นับตั้งแต่กลับมาจากเมืองหลวง บรรยากาศภายในร้านเครื่องประดับ “หยกมณี” ของชิงเหยาก็ดูจะสดใสและมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แสงแดดอ่อนๆ ยามสายที่สาดส่องผ่านหน้าต่างกระจกบานใหญ่เข้ามาในร้าน กระทบกับเครื่องประดับเงินและหยกที่จัดแสดงไว้อย่างสวยงามเป็นระเบียบ เกิดเป็นประกายระยิบระยับจับตาไปทั่วทุกมุม ราวกับว่าอัญมณีเหล่านี้กำลังเปล่งเสียงหัวเราะต้อนรับวันใหม่อย่างร่าเริง
ชิงเหยาในชุดผ้าไหมสีเขียวอ่อนราวกับใบหลิวต้องลม กำลังยืนจัดแสดงปิ่นปักผมหยกขาวคอลเลคชั่นใหม่อยู่ที่ตู้กระจกกลางร้านด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมสุข ดวงตาของนางทอประกายแห่งความหวังและความฝันอันสดใส ริมฝีปากอิ่มเคลือบด้วยชาดสีชมพูระเรื่อเผยอยิ้มอยู่ตลอดเวลา แม้จะไม่มีลูกค้าอยู่ในร้าน แต่บรรยากาศแห่งความสุขก็ยังคงอบอวลไปทั่วทุกอณู
ประสบการณ์ที่เมืองหลวงได้เปลี่ยนแปลงนางไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่ได้เป็นเพียงการเดินทางเพื่อเปิดหูเปิดตา แต่เป็นการเดินทางที่ได้ค้นพบตัวตนใหม่ที่ซ่อนอยู่ภายใน ได้เรียนรู้ที่จะรักและกล้าที่จะไขว่คว้าในสิ่งที่ใจปรารถนา และที่สำคัญที่สุดคือการได้พบกับเหอหลง ชายผู้เป็นดั่งพายุที่พัดเข้ามาในชีวิตอันแสนเรียบง่ายของนาง และได้ทิ้งร่องรอยแห่งความเร่าร้อนและความทรงจำอันแสนหวานเอาไว้ในใจอย่างไม่มีวันลืมเลือน
เสียงกระดิ่งที่แขวนอยู่เหนือประตูร้านดังขึ้นเบาๆ ปลุกชิงเหยาให้ตื่นจากภวังค์แห่งความคิด นางหันไปมองตามเสียงและรอยยิ้มบนใบหน้าก็ยิ่งกว้างขึ้นเมื่อเห็นว่าผู้มาเยือนคือใคร
“เหมยหลิง!” นางอุทานออกมาด้วยความดีใจและรีบเดินเข้าไปหาเพื่อนรักที่กำลังยืนส่งยิ้มให้อยู่ที่หน้าประตู
เหมยหลิงในวันนี้ดูสวยสง่าในชุดผ้าไหมสีม่วงเข้มลายปักดอกโบตั๋น นางก้าวเข้ามาในร้านและโอบกอดชิงเหยาอย่างสนิทสนม “ข้ามาเยี่ยมเจ้าตามสัญญาแล้วนะ” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สดใส
“ข้าดีใจเหลือเกินที่เจ้ามา” ชิงเหยากล่าวตอบ พลางจูงมือเพื่อนรักให้เดินเข้ามาในร้าน “มาเถอะ มานั่งคุยกันก่อน ข้ามีชาดอกไม้หอมๆ ที่เพิ่งได้มาใหม่ อยากจะให้เจ้าลองชิม”
ทั้งสองสาวพากันไปนั่งที่โต๊ะน้ำชาเล็กๆ ที่มุมหนึ่งของร้าน ชิงเหยาลงมือรินชาดอกไม้หอมกรุ่นใส่ถ้วยให้เหมยหลิงอย่างคล่องแคล่ว กลิ่นหอมอ่อนๆ ของชาลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ ช่วยสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายและเป็นกันเองมากยิ่งขึ้น
“ร้านของเจ้าดูสดใสขึ้นเยอะเลยนะ” เหมยหลิงกล่าวชมหลังจากที่จิบชาเข้าไปหนึ่งอึก “ข้ารู้สึกได้ถึงพลังงานดีๆ ที่แผ่ออกมาจากทุกหนทุกแห่ง”
ชิงเหยายิ้มรับ “ข้าก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าตัวเองต้องการอะไรในชีวิตกันแน่” นางกล่าวพลางมองสบตาเพื่อนรักด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย
เหมยหลิงพยักหน้าอย่างเข้าใจ ประสบการณ์ที่เมืองหลวงได้หลอมรวมพวกนางให้เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแท้จริง บัดนี้พวกนางไม่ได้เป็นเพียงเพื่อนสนิทอีกต่อไป แต่เป็นเหมือนพี่น้องที่ร่วมเก็บความลับอันแสนหวานเอาไว้ด้วยกัน ความลับที่ไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้นอกจากพวกนางและชายหนุ่มทั้งสองคนนั้น
