ย้อนกาลมาสานวาสนารักกับท่านอ๋อง 苏王妃

    ตอนที่ 27 เสื้อนวมของกันและกัน


     

    เสียงจามจากเรือนหน้าดังปานฟ้าผ่ามาถึงเรือนชั้นใน

    ซูอันหนิงฝึกไท่เก๊กอยู่ริมระเบียงหน้าห้องได้ยินอย่างชัดเจนจึงหันไปถามเฉินหลิง “เสียงผู้ใดกัน”

    “เสียงหวางเย่เพคะ” เฉินหลิงหลุบตาตอบ

    ซูอันหนิงไม่พูดอะไรอีก เพียงหันกลับบริหารร่างกายต่อ

    ความเฉยเมยของนางทำให้หม่าหมัวมัวหน้าย่น อดหันไปทางเรือนหน้าไม่ได้ ตั้งแต่พระชายาทะเลาะกับท่านอ๋องใหญ่โตจนจับไข้ครั้งนั้น นางก็ไม่กล้ากล่าวแทนฮั่นอ๋องอีกเลย แม้ใจจะอยากให้เจ้านายทั้งสองรักใคร่ปรองดองกันเพียงใดก็ไม่กล้าทำตัวเป็นตั๊กแตนขวางรถม้า[1]อย่างเด็ดขาด

    ครู่ต่อมาเฉินชิงชิงก็ลาดตระเวนรอบเรือนเสร็จแล้วกลับมารายงาน

    หลังจากตระหนักได้ว่าเรือนอ๋องแห่งนี้มีหูตาของผู้อื่นแอบซ่อนอยู่ ซูอันหนิงก็สั่งให้เฉินหลิงและเฉินชิงชิงผลัดเปลี่ยนกันเดินลาดตระเวนรอบเรือนเป็นระยะ ยามนี้นางไม่อาจเชื่อใจผู้ใดได้เลยนอกจากคนที่มาจากบ้านเดิมของนาง

    “รอบเรือนไม่มีผู้ใดเพคะ แต่หลังแนวสนข้างกำแพงมีคนซุ่มอยู่ คาดว่าจะเป็นองครักษ์ของหวางเย่”

    ซูอันหนิงโบกมือ กล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “เขาต้องจับตาดูข้าอยู่แล้ว ไล่ไปคนหนึ่งเดี๋ยวคนใหม่ก็มาแทน ในเมื่อรู้แล้วว่าสายตาของเขาอยู่ตรงไหน ก็ปล่อยไว้ก่อนแล้วกัน”

    “เพคะ” เฉินชิงชิงยอบกายแล้วถอยไปยืนด้านข้าง

    เสียงจามยังดังไม่หยุด ซูอันหนิงขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัวตอนที่หันไปมองเรือนหน้า เพียงครู่เดียวนางก็หมุนตัวกลับเดินเข้าไปในห้อง

    “แจ้งพ่อบ้านด้วย วันนี้ข้าจะออกไปข้างนอก”

    “รับทราบเพคะ”

    หลังอาหารเช้าซูอันหนิงออกจากจวนพร้อมสาวใช้รุ่นใหญ่สองนาง อากาศหนาวและสายลมหวีดหวิว ทำให้เมืองเป่ยจิงซบเซาลงเล็กน้อย นางมองเมืองที่กลายเป็นสีขาวแซมน้ำตาลหม่นด้วยแววตาเลื่อนลอย ตอนเกิดเหตุที่ศาลอำเภอแก้ต่างให้ตนเองครานั้นยังเป็นฤดูใบไม้ร่วงอยู่เลย พริบตาเดียวก็ถึงฤดูหนาวแล้ว

    ก่อนหน้านี้นางปล่อยแบบเสื้อฤดูใบไม้ร่วงไปแต่ถูกคนปฏิเสธใบสั่งซื้อเพียงเพราะภาพลักษณ์ของนางถูกทำลาย ทำให้แผนการปล่อยเสื้อกันหนาวของนางถูกหยุดยั้งไปด้วย กระทั่งตอนนี้นางก็ยังไม่กล้าคิดเรื่องเสื้อฤดูกาลใหม่อีก

    “หวางเฟย มาถึงรุ่ยจิ่งฟางแล้วเพคะ”

    เสียงเฉินหลิงดังขึ้น ดึงนางออกมาจากภวังค์ครุ่นคิด

    ซูอันหนิงดึงหมวกที่ติดกับเสื้อคลุมกันหนาวขึ้นมาคลุมศีรษะ กระชับเตาอุ่นมือให้แน่นขึ้นก่อนก้มตัวลอดประตูรถม้าออกมา

    หน้าร้านรุ่ยจิ่งฟางยังคงมีผู้คนเดินเข้าออก แสดงว่าการค้าของตระกูลรุ่ยยังไปต่อได้ ซูอันหนิงผ่อนลมหายใจยาว ก้อนหินในใจนางถูกวางลงไปก้อนหนึ่ง อย่างน้อยตนเองก็ไม่ได้เป็นต้นเหตุให้การค้าของผู้อื่นล่มสลาย

    นางเดินเข้าไปในร้านอย่างเงียบเชียบประหนึ่งลูกค้าธรรมดาของร้าน แต่กลับมีคนจดจำนางได้เพราะอาภรณ์ของนางแปลกตาจนเรียกสายตาคนให้หันมามอง

    “นั่น...ฮั่นหวางเฟย!”

    แผ่นหลังของซูอันหนิงแข็งเกร็ง ภาพไข่กระทบศีรษะ กลิ่นคาวที่คลุ้งติดตัว และเสียงด่าเสียดสีทำให้นางหน้าซีดลงอย่างไม่อาจควบคุม มือที่กุมเตาอุ่นมือสั่นน้อยๆ แต่นางก็ยังอดทนก้าวเดินต่อไปข้างหน้า

    ภายในร้านชุลมุนขึ้นเล็กน้อย เสียงซุบซิบดังขึ้นรอบด้าน ซูอันหนิงกลับได้ยินคล้ายเสียงผึ้งบินหึ่งๆ อากาศยามนี้หนาวเย็นมาก แต่เหงื่อข้างขมับกลับผุดซึมออกมา...ระยะทางจากหน้าร้านไปถึงห้องรับรองช่างยาวไกลนัก

    ทันใดนั้นประตูห้องด้านในก็เปิดออก รุ่ยฮูหยินยืนมองนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาเบิกกว้างเหมือนไม่เชื่อสายตาตัวเอง ท่าทางของรุ่ยฮูหยินทำให้หัวใจของซูอันหนิงเต้นรัว นางจะถูกคู่ค้าปฏิเสธไม่พบหน้าเช่นนั้นหรือ

    แต่แล้วเฒ่าแก่เนี้ยรุ่ยก็ก้าวเข้ามารวบมือนางมากุมไว้พลางเอ่ยทักทายอย่างยินดี

    “หวางเฟยหายดีแล้วหรือเพคะ หม่อมฉันเป็นห่วงแทบแย่ เชิญด้านในเลยเพคะ”

    ซูอันหนิงถูกประคองเข้าไปในห้องอุ่นๆ ห้องหนึ่งด้วยหัวใจที่เบาหวิว เฉินหลิงเข้ามาช่วยนางถอดเสื้อคลุมกันหนาว จากนั้นนางก็ถูกพาไปนั่งลงข้างเตาอุ่น

    อีกฝ่ายยิ้มแย้ม ราวกับว่าการขาดทุนครั้งนั้นไม่กระทบการค้าของนางแม้แต่น้อย

    “วันนี้...”

    ซูอันหนิงกำลังจะเอ่ยปาก รุ่ยฮูหยินกลับใจร้อนรีบกล่าวแทรกขึ้นมาเสียก่อน

    “หวางเฟยล้มป่วยไปหลายวันจึงยังไม่รู้ หม่อมฉันเคยไปเยี่ยมแต่ถูกหวางเย่ปฏิเสธ บอกว่าต้องการให้ท่านได้พักผ่อน”

    รุ่ยฮูหยินโบกมือเรียกสาวใช้ให้ยกของออกมา ก่อนจะกล่าวอย่างตื่นเต้นว่า

    “วันนั้นท่านปรากฏตัวที่ศาลต่อหน้าผู้คนมากมาย หลังจากนั้นไม่นานก็เริ่มมีสตรีมาถามหาปกอุ่นคอกับชุดที่หวางเฟยสวมตอนขึ้นศาล”

    ดวงตาของรุ่ยฮูหยินหม่นลง นางทอดถอนใจ “น่าเสียดาย หม่อมฉันไม่กล้าผลิตขึ้นมาขาย แต่กวนอี้โหรวกล้า ยามนี้ปกอุ่นคอของร้านนั้นจึงขายดีมากเพคะ”

    ดวงตาของซูอันหนิงค่อยๆ เบิกกว้าง “ปก...ปกอุ่นคอหรือ”

    “เพคะ นี่คือของที่กวนอี้โหรวเย็บขึ้นมา”

    สาวใช้ยกถาดมาวางลงบนโต๊ะ มีปกแยกที่เย็บจากผ้าหลากชนิดหลากสีสันวางบนถาด ซูอันหนิงหยิบขึ้นมาดู

    นางไม่ได้เตรียมใจมารับเรื่องประหลาดใจเช่นนี้แม้แต่น้อย ผู้คนไม่ได้รังเกียจภาพลักษณ์ของนางหรอกหรือ ยังมีคนยินดีสวมใส่แบบเสื้อที่นางสวมด้วยหรือ

    สายตาของรุ่ยฮูหยินเคลื่อนลงมาที่ลำคอระหง ปกอุ่นคอของซูอันหนิงวันนี้ ไม่เหมือนแบบที่ใส่วันนั้น ดวงตาของเฒ่าเนี้ยรุ่ยยิ่งเปล่งประกาย

    “หวางเฟย คิดเห็นอย่างไรเพคะ หากรุ่ยจิ่งฟางจะเย็บปกอุ่นคอแบบที่หวางเฟยสวมอยู่ในยามนี้”

    ซูอันหนิงก้มมองชุดที่นางสวม แล้วจึงส่ายหน้าตอบ “นี่ไม่ใช่ปกอุ่นคอ แต่เป็นเสื้อคลุมยาว หากฮูหยินคิดว่าแบบนี้สามารถขายได้ ข้าจะให้คนนำแบบมาให้”

    “ได้แน่นอนเพคะ ยามนี้ยังมีคนมาถามหาแบบใหม่อยู่เนืองๆ หากมีแบบใหม่ออกจะต้องมีคนซื้อแน่นอน”

    ซูอันหนิงพยักหน้า รอยยิ้มคลี่ออกราวกับดอกเหมยแรกของปี หินก้อนสุดท้ายในใจหล่นหายไปโดยไม่รู้ตัว ทำให้นางรู้สึกเบาสบายอย่างบอกไม่ถูก

    “ที่ข้ามาวันนี้เพราะอยากได้ผืนหนังกวาง รุ่ยฮูหยินช่วยจัดหาให้ข้าตามรายการแล้วส่งไปที่จวนฮั่นหวางด้วย”

    เฉินชิงชิงขยับเข้ามาส่งรายการของ รุ่ยฮูหยินรับไปเปิดอ่านทันที

    “หนังกวาง ไม่บางเกินไปหรือเพคะ”

    “เพราะว่าต้องการให้บางและเบาจึงต้องเป็นหนังกวาง”

    รุ่ยฮูหยินพยักหน้า ยิ้มตอบ “ได้เพคะ หม่อมฉันจะเลือกที่คุณภาพดีที่สุดส่งไปจวนฮั่นหวาง หากว่าพระชายาเย็บเสร็จแล้วหม่อมฉันจะขอชมได้หรือไม่”

    ซูอันหนิงหัวเราะออกมาเบาๆ เอ่ยสัพยอกว่า “เช่นนั้นเจ้าต้องไปขอชมจากหวางเย่แล้วล่ะ”

    รุ่ยฮูหยินย่นคอยิ้มเจื่อน ซูอันหนิงอมยิ้มลุกขึ้นขอตัวลา

     

    ใกล้จะถึงเทศกาลตงจื้อแล้ว ฮั่นอ๋องจึงไม่ค่อยได้ออกไปประชุมเช้าสักเท่าไร หากไม่ได้ยินเสียงจาม ก็จะได้ยินเสียงฉินดังมาจากเรือนหน้า

    ซูอันหนิงนั่งมองช่างเย็บขึ้นรูปถุงมือหนังอย่างใกล้ชิด ทว่าเสียงจามของเขากลับทำให้มโนธรรมในใจของนางไม่สงบ ตอนที่นางไม่สบายเขาดูแลนางอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ส่งถ่านและของบำรุงมาให้ไม่ขาด เกิดเป็นคนไม่ควรอกตัญญู

    หญิงสาวก้มหน้านวดหว่างคิ้วเหมือนคิดไม่ตก

    “หวางเฟยจะเย็บสิ่งนี้ไว้ใช้ตอนเข้าวังร่วมงานเลี้ยงเทศกาลตงจื้อหรือเพคะ” หม่าหมัวมัวหยิบสิ่งที่ช่างปักเย็บกำลังตัดขึ้นมาดูใกล้ๆ

    ซูอันหนิงส่งเสียงรับจากลำคอ “อืม”

    “ที่แท้ก็สามารถเย็บถุงอุ่นมือแบบนี้ได้ด้วย หากหวางเย่สวมตอนร่วมพิธีบูชาฟ้าดิน คงจะไม่ถึงกับแข็งเป็นน้ำแข็งกระมัง” พูดจบหมัวมัวก็เหลือบสายตามองหวางเฟย เห็นคิ้วผู้เป็นนายขมวดก็ลอบยิ้มในใจ

    “หวางเย่ไม่ได้ไปตอนสายเช่นกันหรือ คงไม่ได้หนาวเพียงนั้นกระมัง”

    หม่าหมัวตอบด้วยสีหน้าเห็นอกเห็นใจ “ที่ใดกันเพคะ ฝ่าบาทเริ่มทำพิธีบูชาสวรรค์ยามจื่อ[2] หวางเย่ก็ต้องออกจากจวนไปร่วมพิธีตั้งแต่กลางดึกแล้วเพคะ”

    “ยามจื่อ...” ซูอันหนิงทวนคำ

    ยามจื่อมันกี่โมงกันละนี่

    นางกะพริบตาถาม “ไปตั้งแต่กลางดึก แล้วกลับเวลาใด”

    “คงเป็นหลังงานเลี้ยงบ่ายเพคะ”

    ซูอันหนิงนิ่งเงียบ มองถุงมือที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ทว่าขนาดที่เย็บขึ้นมานั้นเป็นขนาดซึ่งวัดมาเพื่อนางโดยเฉพาะ สายตานางเคลื่อนไปยังม้วนหนังกวางผืนใหญ่

    “ถึงอย่างไร...หนังกวางก็เหลือเยอะเพียงนี้”

    บ่าวที่ทำงานอยู่ต่างพากันเงยหน้าขึ้นมองเจ้านายด้วยสายตาคาดหวัง รอคอยคำสั่งอย่างใจจดใจจ่อ ท่าทางของบ่าวไพร่ทำให้ซูอันหนิงชะงัก ใบหูค่อยๆ แดงซ่านขึ้นมา

    จะหนาวตายก็เรื่องของเขาซิ! เกี่ยวอันใดกับข้า!

    นางแค่นเสียงในลำคอแล้วหันไปอีกทาง หยิบสะดึงปักผ้าที่ตนเองทำค้างไว้ขึ้นมา ฝีมือปักน่าเกลียดเหลือเกิน ไม่รู้เพราะเหตุใดนางจึงได้เลือกปักผ้าแก้เบื่อ ทั้งที่ปักไปก็ไม่มีผู้ใดสวมใส่อยู่ดี

    แต่ถึงฝีมือจะแย่นางก็ยังหยิบเข็มขึ้นมาปักต่อ ความชำนาญก่อเกิดขึ้นได้จากการฝึกฝนซ้ำๆ นางเข้าใจเรื่องนี้ดี...

    เหตุใดบุรุษผู้นั้นจึงได้ไม่สบายนะ เขาแข็งแรงยิ่งกว่าลาไม่ใช่หรือไร

    สมาธิของนางไม่อยู่ที่ลายปักสักนิด ไม่รู้ว่ามันวกกลับมาถึงคนซึ่งอยู่เรือนหน้าได้อย่างไร

    ซูอันหนิงปักเข็มลงบนผ้าอย่างตั้งอกตั้งใจ แต่ปากกลับพูดขึ้นอย่างไม่ใส่ใจว่า

    “ขยายขนาดให้ใหญ่ขึ้นอีกเท่าหนึ่ง แล้วเย็บเพิ่มมาอีกสามคู่ก็แล้วกันนะ ถุงอุ่นมือใช้หนังสัตว์ไม่มาก ส่วนที่เหลือก็เย็บเสื้อกันลมให้หวางเย่ด้วยแล้วกัน”

    หม่าหมัวมัวสบตาช่างปักแล้วลอบยิ้ม ก่อนจะหันไปตอบรับด้วยเสียงรื่นเริ่งใจอย่างไม่ปิดซ่อน

    “เพคะ หวางเฟย”

     

    ห้องหนังสือเรือนหน้า

    ไอเย็นจากสระน้ำพัดผ่านหน้าต่างเข้ามาภายในห้อง แม้มีเตาถ่านวางไว้หลายจุด ห้องทั้งห้องก็ยังเย็นเฉียบ

    จางเจี้ยนยกชามยาเข้ามาในห้อง มองผู้เป็นนายที่ลุกขึ้นมาแต่งกายเตรียมพร้อมเข้าวังแล้ว ใบหน้าของเขาหม่นหมองในใจนึกสงสารจนทนมองอยู่เฉย ๆ ไม่ไหว

    “หวางเย่ ยาขอรับ”

    จูเกาเซวียนพูดเสียงแหบ “วางไว้ก่อน”

    จางเจี้ยนวางถาดใส่ยาลงแล้วรีบเข้ามาช่วยเขาแต่งกาย “หวางเย่ เหตุใดไม่เสด็จไปบรรทมกับหวางเฟยเล่า ท่านนอนในห้องเย็นๆ เช่นนี้ตลอดจะดีหรือพ่ะย่ะค่ะ”

    “ถ้าข้าไปนอนที่นั่นหวางเฟยจะย้ายไปเรือนหลัง เรือนหลังนั้นไม่มีตี้หลง” เสียงของเขาขาดหายไปราวเสียงลมลอดป่าไผ่ ก่อนจะโขลก

    จางเจี้ยนถอนหายใจแรงๆ เขาเกือบหลุดพูดสิ่งที่ไม่ควรออกมา จึงจำต้องเม้มริมฝีปากแน่นพลางช่วยรัดสายคาดเอวหยกประจำตำแหน่งต่อไป

    จูเกาเซวียนมองสีหน้าไม่พอใจของเด็กรับใช้คนสนิท กล่าวเสียงขุ่น “ข้าเป็นทหาร เจ้าคิดว่าอ๋องอย่างข้าอ่อนแอนักหรือ”

    จางเจี้ยนไม่ตอบ แต่ในใจบ่นไม่หยุด...ก็เห็นๆ อยู่ว่าอ่อนแอจนป่วยหนัก

    กำลังจะยกหมวกพิธีประจำตำแหน่งอ๋องขึ้นสวมให้ผู้เป็นนาย ก็มีเสียงรายงานดังมาจากนอกห้อง

