โปรเจคที่ยิ่งใหญ่มากที่สุดของผู้เขมือบดวงดาว มันก็คือการตัดแต่งพันธุกรรมที่ล้ำเลิศมากที่สุดของจักรวาล เขาถึงกับยอมถูกตราหน้าว่าเป็อาชญากรผู้ชั่วร้าย เพื่อให้ตนเองบรรลุผลลัพธ์ของการวิจัยที่สมบูรณ์แบบ ความบ้าของเขามันได้ครอบงำทุกสิ่ง จนทำให้ต้องจบสิ้นชีวิตลง
ทันย่าไม่อาจเข้าใจในความคิดของนักวิทยาศาสตร์ที่มุ่งเป้าหมายไปเพียงแค่ผลลัพธ์เดียว ยังไงการมีชีวิตอยู่ก็ย่อมดีกว่าการที่ต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไป แต่ในเมื่อดาวาลบอกว่าชายคนนั้นพึงพอใจกับผลลัพธ์ในการทดลองนี้ ทันย่าก็ไม่อาจปฏิเสธถึงความยิ่งใหญ่ของเขาได้
อุดมการณ์ของผู้เขมือบดวงดาวเลโกลัสนั้นยิ่งใหญ่มากจริงๆ สามารถทำในสิ่งที่ทุกคนต่างก็บอกว่ามันเป็ไปไม่ได้จนประสบผลสำเร็จ
เมื่อเห็นถึงความตกตะลึงพรึงเพริดของทันย่า มุมปากของดาวาลก็ลอบยกยิ้มขึ้น พร้อมกับที่เธอได้อธิบายออกมาอย่างรวดเร็ว
[เบฮีมอท ยีนส์พันธุกรรมของสัตว์อวกาศที่ยิ่งใหญ่มากที่สุดของจักรวาล ถือเป็เผ่าพันธุ์หนึ่งเดียวที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์]
[จากผลลัพธ์ของการวิจัยและค้นคว้าพัฒนามาโดยตลอดกว่านับพันล้านปี ในข้อมูลต่างๆได้ระบุเอาไว้ถึงคุณสมบัติที่น่าเหลือเชื่อมาก]
[โดยที่พละกำลังของเบฮีมอทจะอยู่เหนือกว่าเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งมากที่สุดไปถึงสองเท่า มีศักยภาพและพร์ในการซึมซับพลังดวงดาวได้รวดเร็วมากยิ่งกว่าทุกชีวิตในจักรวาล การรับรู้ถึงกฎเกณฑ์ที่เป็รากฐานของจักรวาล พลังจิต ปฏิกิริยาการตอบโต้ การได้ยิน การได้กลิ่น หรือความเร็วในการตอบสนองและการเคลื่อนไหว อันเป็รากฐานของชีวิต ทุกอย่างอยู่เหนือยิ่งกว่าสัตว์อวกาศกลืนกินดวงดาวทั้งหมด]
[ในระดับเดียวกัน เบฮีมอทถือเป็ฝันร้ายของนักสู้พันธุกรรมทุกชีวิต หรือแม้แต่การต่อสู้ข้ามระดับขั้น พันธุกรรมนี้ก็สามารถทำได้]
เมื่อรับฟัง ทันย่าที่ยืนอยู่ก็สั่นสะท้านไปด้วยความตกตะลึง ั์ตาสีแดงทำได้เพียงเบิกกว้าง เหมือนไม่รู้จะอธิบายถึงเื่นี้ยังไง
“ดะ..เดี๋ยวก่อน มันคือยีนส์พันธุกรรมและยังคงเป็เพียงของเหลวที่ไหลอยู่ในขวดทดลอง?”
จากนั้นเมื่อชายหนุ่มพลันได้สติ ดวงตาของเขาก็เริ่มสั่นไหว พร้อมกับในหัวสมองที่กำลังครุ่นคิดถึงบางสิ่ง บางสิ่งที่มันกำลังเป็ไปได้
“ท่านดาวาล ในเมื่อมันก็คือยีนส์พันธุกรรมสำหรับสิ่งมีชีวิต”
“งั้นก็หมายความว่าฉันก็สามารถเป็เบฮีมอทที่ว่าได้ใช่ไหม?”
