ขุนฟองถูกคุมตัว ณ ห้องสืบสวนเดิมแววตางุนงงสับสนด้วยความไม่เข้าใจ จึงพูดกับนายสิบที่คุมตัวเขา “อ้ายจะขังข้าเ้าโตยเหตุจะใด ข้อเ้าบ่ได้ยะจะใดผิด ปล่อยข้าเ้าไปหาไอ้คำ น้องข้าเต๊อะ”
“ผมทำตามหน้าที่ครับนอนในนี้อีกคืนนะ แล้วรอคำสั่งจากผู้หมวดอีกทีพรุ่งนี้เช้านะ เดี๋ยวผมจะสั่งข้าวผัดกะโอเลี้ยงให้กินมื้อเย็น คงหิวแย่สิเที่ยงก็ไม่ได้กินอะไร”
ขุนฟองอดแปลกใจกับ ‘ข้าวผัด โอเลี้ยง’ ไม่ได้ เมื่อตักข้าวผัดเข้าปากตาโตด้วยความอร่อยแบบไม่เคยเจอรสชาตินี้มาก่อน จึงรีบตักกินจนเกือบสำลัก จนต้องรีบดื่มน้ำเขาเห็นของเหลวสีดำจึงอดคว้าไม่ได้ มือััถุงโอเลี้ยงทำเขาสะดุ้งจากความเย็นและผิวััที่ไม่คุ้นของถุงพลาสติกจนหน้าแหยเก
หลังจากกินข้าวผัดกับโอเลี้ยงเสร็จ ความห่วงไอ้คำแล่นจับขึ้นจับใจตามด้วยความรู้สึกไม่คุ้นกับสิ่งแวดล้อม ความเสียใจผิดหวังแล่นเข้าเกาะกุมหัวใจ เกิดคำถามมากมายว่าทำไม คนที่ได้ชื่อว่าเป็พี่ชายส่งกองทหารมาจงใจฆ่าเขา อารมณ์ความรู้สึกมากมายกระทบจิตใจก่อความอ่อนเพลียทั้งกายและใจจนผล็อยหลับ ในภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น จิตตกภวังค์ดำดิ่ง ภาพอดีตในวัยเด็ก่จำความได้ย้อนกลับมา
ในพิธีศพของขุนทหารทั้งสองและไพร่พลทั้งหมดที่สละชีพต่อสู้กับเผ่าข่า เ้าอินกองได้สร้างเชิงตะกอนที่ก่อดินกองสูงขึ้นจากพื้น มีท่อนไม้หอมขนาดเท่าลำแขนวางเป็ฟืนชั้นละสิบท่อน เรียงสลับขวางกันสองชั้น บนท่อนฟืนวางร่างไร้ลมหายใจของนักรบผู้เสียสละทุกคนคลุมด้วยผ้าขาวสะอาด เพื่อรอพิธีชำระร่าง และจุดไฟสลายร่าง
ขณะนั้นขุนฟองในวัยเพียงสี่ขวบ ยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจเื่ความตาย และความเสียใจจากการสูญเสียบิดา เฝ้าถามมารดาตนและเ้าอินกองว่า “ท่านลุง พ่อข้าเ้าไปที่ใด ไยข้าเ้าบ่ได้ป๊ะพ่อเ้า พ่อไปยะอะหยัง”
เ้าอินกองย่อตัวลงนั่งคุกเข่ากอดปลอบ พูดกับเด็กน้อยฟอง “พ่อเ้าบ่หายไปที่จะใดเน้อพ่อเ้าไปดีแต๊ เปิ้นไปอยู่บนฟ้าเป็ดวงิญญาผีฟ้า คอยฮักษาบ้านเมืองคอยผ่อเ้าอยู่ ละอ่อนบ่เป็หยังลุงสิฮักเ้าเสมอพ่อเ้าเน้อ”
ส่วนขุนนุ่นในวัยห้าขวบ พอจะเข้าใจเื่ความตาย จึงยืนร้องไห้สะอึกสะอื้นต่อหน้าร่างของขุนน้อย“ท่านพ่อ บ่ปิ๊กมาหาข้าเ้าเฮาบ่ได้ป๊ะกันแฮ๋มแล้วก๋า...ข้าเ้ากึ้ดถึงท่านพ่อนัก” เ้าอินกองลูบหัว ก้มลงกอดขุนนุ่นไว้แนบอก “บ่ร้องเน้อ ละอ่อนนุ่นเ้าลุงสิจักเป็พ่อฮื้อแทนพ่อเ้าเน้อ”
เมื่อพ้นภัยคุกคามจากเผ่าข่า แม้เมืองย่างมีประชากรไม่มาก แต่เ้าอินกองสามารถขยายขอบเขตการปกครองออกไปกว้างขวางขึ้น
ครั้งหนึ่งท่านได้ปรารภขึ้น “บ้านเมืองเฮาเป็ราบลุ่มแอ่งกระทะไพร่ฟ้าจักขยายที่ทำกินออกไปได้นัก โตยจักบ่ต้องล้ำที่ชนอื่น เฮามีอากาศเย็นสบายตลอดปีจักเพาะปลูกข้าว พืชผลต่างๆ งอกงามขนาด หากผู้ใดจักรุกรานหมู่เฮา ขุนปราบเ้าจักช่วยข้าผ่อโตย”
ด้วยกิตติศัพท์ที่มีกำลังทหารเข้มแข็ง มีเทือกเขาล้อมรอบเป็กำแพงเมืองธรรมชาติ จึงไม่มีชนเผ่าใดกล้ามารุกราน จึงสามารถขยายอาณาจักรออกไปได้กว้างขวาง
อีกเหตุผลสำคัญที่เ้าอินกองเลือกทำเลสร้างเมืองย่าง เพราะมีบ่อเกลือสินเธาว์ธรรมชาติ “เฮามีบ่อเกลือที่นครอื่นต่างมักมี ขายได้ราคานักเฉกเช่น ‘ทองคำขาว’ ดีนักที่มีเทือกเขาภูคาป้องบ่ฮื้อไผมายึดบ่อเกลือ”
ท่านได้วางยุทธศาสตร์การขยายเมืองอย่างแยบยล สร้างเมืองปัว *เมืองจันทบุรี เอื้อต่อการผลิตและค้าขาย สั่งสมกำลังทหารเตรียมความพร้อมในการรบตลอดเวลา” ข้าจักแปงเมืองที่ปัว เอาไว้ค้าเกลือแลเป็เมืองหน้าด่านกันบ่ฮื้อไผบุกมาปล้นสมบัติล้ำค่าของหมู่เฮา”
เ้าอินกองสร้างสัมพันธไมตรีเป็มิตรกับนครรัฐรอบข้างต่างช่วยเหลือเกื้อกูลด้วยนครย่างมีเกลือที่ทุกเมืองต่าง้า ขบวนช้างม้าเทียมเกวียนบดถนนจนฝุ่นฟุ้งกระจาย เรือขนเกลือแล่นมาตามแม่น้ำไม่ขาดสายเพื่อซื้อขายแลกเปลี่ยน‘ทองคำขาว’ นับว่าเ้าอินกอง สร้างเมืองย่างจนเป็อาณาจักรที่เจริญทั้งการค้าขาย กองทหารที่เข้มแข็งบ้านเมืองสงบภายใต้การปกครองแบบพ่อปกครองลูก
ขุนนุ่น ขุนฟองในวัยเยาว์ได้รับการเรียนรู้ภาษาต่างเมืองศาสตร์ที่เป็จุดเด่นของนครเพื่อนบ้าน ได้ฝึกการใช้สรรพอาวุธประเภทต่างๆ เช่น ดาบ ธนูหน้าไม้ หอก ทวน การต่อสู้ด้วยมือเปล่าครูฝึกต่างเห็นความเก่งกาจ ก้าวหน้าของบุตรเ้าผู้ครองนครทั้งสอง
แม้จะเรียนรู้ศาสตร์และศิลป์ต่างๆได้เร็วไม่แพ้กัน แต่เมื่อเทียบนิสัยกลับแตกต่างกัน ขุนฟองมีจิตใจเมตตาอ่อนโยน อ่อนน้อม ละเอียด รอบคอบ ทว่าด้วยจิตใจที่เปี่ยมเมตตาทำให้เขาไม่ชอบการต่อสู้นองเืทั้งที่ฝีมือการต่อสู้นั้นเก่งกล้านัก ครูทุกศาสตร์ล้วนชื่นชม
ส่วนขุนนุ่นอากับปกิริยารวดเร็วใจร้อน ห้าวหาญ มักโกรธ เอาแต่ใจ เรียนรู้ในด้านการต่อสู้ได้รวดเร็วแต่ไม่ชอบเรียนรู้ในศาสตร์และศิลป์ต่างๆยามใดที่ต้องจดจ่อกับศาสตร์มักจะหงุดหงิดรำคาญใจ ต่างจากการได้ใช้กำลังในการต่อสู้ฟาดฟัน
ในการเรียนภาษาขนบประเพณี วางแผนกลยุทธ์การรบขุนนุ่นแสดงความคิดเห็นไม่เข้าทาง ทำให้ครูเอ่ยปากชื่นชมขุนฟองทำให้ขุนนุ่นรู้สึกด้อยกว่า แววตาริษยาพวยพุ่งออกมาอย่างชัดเจนทุกครั้งจนพัฒนาความคิดว่าขุนฟองเป็ผู้ทำลายอัตตา เกิดมาเพื่อชิงเด่นกับตน
เ้าอินกองเลี้ยงดูบุตรบุญธรรมทั้งสองด้วยความรักอย่างเท่าเทียมดุจลูกแท้ๆ วันเวลาผ่านไปนับสิบปี เค้าลางของความขัดแย้งเกิดขึ้นด้วยเหตุเพียงเล็กน้อย วันหนึ่งขณะทั้งสองกำลังฝึกการยิงธนู ขุนฟองนึกสนุกจึงท้าขุนนุ่นเพื่อประลองฝีมือ
“อ้ายนุ่นเฮามาลองจะอี้เต๊อะ อ้ายยิงเป้าก่อน แล้วน้องจักยิงทับหัวลูกศรอ้าย เล่นจะอี้ จะฮู้ว่าไผแม่นยำกว่ากัน"
ขุนนุ่นรับคำท้าด้วยความมั่นใจ “เ้ากล้าท้าข้าแต๊ก๋า ดีขนาดวัดกันว่าไผจักแม่นกว่า คราแรกข้าจักยิงก่อน แล้วเ้ายิงตาม คราถัดไปเ้ายิงก่อน ข้าจักยิงทับหัวลูกศรของเ้า”
ขุนนุ่นเริ่มยิงเข้าตรงกลางเป้า ขุนฟองยิงตามหัวลูกศรซ้อนโดนหัวลูกศรของขุนนุ่นจนแรงกระแทกไม้บริเวณหัวศรของขุนนุ่นขาดกระเด็น “อ้ายนุ่นน้องยิงแม่นก่” ขุนฟองอวดด้วยความสนุกแบบเด็กน้อย
ขุนนุ่นจึงข่มกลับ แววตาฉายความไม่ไพอใจออกมาอารมณ์ขุ่นมัวเริ่มก่อตัวขึ้น ปรากฏรอยยิ้มเยาะหยัน “เ้ายิงก่อนบ้างบัดเดี๋ยวจักฮู้ชัด ว่าไผเป็ไผ นะเ้าละอ่อน ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ขุนฟองจึงยิงธนูเข้าเป้าหนึ่งดอก เสียบเข้ากลางเป้า
ขุนนุ่นชะล่าใจด้วยคิดว่าตนเหนือกว่าความมั่นใจตนเองทำให้เล็งเป้าอย่างประมาท อารมณ์ริษยาหวังเอาชนะพุ่งขึ้น ขณะลูกศรทยานออกจากคันศรเข้าสู่เป้า ห่างจากหัวศรที่ปักอยู่กึ่งกลางเป้าเกือบหนึ่งนิ้ว
“ว้า...อ้ายนุ่น ขี้อู้ ดีแต่อู้ ยะบ่เท่าอู้ ฮ่า ฮ่า” พูดเยาะด้วยอารมณ์สนุกแบบเด็กน้อย ไม่ได้คิดอะไรมากด้วยเห็นเป็พี่ชาย ขุนนุ่นกลับโกรธผสมอายที่ตนด้อยกว่า คำพูดนั้นดุจดั่งมืดแทงย้ำปมจากขุนปราบที่เคยพูดหวังให้ขุนนุ่นไขว้เขว “ไอ้นุ่นเ้าอย่าหลงคำเ้าอินกองเต๊อะ เ้ามันเพียงลูกเพื่อนจักเทียมหลานแต๊ๆ เยี่ยงไอ้ฟองก๋า?”
วันเวลาผ่านไปความริษยาของขุนนุ่นกลับไม่จางหายยังคงฝังแน่นในใจ เมื่อขุนฟองในวัยสิบเอ็ด ขุนนุ่นสิบสองปี เ้าพญาภูคา้าให้ทั้งสองฝึกการเดินป่า ขุนนุ่นจงใจเดินนำหน้าทิ้งห่าง เพื่อให้ขุนฟองตามไม่ทัน อาศัยความรกของป่าหลบผู้ได้ชื่อเป็น้อง ถือโอกาสวกกลับเข้าเมืองก่อน แกล้งให้ขุนฟองหลงอยู่ในป่าจนฟ้ามืด
เ้าอินกองเอะใจเมื่อไม่พบขุนฟองกลับมาพร้อมขุนนุ่น ”เ้านุ่น จะใดบ่รอน้อง ทิ้งน้องโตยลำพัง” จึงสั่งให้ทหารองครักษ์ออกติดตาม ขุนฟองกลับไม่หวั่นไหวกับการหลงทาง ปีนขึ้นคบไม้พักผ่อนเพื่อรอวันรุ่งขึ้น
“เฮารอบนนี้จักได้หลบเสือสางหิวนักแล บ่เป็หยัง ถ้าหลับจักพอคลาย เฮาเป็ชายจักต้องอดทน” โชคดีที่เหล่าทหารมาพบเข้าจึงพาขุนฟองกลับเข้าเมืองเ้าอินกองโกรธจนหน้าแดง กล่าวด้วยเสียงดังหนักแน่น ลงโทษขุนนุ่น “พ่อจักกักบริเวณเ้าเจ็ดวัน บ่ฮื้อออกจากคุ้มเ้า”
ความรู้สึกชิงเด่นกับขุนฟองเพิ่มมากขึ้นทีละเล็กละน้อย ยิ่งเ้าอินกองลงโทษขุนนุ่นเท่าไรแทนที่ตนจะยอมรับความผิด กลับมองว่าขุนฟองเป็สาเหตุทำให้เ้าอินกองไม่โปรดตน
“เพราะเ้า ทำให้ข้าเดือดร้อน โดนท่านพ่อลงโทษ” ความไม่พอใจที่มีต่อขุนฟอง อยู่ในสายตาของเ้าอินกองตลอดเวลา ทั้งยังทราบสาเหตุว่ามาจากขุนปราบว่าที่แท้จริงแล้วเขามีความไม่พอใจตนเป็แรงจูงใจ ในแง่ส่วนตัวกลับไม่ได้ให้ความสำคัญกับเมฆหมอกความขัดแย้งได้แต่เร่งสถาปนานครรัฐสร้างขอบเขตอาณาจักรให้ชัดเจน ผู้ใดจะรุกล้ำหรือควบรวมมิได้
เมื่อบ้านเมืองสงบเรียบร้อยท่านจึงจัดพิธีสถาปนาตนขึ้นเป็เ้าพญาภูคาผู้ครองนครย่างอันเป็ศูนย์กลางอำนาจของอาณาจักรใหม่ในปี พ.ศ. 1812
คำ ภูคา มาจากชื่อเทือกที่ล้อมรอบเป็กำแพงธรรมชาติของอาณาจักร ไพร่ฟ้าประชาชนต่างพร้อมใจเรียกท่านว่า ‘เ้าพญาภูคา’ นับแต่บัดนั้นเป็ต้นมา เ้าพญาภูคาถือโอกาสสถาปนาขุนนุ่นและขุนฟองขึ้นเป็บุตรของเ้าผู้ครองนคร อวยยศเป็เ้าตามคำมั่นสัญญาต่อพี่น้องร่วมสาบานที่ล่วงลับ ที่จะดูแลบุตรชายทั้งสองเป็อย่างดี
ณสถานีตำรวจที่ขุนฟองผล็อยหลับไป ในฝันขุนฟองกำลังเผชิญหน้ากับขุนนุ่น จับไอ้คำมัดไว้ “เ้ายอมแพ้เต๊อะ ตะหานของข้าล้อมเ้าไว้หมดแล้ว ถ้าเ้าบ่ยอม ไอ้คำจักถูกข้าเชือดคอขาดสะบั้นแต๊”
พูดจบประชิดตัวเข้าด้านหลังเอาดาบจ่อพาดคอไอ้คำ ขุนฟองใจหายวาบ “บ่ๆบ่ยะจะอี้นะอ้ายนุ่น..บ่ยะอะหยังไอ้คำเน้อ” ในฝันใ...จนละเมอะโออกมา เสียงดังจนตนสะดุ้งตื่น เหงื่อเกาะเป็เม็ดๆ ผุดเต็มใบหน้า “นี่เฮาฝันร้ายขนาด...ไอ้คำ ไอ้คำเป็จะใดพ่อง เฮาห่วงไอ้คำนัก..นี่มันยามใด...รุ่งสางแล้วก๋า...เฮาจักไปหาไอ้คำ”
_______________________________________________________________________________________________________
*เมืองจันทบุรี ในยุคเ้าพญาภูคา คือเมืองหลวงพระบาง หรือใกล้กับหลวงพระบาง ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในปัจจุบัน