มัน ก็ต้องเปลืองปราณเซียนไปเปล่าๆ แถมไอ้ผีบ้านี่ก็เหลือแต่ตัว ไม่มีสมบัติอะไรให้ปล้นสักชิ้น! สู้แกล้งแพ้แล้วหลอกเก็บค่าเรือหนีตายจากไอ้ศิษย์รวยนี่ดีกว่า! ขาดทุนไม่ได้เด็ดขาด!'


"อาจารย์! ท่านต้องใช้ปราณเซียนแท้ของท่านฟาดมันสิ! ท่านเพิ่งได้ค่าจ้างจากข้าไปตั้งเยอะนะ!" อาเจียตะโกนบอก


"เพ้ย! ธุรกิจก็คือธุรกิจ ชีวิตก็คือชีวิต! เงินตายไปก็ไม่ได้ใช้โว้ย!"


นักพรตเฒ่าไม่รอช้า ชายชราล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อ แล้วโยนเรือไม้แกะสลักขนาดเท่าฝ่ามือออกมาเบื้องหน้า


"ขยาย!"


สิ้นคำราม เรือไม้ขนาดเล็กก็เปล่งแสงสีฟ้าคราม สูดกลืนปราณสวรรค์รอบด้าน ก่อนจะขยายร่างกลายเป็น นาวาเหินเวหาขนาดยักษ์ ลวดลายอักขระวายุที่สลักอยู่บนตัวเรือสว่างวาบ พร้อมที่จะพุ่งทะยานเจาะทะลุเพดานสุสานได้ทุกเมื่อ


"รีบขึ้นมาเร็ว! ข้าจะใช้ค่ายกลทะลวงมิติหนีแล้ว!" นักพรตเฒ่ากระโดดขึ้นไปยืนบนหัวเรืออย่างว่องไว


อาเจียไม่รอช้า รีบออกคำสั่งให้หุ่นพิทักษ์บรรพกาลทั้งสี่ตน และพยนต์เทวะ 'เจ้าสัว' ที่กางปีกโลหะเตรียมพร้อม กระโดดขึ้นเรือไปทันที ส่วนตัวเขาก็ใช้วิชาตัวเบาพุ่งทะยานตามขึ้นไป โดยมี 'เจ้าถุงเงิน' ที่ยังคงหลับใหลซ่อนตัวอยู่ในมิติเงาใต้ฝ่าเท้าของเขา


ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ปลายเท้าของอาเจียกำลังจะแตะกาบเรือ...


"หยุดตรงนั้นเลยไอ้หนู!" นักพรตหมื่นอีแปะยกแส้ปัดขึ้นชี้หน้าอาเจีย แววตาหน้าเงินเปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าแสงจากนาวาเหินเวหา "นี่คือเรือส่วนตัวของข้า! ค่าตั๋วโดยสารหนีตายฉุกเฉินระดับ VIP คิดราคาห้าหมื่นศิลาปราณระดับกลาง! จ่ายมาเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นก็ลงไปอยู่เป็นเพื่อนคุยกับตาเฒ่าโม่เทียนข้างล่างซะ!"


"ท่านมัน... ไอ้ผีห่าหน้าเงินเอ๊ยยยยย!" อาเจียแทบจะกระอักเลือดด้วยความแค้น "ข้างล่างวิญญาณระดับแยกวิญญาณกำลังจะแหกอกพวกเราอยู่แล้ว ท่านยังจะมาเก็บค่าตั๋วอีกรึ!"


"เศษเสี้ยววิญญาณของพวกต่างเผ่า... คืน... ของ... ข้า... มา!"


เสียงคำรามของโม่เทียนดังก้อง ฝ่ามือวิญญาณขนาดยักษ์ที่ประกอบขึ้นจากปราณหยินและฟันเฟืองลวงตา พุ่งทะยานขึ้นมาจากก้นเหว หมายจะตะปบนาวาเหินเวหาให้แหลกคามือ!


"เห็นไหม! มันมาแล้ว! จ่ายมาเร็วเข้า! อ้อ! เกือบลืมไป หุ่นศิลาสี่ตัว กับพยนต์เทวะหนึ่งตัว แล้วก็ไอ้แมงมุมตะกละอีกหนึ่งตัว... ข้าคิดค่าระวางสินค้าและสัตว์เลี้ยงเพิ่มอีกสองหมื่นศิลาปราณ รวมเป็นเจ็ดหมื่นศิลาปราณ!" นักพรตเฒ่าแสดงละครฉากใหญ่ ทวงเงินหน้าตายท่ามกลางความเป็นความตาย


อาเจียกัดฟันกรอดจนเลือดซึม เขาล้วงเอาแหวนมิติทั้งห้าวงที่แอบฉกมาจากศพของสมาคมนักฆ่าหอเร้นเงาก่อนหน้านี้ โยนกระแทกหน้าอาจารย์ตัวเองเต็มแรง


"เอาไป! ในนั้นมีสมบัติของพวกหอเร้นเงาอยู่ น่าจะพอจ่ายค่าตั๋วเฮงซวยของท่าน!" อาเจียตะโกนพลางทิ้งตัวลงบนพื้นเรือ "รีบออกเรือได้แล้วโว้ย!"


"ตกลง! ถือว่าชำระล่วงหน้า ส่วนที่ขาดข้าจะลงบัญชีหนี้สินของเจ้าไว้!"


นักพรตหมื่นอีแปะคว้าแหวนมิติมาเก็บใส่ย่ามอย่างรวดเร็ว ชายชราประสานอินด้วยมือเดียว ป้อนปราณเซียนเข้าสู่แกนกลางของนาวาเหินเวหา ทว่าเขายังคงจงใจกดทับพลังของตนไว้ที่ระดับวิญญาณแรกเริ่ม เพื่อซ่อนเร้นตัวตน


"ค่ายกลวายุ... ทะลวงนภา!"


นาวาเหินเวหาสั่นสะท้าน อักขระสีฟ้าครามระเบิดพลังออกมากระแทกฝ่ามือวิญญาณของราชาโม่เทียนจนชะงักไปชั่วครู่ ทว่าเพราะนักพรตเฒ่าแกล้งออมแรง ฝ่ามือยักษ์จึงยังคงกดดันลงมาหมายจะบดขยี้ม่านพลังของเรือให้แตกสลาย!


"ตาเฒ่า! ม่านพลังของเรือท่านกันไม่อยู่แน่!" อาเจียสัมผัสได้ถึงรอยร้าวของค่ายกลเรือผ่านเนตรสูญตา ชายหนุ่มรวบรวมพลังที่เหลืออยู่ในเตาหลอมปราณจำลอง ตวัดพู่กันนิรันดร์ที่บัดนี้ไร้ซึ่งการหลับใหลของอิสตรีตัวน้อย แต่ยังคงไว้ซึ่งอำนาจแห่งมหาภาวะซวีกลางอากาศ


"สูญตาไร้จำกัด... อักขระหลิง... สลายแรงต้าน!"


อักขระสีทองอร่ามที่แฝงไปด้วยความว่างเปล่าพุ่งเข้าปะทะกับม่านปราณหยินของโม่เทียน มันไม่ได้ทำลาย แต่เป็นการ 'สร้างช่องโหว่' แห่งความว่างเปล่าขึ้นมาในชั่วพริบตา!


นักพรตหมื่นอีแปะลอบยิ้มมุมปาก 'หึ! ไอ้ลูกศิษย์คนนี้หลอกใช้ง่ายจริงๆ ประหยัดแรงข้าไปได้อีกมหาศาล!'


"จังหวะนี้แหละ! เกาะแน่นๆ!" นักพรตเฒ่าตะโกนลั่น


นาวาเหินเวหาพุ่งทะยานมุดผ่านช่องโหว่แห่งความว่างเปล่านั้นไปได้อย่างฉิวเฉียด แรงส่งมหาศาลพุ่งเจาะทะลุเพดานวิหารสุริยันจันทรา ทะลวงผ่านชั้นหินและดินนับหมื่นชั่งของสุสานบรรพชนเสี้ยวจันทราออกสู่โลกภายนอก!


"ตูมมมมมมม!"


เศษหินและฝุ่นผงระเบิดกระจายสู่ท้องฟ้า นาวาเหินเวหาพุ่งทะยานขึ้นสู่หมู่เมฆ ทิ้งให้สุสานบรรพชนเบื้องล่างพังทลายและยุบตัวลงกลายเป็นหลุมยุบขนาดมหึมา ฝังกลบความแค้นของราชาโม่เทียนแห่งเผ่ากลทมิฬให้กลับคืนสู่ความมืดมิดอีกครั้ง


บนดาดฟ้าเรือที่กำลังแล่นฉิวฝ่าลมกรด อาเจียนอนแผ่หลาหอบหายใจอย่างหมดสภาพ ข้างๆ เขามีหุ่นพิทักษ์บรรพกาลทั้งสี่ยืนนิ่งดุจรูปปั้น เจ้าสัวที่กำลังนั่งย่อยศัสตราประกอบ และเจ้าถุงเงินในร่างราชันแมงมุมเงาจันทราที่โผล่ขึ้นมาจากมิติเงาเพื่อเกากระดองตัวเองอย่างงุนงง


"รอดตายแล้ว..." อาเจียพึมพำ ก่อนจะหันไปขมวดคิ้วใส่นักพรตเฒ่าที่กำลังนั่งตรวจนับสมบัติในแหวนมิติอย่างอารมณ์ดี "แล้วนี่... ท่านจะพาพวกเราไปที่ไหน?"


นักพรตหมื่นอีแปะเงยหน้าขึ้นมาแสยะยิ้มหน้าเงิน "สุสานถล่มไปแล้ว ตอนนี้พวกเราก็มีของร้อนเต็มกระเป๋า... แน่นอนว่าต้องมุ่งหน้าสู่เมืองที่มั่งคั่งที่สุดในแคว้นนี้ สถานที่ที่เราจะเปลี่ยนขยะพวกนี้ให้กลายเป็นศิลาปราณ!"


ชายชราชี้แส้ปัดไปเบื้องหน้า "มุ่งหน้าสู่มหานครการค้า... หอสุวรรณดารา! ข้าได้ยินมาว่าเจ้ามี 'คนคุ้นเคย' อยู่ที่นั่นไม่ใช่รึ ไอ้หนู? หวังว่าแม่นางซูเหม่ยของเจ้า จะให้ราคาดีพอที่จะปลดหนี้มหาศาลของเจ้านะ ฮ่าๆๆ!"


อาเจียถอนหายใจยาว... การหนีรอดจากความตายครั้งนี้ แลกมาด้วยหนี้สินที่พอกพูนจนแทบจะทับเขาตายแทน แต่เมื่อนึกถึงใบหน้างดงามและรอยยิ้มการค้าของซูเหม่ยแห่งหอสุวรรณดารา มหาเศรษฐีตาบอดก็ลอบยิ้มมุมปาก


'รอข้าก่อนเถอะซูเหม่ย... ข้าจะเอาชิ้นส่วนของพวกเผ่ากลทมิฬไปขูดรีดเจ้าให้หมดตัวเลยคอยดู!'

 

 

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน