เทพยุทธ์โลกนิยาย

    ตอนที่ 31 อาหารตา

    ตอนที่ 31


    ฉัวะ!


    ตุบ!


    เสียงอสูรหมอกถูกฟันทอดร่างเป็นซากศพอยู่ที่พื้น


    อสูรหมอกคือสัตว์อสูรระดับหนึ่งในป่าหมอกมีรูปร่างเหมือนลิงลบบุรีแต่มีเล็บกับเขี้ยวยาวแหลมคมเคลื่อนไหวรวดเร็วชอบออกล่าเป็นฝูงและมีขนสีหมอกทำให้แม้จะเป็นสัตว์อสูรระดับหนึ่งทว่ายังถูกจัดให้เป็นตัวอันตรายประจำป่าหมอก


    ฉึก!


    กี้! 


    หลังจากฆ่าอสูรหมอกตัวที่เก้า จางเหลียงได้หันไปดูสถานการณ์ของคนในตี้ว่ามีใครน่าเป็นห่วงไหม


    ตีอู่ใช้มีดสั้นต่อสู้ระยะประชิด แทบเท้ามีอสูรหมอกนอนตายหลายตัวไม่น่าห่วง หม่าเหนียงได้ฟานอี้คอยปกป้องแต่นางก็ใช้พลังจิตกระแทกหรือตรึงอสูรหมอกที่เข้าโจมตีจุดบอดของฟานอี้ 


    พอเห็นว่าเหล่าศิษย์น้องของตนไม่มีใครน่าเป็นห่วงจางเหลียงจึงเบนสายตาไปสังเกตุผู้มาใหม่อย่างไป๋กุนหลาง


    'เอ๊ะ..ท่าทางของท่านจอมยุทธ์ซุนทำไมดูแปลกๆ' หันไปเห็นไป๋กุนหลางจางเหลียงก็ได้แต่คิดแล้วก็สงสัย


    กะกี้! กะกี้! [เฮ้ย!..ทำไมเจ้ามนุษย์ผู้นี้ถึงสู้กับพวกเราโดยไม่ยอมหันมามองพวกเราเลยละ]


    กิกี้! กิกี้! [เจ้ามนุษย์ผู้นี้กำลังดูถูกพวกเราอยู่น่ะสิ!!!]


    มนุษย์ที่ทำให้อสูรหมอกโกรธเคืองก็ไม่ใช้ใครที่ไหนแต่เป็นไป๋กุนหลางนั่นเองเพราะตอนนี้ไป๋กุนหลางกำลังใช้วิชาแยกสมาธิเป็นสอง สมาธิสามสิบเปอร์เซนต์ทำตามที่เจ้าระบบบอกใช้รับมืออสูรหมอก เจ็ดสิบเปอร์เซนต์ผนึกไว้ในดวงตามองตามการเคลื่อนไหวของฟานอี้


    'ขึ้นๆ,ลงๆ,ซ้ายขวา,ซ้ายขวา,เอบีมีแล้วขาดแต่สตาร์ทไม่งั้นตูมีสามสิบชีวิตแล้วนะนี่' ไป๋กุนหลางคิดในใจส่วนสายตายังคงมองตามสูตรคอนทร้าต่อไป


    กึกี้! กึกี้! [แบบนี้ยอมไม่ได้! ต้องทำให้มันรู้ว่าพวกเราฆ่าได้หยามไม่ได้!]


    กุกี้! กุกี้! [ถูกต้อง!! พวกเรารวมพลัง...บุก!!!]


    กะกี้!,กิกี้!,กึกี้!,กุกี้!


    ฉัวะ!


    กี้! [เฮือก! ฝากลูกเมียข้าด้วย]


    ฉัวะ!


    กี้! [เฮือก! ฝากน้องเมียข้าด้วย]


    ฉึก!


    กี้! [เฮือก! ฝากแม่ยายข้าด้วย]


    ฉึก!


    กี้! [เฮือก! ฝากพ่อตาข้าด้วย]


    ฉึก!


    กี้! [ข้านั้นไซร้ไร้ซึ่งลูกเมีย...เฮือก!!]


    เหล่าอสูรหมอกที่พยายามจะเรียกศักดิ์ศรีของตนกลับคืนได้ถูกไป๋กุนหลางสังหารโดยไม่ได้หันกลับมามองแม้เพียงเสี้ยว


    แม้ไป๋กุนหลางจะใช้สมาธิเพียงสามสิบเปอร์เซ็นต์แต่สามสิบเปอร์เซ็นต์ของเขาก็สามารถฆ่านูปอย่างอสูรบอกได้อย่างง่ายดาย


    ที่ไป๋กุนหลางปล่อยให้พวกมันมีชีวิตอยู่ถึงตอนนี้เป็นเพราะไป๋กุนหลางเห็นว่าตรงนี้เป็นจุดแกะสูตรเกมส์ที่ดีและเห็นว่าเพื่อนร่วมตี้ไม่ได้มีสถานการณ์คับขันจึงเลี้ยงพลังชีวิตอสูรหมอกไว้เพื่อใช้เล่นละครตบตาคนในตี้ว่าตนสู้นะไม่ได้อยู่เฉยๆกินแรงเพื่อน


    "พี่ซุนดูเหมือนว่าข้าจะชนะพนันครั้งนี้นะ" ตีอู่กล่าวขึ้นเมื่อสังหารอสูรหมอกตัวสุดท้ายเสร็จ เพราะก่อนปะทะกับอสูรหมอกตีอู่ได้ท้าไป๋กุนหลางพนันว่าใครจะฆ่าอสูรหมอกได้มากกว่ากันและซากศพอสูรหมอกแทบเท้าตีอู่มี 15 ซากส่วนไป๋กุนหลางมี 9 ซาก


    "ไม่เอาน่าศิษย์น้อง" จางเหลียงเอ่ยปรามตีอู่เพราะเขาเห็นไป๋กุนหลางไม่ได้สู้อย่างเต็มที่เพราะแบ่งสมาธิไปดูแลศิษย์น้องสามกับศิษย์น้องสี่ของตนด้วย  'จอมยุทธ์ซุนผู้นี้ช่างเป็นคนดีจริงๆ' จางเหลียงคิดในใจ (ไอ้เหลียงเอ็งโลกสวยเกินไปแล้ว...ผู้แต่ง)


    แต่ไป๋กุนหลางห้ามไว้ "ไม่เป็นไรจอมยุทธ์เหลียงแพ้ก็คือแพ้" ว่าแล้วก็หยิบเงินพนันให้ตีอู่


    "ฮ่าๆๆ...พี่ซุนท่านสมกับเป็นลูกผู้ชายตัวจริง" ตีอู่รับเงินแล้วกล่าวชม


    "หามิได้" ไป๋กุนหลางกล่าวถ่อมตนส่วนในใจ 'ครานี้แม้นจะเสียเงินทว่าตูก็ได้กินอาหารตาจนเต็มคราบนะเฟ้ย'


    หลังจากเจอกลุ่มอสูรหมอกแล้วปาร์ตี้ของไป๋กุนหลางก็ไม่ได้เจอศึกใหญ่อีกเลยมีแค่ปะทะสัตว์อสูรทั่วไประดับหนึ่งเดี่ยวๆตามรายทางเท่านั้นซึ่งจางเหลียงคนเดียวก็เหลือเฟือ


     _______________________________


    พักผ่อนหนึ่งคืนรุ่งเช้าออกเดินทางวันนี้เหมือนฟ้าจะเป็นใจให้พวกไป๋กุนหลางเพราะม่านหมอกดูบางตาลงมาก เดินทางครึ่งวันพวกเขาก็พบร่องรอยของจงอางหงอนแดง ตามรอยอีกสามชั่วโมงจึงได้เจอตัวและมันก็สังเกตุเห็นพวกเขาเช่นกัน


    ฟ่อ!!!