    “หวางเย่หม่าหมัวมัวมาขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”

    ดวงตาของจูเกาเซวียนเปล่งประกายวาบ ทว่าเพียงครู่เดียวก็สงบราบเรียบดังเดิม

    “เข้ามา” เสียงของเขาเร่งร้อนอยู่บ้าง

    หม่าหมัวมัวเดินนำอยู่ด้านหน้า ชางอิงถือถาดตามมาด้านหลัง

    “หวางเฟยได้ยินว่าหวางเย่ต้องร่วมพิธีบูชาฟ้าดินตั้งแต่คืนนี้ จึงรับสั่งให้เย็บเสื้อกับถุงมือกันลมให้หวางเย่โดยเฉพาะเพคะ” หม่าหมัวมัวรายงาน ใบหน้าเปื้อนยิ้ม

    “แล้วยังมีของทานเล่นที่หวางเฟยทำเป็นพิเศษ สามารถหยิบเสวยแก้หิวได้เพคะ แต่จะทำให้คอแห้งไปบ้าง อาจกระตุ้นอาการไอ หวางเฟยเลยทำหลีเกาทัง[3]มาให้ด้วยเพคะ อยู่ในห่อผ้าไหมใบนี้”

    จูเกาเซวียนยืนนิ่งเป็นหุ่นไม้ สายตามองถาดใส่เสื้อไม่วางตา ราวกับมีบางอย่างพุ่งชนในอก ปลายนิ้วของเขากระตุกเบาๆ เสียงพูดแหบพร่าแทบฟังไม่เข้าใจ

    “ฝากขอบใจนางแทนข้าด้วย”

    สีหน้าของจางเจี้ยนเบิกบานขึ้นทันใด รีบเข้าไปรับถาดมาอย่างกระตือรือร้น

    หม่าหมัวมัวยิ้มแย้ม ยอบกายแล้วจึงเดินนำชางอิงกลับทางเดิม

    “หวางเฟยช่างใส่พระทัยจริงๆ” จางเจี้ยนพูดด้วยน้ำเสียงสดใส ขณะยกเสื้อขึ้นจากถาด

    จูเกาเซวียนแค่นเสียง ฮึ ทางจมูก เอ่ยเย้าอีกฝ่ายอย่างหาได้ยาก “เมื่อครู่เจ้าไม่ได้คิดเช่นนี้แน่”

    จางเจี้ยนยิ้มทะเล้น “เสื้อตัวนี้คงต้องสวมไว้ด้านใน กระหม่อมจะช่วยหวางเย่เปลี่ยนฉลองพระองค์เองพ่ะย่ะค่ะ”

    จูเกาเซวียนยิ้มบาง ๆ ดวงตาอบอุ่นอ่อนโยนราวกับไม่ใช่เขาคนเดิม ยามปลดอาภรณ์ตัวนอกออกยังดูเร่งร้อนกว่าปกติ

     

    [1] ตั๊กแตนขวางรถม้า หมายถึงการกระทำที่เกินกำลังของตัวเอง หรือการพยายามขัดขวางกระแสสังคมหรือผู้มีอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่าตนเองมาก ๆ ซึ่งผลลัพธ์มีแต่จะถูกบดขยี้จนพังพินาศไปเองเหมือนกับตั๊กแตนที่ขวางรถม้า

    [2] ยามจื่อ คือช่วงเวลาประมาณ 23.00-01.00 น.

    [3] หลีเกาทัง คล้ายยาอมให้ชุ่มคอ ทำจากลูกแพร์เคี่ยว ปั้นเป็นก้อน เป็นทั้งของหวานและอมแก้ไอ (ส่วนที่ซูอันหนิงทำ จะผสมสามอย่างมีลูกแพร์ น้ำผึ้ง ชะเอม)

     

    คล้ายกับเรื่องย้อนกาลมาสานวาสนารักกับท่านอ๋อง 苏王妃 ที่คุณอ่าน

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668