ทันย่าเอ่ยถามออกไปด้วยหัวใจที่เต้นระรัวขึ้น ขณะที่ดวงตาก็แฝงเอาไว้ด้วยความคาดหวังอย่างถึงที่สุด ในเมื่อตอนนี้เขา้าพลังและไม่สามารถเป็นักสู้พันธุกรรมได้ แล้วทำไมเขาถึงไม่ใช้ยีนส์พันธุกรรมเบฮีมอท แปรเปลี่ยนตนเองเป็สายพันธุ์สัตว์อวกาศที่แข็งแกร่งมากที่สุด
เขาไม่ได้สนใจถึงรูปลักษณ์ภายนอก ขอเพียงแค่ได้รับพลังมา ต่อให้เขาจะต้องเป็สัตว์ประหลาดมากยิ่งกว่านี้ ทันย่าก็ยอมมันทั้งหมด
[ถูกต้องแล้วทันย่า.. ว่าแต่ทำไมเราจะต้องมอบให้มันกับเ้าด้วยละ?]
[มีคนมากมายที่คู่ควรกับเบฮีมอทมากยิ่งกว่าเ้าไปอีกหลายล้านเท่า]
น้ำเสียงของดาวาลประหนึ่งเป็เครื่องจักรกลที่เย็นเฉียบ มาพร้อมกับบรรยากาศอันหนาวเหน็บจนทำให้ร่างของทันย่าต้องสั่นสะท้านขึ้น
“ฉะ..ฉะ..ฉัน..”
ทันย่าถึงกับอ้ำอึ้งและไปไม่เป็ ความคาดหวังในแววตาเริ่มพังทลายลงในทันที ประหนึ่งถูกบางสิ่งกระแทกเข้าใส่อย่างรุนแรง ดาวาลเองก็ไม่รอให้ทันย่าฟื้นคืนสติ นางได้เบิกตากว้างด้วยท่าทางที่ดูเฉยชา รีบอธิบายถึงคุณสมบัติที่อ่อนแอของเขาในทันที
[ทันย่า รู้หรือเปล่าว่าตนเองเป็สิ่งมีชีวิตที่เล็กจ้อยมากเพียงใด?]
[ในบรรดามนุษย์ที่อาศัยอยู่บนโลกแห่งนี้มากกว่าหลายพันล้านคน เ้าเป็เพียงแค่คนธรรมดาที่ซึ่งไม่มีอะไรอยู่เลย ร่างกายก็อ่อนแอเหมือนสิ่งมีชีวิตเพศหญิง ยีนส์พันธุกรรมก็เต็มไปด้วยข้อบ่งพร่อง ไม่สามารถััได้ถึงอนุภาพแห่งดวงดาว ไม่ได้เป็แม้แต่นักสู้พันธุกรรมระดับต่ำสุด]
[และการที่เราช่วยเหลือเ้า มันก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้ มนุษย์ก็เป็เพียงแค่สสารที่ไม่ต่างไปจากปรสิต]
[อย่าลืมนะว่านี่คือยีนส์พันธุกรรมที่ร้ายกาจและยิ่งใหญ่มากที่สุดของจักรวาล ขอเพียงแค่มันถูกรับรู้หรือหลุดรอดออกไปจากสถานที่แห่งนี้ สิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนจากทั่วทุกหนแห่งของจักรวาลจะเกิดความบ้าคลั่งขึ้น จะเต็มไปด้วยความละโมบในของเหลวที่อยู่ในหลอกทดลองเล็กๆนี้]
[ผลลัพธ์ของการวิจัยมาเนิ่นนานกว่านับพันล้านปี มันไม่ได้เหมาะสมสำหรับมนุษย์ตัวเล็กๆเช่นเ้าหรอกนะ]
คำพูดของดาวาลเต็มไปด้วยความเป็จริงที่โหดร้าย ทันย่าทำได้เพียงคุกเข่าลงด้วยใบหน้าที่เหม่อลอย ราวกับว่าเขาได้สูญเสียทุกสิ่งไป แม้แต่ความหวังเล็กๆที่ลุกโชนขึ้นภายในจิตใจของตนเอง มันก็ได้มอดดับลงไปด้วยความรวดเร็ว
“เข้าใจแล้ว ฉันก็ไม่ได้คาดหวังมันมากถึงเพียงนั้น”
ทันย่ากล่าวตอบและเผยรอยยิ้มบนมุมปาก ทว่ารอยยิ้มนี้กลับแฝงไว้ด้วยความโศกเศร้าแลดูสิ้นหวัง จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นจากท่านั่งคุกเข่า พลางหันหลังและก้่าวเท้าเดินออกไปจากห้องทดลองบ้าๆนี้ทันที เขาไม่อาจอยู่ในสถานที่แห่งนี้ได้อีกต่อไปแล้ว
ในเมื่อทุกสิ่งไม่เป็อย่างที่หวังเอาไว้ ทำไมตัวของมันทันย่าจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อละ ในเมื่อโลกมันโหดร้ายถึงเพียงนี้ ความปรารถนาที่้าจะแก้แค้นและทำลายล้างทุกสิ่ง มันไม่มีอีกต่อไป หลังจากนี้เขาจะไม่คาดหวังถึงอะไรอีก และจะกลับไปสู่ความเป็จริงที่โหดร้ายเหมือนเช่นเดิม
ในขณะที่เขากำลังจะก้าวเดินออกไปอยู่นั้น เสียงของเด็กสาวก็ได้ดังไล่หลังออกมา
[บอกเหตุผลมาซักหนึ่งข้อ ทำไมเ้าถึง้าพลังมากมายถึงเพียงนั้น?]