    งูจงอางหงอนแดงสัตว์อสูรระดับสองมีลำตัวขนาดน้องๆถัง 200 ลิตร ยาว 20 เมตร


    เมื่อเจอกันการต่อสู้จึงเริ่มขึ้น พอเริ่มต่อสู้ไป๋กุนหลางก็ได้เข้าใจว่าทำไมจางเหลียงถึงมั่นใจว่าพวกเขาสามคน (ศิษย์น้องสี่ตัดไปเพราะแค่มาดู) สามารถฆ่าจงอางหงอนแดงที่เป็นสัตว์อสูรสายต่อสู้โดยตรงในตอนที่มันเป็นสัตว์อสูรระดับหนึ่งได้


    (สัตว์อสูรยังแบ่งออกเป็น สายทั่วไปกับสายต่อสู้ ถ้าเป็นสัตว์อสูรระดับเดียวกันสายต่อสู้จะมีความสามารถในการต่อสู้มากกว่าสายทั่วไปเหมือน เสือกับหมูป่า ต่อให้หมูป่ามีขนาดตัวเท่ากับเสือมันก็ยังคงเป็นอาหารของเสืออยู่ดี)


    เริ่มปะทะตีอู่ถือธนูคอยสนับสนุนจากระยะไกลโดยมีหม่าเหนียงยืนอยู่ข้างๆ จางเหลียงกับฟานอี้ใช้วิชาดาบเข้าสู้ระยะประชิด ทั้งสองสอดประสานกลยุทธ์สลับกันโจมตีจนเจ้าจงอางหงอนแดงหัวหมุนไม่สามารถหาช่องจู่โจมได้ แต่ต่อให้มันเจอก็จะมีลูกศรพุ่งเข้ามาขัดขวางการโจมตีของมันเสมอ


    ฟ่อ!![มันร้องอย่างโกรธแค้น]


    การสอดประสานของศิษย์สำนักดาบพิงภูผาทำให้ไป๋กุนหลางต้องถอยออกจากวงต่อสู้เพราะถ้าเขาแทรกเข้าไปมันจะเป็นเหมือนการแต้มสีดำลงบนผ้าขาวสะอาด ทำลายการประสานงานนี้ไป


    ทว่าไป๋กุนหลางก็รู้ว่าในขณะนี้ยังไม่ถือว่าพวกจางเหลียงสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ 


    แม้เจ้าจงอางหงอนแดงจะถูกโจมตีจนมืดฟ้ามัวดินแต่ทุกการโจมตีนั้นยังไม่สามารถเรียกเลือดจากตัวมันได้เพราะอาวุธของพวกจางเหลียงเป็นของระดับสามัญ ไป๋กุนหลางจึงเปลือยกระบี่ออกจากฝักเฝ้ารอจังหวะ 


    แล้วมันก็เกิดขึ้น!


    ต้นเหตุมาจากฟานอี้เมื่อการต่อสู้ผ่านไปได้สักพักใหญ่ๆพลังวัตรที่นางรวบรวมไว้ก็อ่อนโทรมลงทำให้นางเกิดการหลุดจังหวะ งูจงอางหงอนแดงดันเห็นเสียด้วยมันสะบัดหางฟาดจางเหลียง  


    ปัง!!!   จนกระเด็น! แล้วหันมาเร่งเร้าพลังพุ่งฉกฟานอี้ทันที! โดยไม่สนใจลูกศรของตีอู่


    ฟ่อ!!!


    ฟานอี้เห็นดังนั้นรู้ว่าตนไม่อาจหลบพ้นจึงตั้งดาบชูขึ้นเหนือหัว กะฟันสวนเต็มแรงหวังใช้เจ็บแลกเจ็บ!
















    ????(ตัดจบแบบละครไทย)????


    ขอขอบคุณนะครับที่ติดตามอ่าน