บทสนทนาของพวกนางดำเนินไปอย่างออกรส ไม่ว่าจะพูดคุยเรื่องอะไรก็ดูเหมือนว่าจะเข้าใจกันไปเสียทุกอย่างโดยที่ไม่ต้องอธิบายยืดยาว สายสัมพันธ์ที่มองไม่เห็นได้ถักทอพวกนางเข้าไว้ด้วยกันอย่างแน่นแฟ้นยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา
ในระหว่างที่กำลังช่วยกันจัดแสดงเครื่องประดับคอลเลคชั่นใหม่อยู่นั้นเอง ชิงเหยาก็ได้เอ่ยปากถามถึงเรื่องที่นางเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจมาหลายวัน “เหมยหลิง...ข้าขอถามอะไรเจ้าหน่อยได้ไหม”
“มีอะไรหรือ” เหมยหลิงถามกลับพลางหันมามองหน้าเพื่อนรัก
“คือว่า...เมื่อวันก่อนข้าบังเอิญไปเจอท่านพี่หลี่หมิงที่ตลาด” ชิงเหยาเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง “เขาดูเหมือนจะสบายดี ทักทายข้าด้วยรอยยิ้มเหมือนเช่นเคย แต่ไม่รู้สิ...ข้ารู้สึกว่าแววตาของเขาดูเปลี่ยนไป มันดูเลื่อนลอยและไม่มีความสุขเหมือนแต่ก่อนเลย”
เหมยหลิงเมื่อได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ นางวางสร้อยข้อมือหยกที่อยู่ในมือลงบนถาดกำมะหยี่และหันมาเผชิญหน้ากับเพื่อนรักอย่างตรงไปตรงมา นางรู้ดีว่าไม่มีอะไรที่จะสามารถปิดบังสายตาอันแหลมคมของชิงเหยาไปได้
“เจ้าสังเกตเห็นด้วยหรือ” เหมยหลิงถามกลับด้วยรอยยิ้มที่ดูเศร้าสร้อย
“แน่นอนสิ เราเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็กนะ มีอะไรที่ข้าจะไม่รู้เกี่ยวกับเจ้าบ้าง” ชิงเหยากล่าวพลางบีบมือของเหมยหลิงเบาๆ เพื่อให้กำลังใจ “เล่าให้ข้าฟังเถอะนะ บางทีข้าอาจจะช่วยอะไรเจ้าได้บ้าง”
เหมยหลิงมองลึกเข้าไปในดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยความห่วงใยของเพื่อนรัก ในที่สุดนางก็ตัดสินใจที่จะเล่าความจริงทั้งหมดให้ชิงเหยาฟัง ทั้งเรื่องที่ซ่งเหวินวางแผนส่งสาวงามนามว่าหลินหลินมาทดสอบความรักของหลี่หมิง และเรื่องที่เขาตกหลุมพรางนั้นอย่างง่ายดายจนถึงขั้นหลงใหลในตัวของนางอย่างหัวปักหัวปำ
ชิงเหยาเมื่อได้ฟังความจริงทั้งหมดก็ถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ในตอนแรกนางรู้สึกโกรธแทนเพื่อนรักจนแทบอยากจะบุกไปต่อว่าหลี่หมิงให้รู้แล้วรู้รอด แต่เมื่อได้สติ นางก็เปลี่ยนความโกรธนั้นให้กลายเป็นความสมเพชในความโง่เขลาของเขาแทน
“เขาทำอย่างนั้นจริงๆ หรือ” ชิงเหยาถามย้ำเพื่อความแน่ใจ
เหมยหลิงพยักหน้าแทนคำตอบ “ข้าเองก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน แต่ทุกอย่างมันก็เป็นไปตามที่ท่านซ่งเหวินคาดการณ์ไว้ไม่มีผิดเพี้ยน ตอนนี้หลี่หมิงแทบจะไม่กลับบ้านเลย เขาเอาแต่ไปขลุกอยู่กับผู้หญิงคนนั้นทั้งวันทั้งคืน”
“แล้วเจ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง” ชิงเหยาถามด้วยความเป็นห่วง
“ถ้าเป็นเมื่อก่อนข้าคงจะเสียใจมาก” เหมยหลิงตอบตามความจริง “แต่ตอนนี้...ข้ากลับรู้สึกโล่งใจเสียมากกว่า มันเหมือนกับว่าภาระหนักอึ้งที่ข้าแบกเอาไว้มาตลอดหลายปีได้ถูกยกออกไปเสียที”
ชิงเหยาสวมกอดเพื่อนรักอย่างให้กำลังใจ “ดีแล้วล่ะเหมยหลิง ในเมื่อเขาไม่เห็นค่าในตัวของเจ้า ก็ปล่อยเขาไปตามทางของเขาเถอะนะ เจ้าสมควรที่จะได้เจอกับคนที่ดีกว่านี้ คนที่รักและพร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อเจ้าอย่างท่านซ่งเหวิน”
คำพูดของชิงเหยาทำให้เหมยหลิงรู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาอย่างมาก นางรู้สึกขอบคุณสวรรค์ที่ส่งเพื่อนที่ดีอย่างชิงเหยามาให้ และในขณะเดียวกันนางก็รู้สึกขอบคุณโชคชะตาที่ทำให้นางได้พบกับซ่งเหวิน ชายผู้ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตของนางไปตลอดกาล
เพื่อที่จะเปลี่ยนบรรยากาศให้สดใสขึ้น เหมยหลิงจึงได้เอ่ยชวนชิงเหยาคุยถึงเรื่องแผนการในอนาคตที่พวกนางได้เคยวาดฝันร่วมกันเอาไว้
“ชิงเหยา...แล้วเรื่องที่เราจะไปเปิดสาขาที่เมืองหลวงล่ะ เจ้ายังสนใจอยู่ไหม”
แววตาของชิงเหยาเป็นประกายขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินคำว่า “เมืองหลวง” “แน่นอนสิ ข้าสนใจอยู่แล้ว! ข้าคิดถึงเรื่องนี้อยู่ทุกวันเลยนะ”
ทั้งสองสาวต่างพากันวาดฝันถึงอนาคตอันสดใสที่กำลังจะมาถึง พวกนางจะไปเปิดร้านผ้าไหมและร้านเครื่องประดับอยู่เคียงข้างกันในทำเลที่ดีที่สุดของเมืองหลวง จะได้ใช้ชีวิตอยู่ใกล้ๆ กัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และที่สำคัญที่สุดคือจะได้อยู่ใกล้กับชายอันเป็นที่รักของพวกนาง
“ข้าจะให้ท่านซ่งเหวินช่วยหาทำเลที่ดีที่สุดให้เรา” เหมยหลิงกล่าวอย่างกระตือรือร้น “ส่วนเจ้าก็เตรียมออกแบบเครื่องประดับคอลเลคชั่นใหม่สำหรับชาวเมืองหลวงได้เลย ข้ารับรองว่าจะต้องขายดีเป็นเทน้ำเทท่าอย่างแน่นอน”
“ข้าก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น” ชิงเหยากล่าวพลางหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข “ข้าจะออกแบบเครื่องประดับที่สวยที่สุดเท่าที่ข้าเคยทำมาเลยคอยดูสิ”
บทสนทนาของพวกนางเต็มไปด้วยความสุขและความหวัง เสียงหัวเราะใสๆ ของสองสาวดังก้องไปทั่วทั้งร้าน ราวกับว่าอนาคตอันสดใสที่พวกนางวาดฝันเอาไว้นั้นอยู่ใกล้แค่เอื้อม
ในขณะที่สองสาวยังคงพูดคุยถึงแผนการในอนาคตอย่างมีความสุขอยู่นั้นเอง พนักงานในร้านคนหนึ่งก็เดินเข้ามาพร้อมกับจดหมายฉบับหนึ่งในมือ
“คุณหนูเจ้าคะ มีจดหมายด่วนส่งมาจากเมืองหลวงเจ้าค่ะ”
ชิงเหยารับจดหมายฉบับนั้นมาด้วยความประหลาดใจ นางพลิกดูซองจดหมายที่ทำจากกระดาษอย่างดี ที่อยู่ผู้รับจ่าหน้าถึงนางอย่างชัดเจน แต่กลับไม่มีชื่อของผู้ส่งปรากฏอยู่ มีเพียงตราประทับของสมาคมการค้าแห่งเมืองหลวงสีแดงสดประทับอยู่อย่างโดดเด่นที่มุมซองเท่านั้น
หัวใจของนางเต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ ความรู้สึกตื่นเต้นและสังหรณ์ใจบางอย่างแล่นพล่านขึ้นมาในอก ใครกันที่เป็นคนส่งจดหมายฉบับนี้มาให้ แล้วเนื้อหาข้างในจะเกี่ยวกับเรื่องอะไรกันแน่
เหมยหลิงมองหน้าเพื่อนรักด้วยความสงสัยเช่นกัน “ใครส่งมาหรือ”
ชิงเหยาส่ายหน้าช้าๆ “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน” นางกล่าวพลางจ้องมองจดหมายในมือด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งความอยากรู้ ความประหลาดใจ และความคาดหวังบางอย่างที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในใจ
สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงกำลังจะพัดมาถึงนางอีกครั้งแล้วหรือนี่?