คำถามของดาวาลได้ทำให้ทันย่าต้องหยุดชะงัก ั์ตาของเขาสั่นไหวและค่อยๆหันใบหน้ากลับมาด้วยความโศกเศร้า
“ท่านไม่รู้หรอกว่าชีวิตของข้านั้นเป็ยังไง? ผู้ยิ่งใหญ่เช่นพวกท่านไม่รู้หรอกว่ามนุษย์คนธรรมดาผู้นีงจะต้องประสบพบเจออะไรบ้าง”
“นับั้แ่ไวรัสเจเนซิสเกิดการระบาดขึ้นเมื่อสิบปีก่อน ทุกวันก็ไม่ต่างไปจากฝันร้ายที่ได้มาเยียน ฉันเป็ผู้ชายแต่ต้องทนต่อการกดขี่ข่มเหงโดยนักสู้พันธุกรรมที่แข็งแกร่ง ฉันเหมือนตกอยู่ในนรกทั้งเป็ ถูกย่ำยี ถูกข่มขื่น โดนกระทำทุกสิ่ง ไม่มีใครมาช่วยเหลือ ไม่มีใครมาสนใจ”
“แล้วท่านรู้อะไรไหม? ไม่ใช่แค่ก่อนที่จะเกิดยุคสมัยแห่งการต่อสู้ นับั้แ่ตอนที่ฉันได้มีอายุประมาณ 12 ปี พ่อแม่สารเลวได้ติดหนี้ต่อผู้มีอิทธิพลภายในเมืองเทียนเมิ่ง ฉันถูกส่งตัวไปให้กับพวกมันเพื่อชำระล้างหนี้สิน แน่นอนว่าชีวิตของฉันเองก็ไม่ต่างไปจากอยู่ในฝันร้าย”
ขณะที่พูด ใบหน้าที่งดงามของทันย่าก็เริ่มเกิดการบิดเบี้ยวขึ้น ร่างกายสั่นสะท้านเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและชิงชัง
“ฉันเกลียดพวกมัน! ฉันเกลียดพวกมนุษย์ทุกคน ฉันเกลียดและสมเพชตนเองที่ไม่มีพลังอำนาจในจัดการกับพวกมันทั้งหมด!”
ในตอนนั้นก็ได้เกิดบางสิ่งขึ้น อยู่ดีๆสิ่งของที่ด้านนอกของห้องทดลองก็เกิดการสั่นะเืขึ้นอยู่เล็กน้อย สิ่งของมากมายต่างสั่นไหวประหนึ่งมีบางสิ่งได้กระแทกเข้าใส่ ทำให้ดาวาลที่เห็นต้องเบิกตากว้างไปด้วยความใ เธอรีบใช้เทคโนโลยีตรวจสอบถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
[ไม่ผิดอย่างแน่นอน นี่คือพลังในการควบคุมและเคลื่อนย้ายวัถตุ?]
ดาวาลได้ทราบถึงกระแสพลังทั้งหมด สีหน้าของเธอดูซับซ้อนเมื่อหันมองไปยังทันย่าที่กำลังมีความโกรธเกรี้ยว
[มนุษย์ธรรมดาคนนึงมีพลังจิตที่แข็งกล้าเช่นนี้ได้ไง?]
[หรือว่ายีนส์พันธุกรรมของเขาเกิดการกลายพันธุ์ขึ้น?]