Book เพื่อนรักหนอนหนังสือ

    บทที่ 7.1: นิราศแรกร้าว เงาเหงาแห่งใจภู่

    [กลอนเปิดบทที่ 7.1]


    "เงาจันทร์คล้อยรอยน้ำพร่างกลางคืนเงียบ

    เสียงเรือเห่ดังเยียบในใจข้า

    บางคราเหงาบางคราวฝันบางวันชา

    นิราศนี้…เขียนด้วยน้ำตาแทนหมึกดำ"


    เหตุการณ์ในวัง - เมื่อกลอนแตะหัวใจคนสูญเสีย


    ห้องเงียบสงบในเรือนฝ่ายใน

    เ๽้านายหญิงผู้เพิ่งสิ้นพระสวามีทรงนิ่งอยู่บนบัลลังก์ไม้จำปา

    "ภู่" คุกเข่าอยู่เบื้องหน้า ถือสมุดพับผ้าขึ้นอ่านกลอนที่เขาแต่งถวาย


    “แม้นชีพสิ้น สิ้นเพียงร่าง มิใช่รัก

    ใจภักดิ์ยังมั่นไม่หน่ายหนี

    แม้นเสียงเคยพร่ำซึ้งจักไม่มี

    กลอนนี้จักเป็๲ถ้อยแทนคำลา”




    บรรยากาศเงียบงัน ก่อนที่เ๽้านายฝ่ายในจะตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า


    เ๽้านายฝ่ายใน :

    “เ๯้ากล้าร่ายถ้อยแทนหัวใจคนอื่น ทั้งที่เพิ่งเข้าสู่ราชสำนักได้ไม่นาน…เ๯้าเขียนกลอน หรือเขียนข้ากันแน่?”


    ภู่ :

    (ก้มกราบ) “หม่อมฉันเขียนด้วยใจ มิได้อวดฉลาดอันใดพะย่ะค่ะ…เพียงกลั่นจากหัวใจ ที่เข้าใจการพราก…”


    ภู่ตัดสินใจเดินทาง – นิราศเริ่มขึ้น


    คืนหนึ่ง ขวัญข้าวนั่งเงียบอยู่ข้างบานหน้าต่าง

    เสียงพายเรือในคลองแว่วมาไกลจากริมวัง

    เธอเห็นภู่ยืนพิงเสาคนเดียวใต้แสงตะเกียง


    ขวัญข้าว :

    “คุณภู่…จะไปเมืองแกลงจริงๆ หรือคะ?”


    ภู่ :

    (นิ่งไปครู่หนึ่ง) “ใช่…ข้าจะไป เพราะใจมันไม่อาจอยู่นิ่ง…บางความเศร้ามันต้องเดินทางไกล เพื่อจะได้กลับมาเขียนให้เข้าใจมากกว่าเดิม”


    แพร :

    (พูดเบาๆ ขณะมองสมุดจดตัวเอง)

    “การจากบ้านไม่ใช่แค่การเดินทาง แต่มันคือการยอมรับว่า เราต้องโตขึ้นโดยไม่มีคำเตือน”


    โจ้ก :

    (ทำหน้าไม่สบายใจ)

    “ไปต่างเมืองเลยเหรอ? ข้าวปลาไม่พอ หลงป่าล่ะแย่เลยนะ...”


    ปราชญ์ :

    (ตบบ่าโจ้กเบา ๆ)

    “นี่ไม่ใช่แค่การเดินทางธรรมดา…นี่คือ ‘นิราศแรก’ ของกวีผู้กำลังแปรเปลี่ยนใจตัวเองให้เป็๲บทเรียนของคนทั้งแผ่นดิน”


    เสภา :

    “พวกเราจะได้อ่านกลอนนิราศฉบับจริงต่อหน้าต่อตา นี่มัน...ยิ่งกว่าบทเรียนภาษาไทยทั้งชีวิต”




    ฉากกลาง: บนเรือ - กลางทางระหว่างบางกอกและเมืองแกลง


    ภู่ยืนอยู่ท้ายเรือ หอบสมุดกับถุงสัมภาระเล็ก ๆ

    สายลมจากแม่น้ำพัดโบกกระดาษสาในมือเขา

    เขามองแม่น้ำไหลเชี่ยว ก่อนจะบรรจงเขียน:


    “จรจากบางกอกใหญ่ใจเศร้าหมอง

    ล่องลำนองรอนแรมแซมสุริย์

    เห็นเรือแจวแ๵่๭พลิ้วกลางท่วงทวี

    ใจข้านี้โบยบินสิ้นห่วงใย”




    ฉากพิเศษ: ท่ามกลางความคิดถึงและบทกลอน


    ในตอนค่ำ

    ภู่นั่งจุดตะเกียงริมเรือ เขาเปิดสมุดแล้วแต่งกลอนต่อ

    ขวัญข้าวกับเพื่อน ๆ ทุกคนร่วมล้อมวงราวกับอยู่กลางฉากละคร


    ภู่ :

    “นิราศมิใช่แค่การไป…แต่มันคือการหลีกเร้นใจ…เพื่อกลับมาใหม่อย่างเข้าใจทุกอย่างที่หายไป”


    ขวัญข้าว :

    “มันเศร้า แต่ก็อบอุ่นอย่างประหลาด”


    แพร :

    “เหมือนหัวใจเราเอง…ที่อยากออกเดินเพื่อจะหาสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในที่เดิม”


    โจ้ก :

    (กอดแขนตัวเอง)

    “พูดมากจนข้าหนาวทั้งใจทั้งตัวแล้วพวกเอ๊ย…”


    ปราชญ์ :

    (เขียนบันทึก)

    “นี่แหละ...ภู่ในวันที่เจ็บสุด แต่เขียนได้ลึกที่สุด”




    กลอนที่เขาแต่งระหว่างการเดินทาง:


    “เห็นเรือพายคลายห่วงห้วงหทัย

    ฟ้าละไมไกลฟากฝากำแพง

    เห็นดอกไม้ริมทางร่วงแรง

    ใจข้าแฝงหอมโศกระคนครวญ”




    “จรจากเ๽้าสุดห่วงดวงหฤทัย

    แม้มิใช่คู่ครองก็ยังหวง

    ถึงห่างร่างแต่ใจยังพาดวง

    ดั่งดวงดาราร้อยเรียงเพียงดวงเดียว”




    [กลอนปิดบทที่ 7.1]


    "จาก

    บางกอกสู่เมืองแกลงแห่งแผ่นฟ้า

    กลอนนิราศคือปีกใจในครานี้

    แม้นเหงาเศร้าร้าวรานผ่านชีวี

    แต่กวีจักกลั่นรักเป็๞บทกลอน"