ในห้องนอนมีผ้าห่มและหมอนอยู่ใบเดียวราวกับว่าไม่ใช่ห้องหอ ผ่านมานานเพียงนี้คู่บ่าวสาวก็เพิ่งจะได้ใกล้ชิดกันเพียงนี้
ทว่ายามนี้ซูอันหนิงอยู่ในสภาพบาดเจ็บ จูเกาเซวียนเป็นไข้อ่อนๆ
ยามนอนอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกันชายหนุ่มต้องระมัดระวังไม่ให้รบกวนนิทราของสตรีข้างกายเขาขยับตัวนอนตะแคง มองใบหน้าของนางระยะใกล้ ห่างกันเพียงหนึ่งฝ่ามือกั้นแต่บุรุษผู้ได้ชื่อว่าสามีกลับไม่กล้าเข้าใกล้มากไปกว่านี้
เขามองนางนอนหลับ ตนเองกลับไม่อาจข่มตานอนสายตาจับจ้องฝ่ามือเล็กที่หงายอยู่ข้างหมอนลังเลใจอยู่นานสุดท้ายก็วางมือทับลงไปเบาๆ กอบกุมมือนุ่มไว้ ถ่ายเทไออุ่นให้ดวงตาจึงค่อยๆ หลับลงได้
กลางดึกอากาศยิ่งทวีความหนาวเหน็บแม้มีตี้หลงแต่กลับไม่อุ่นเท่าไอร้อนจากคนข้างกาย จูเกาเซวียนมีไข้อ่อนๆร่างกายร้อนกว่าปกติ ซูอันหนิงจึงซุกเข้าหาไออุ่นนี้
ชายหนุ่มสะดุ้งตื่นเพราะรับรู้ถึงการรุกรานอย่างอุกอาจหากเป็นเมื่อก่อนเขาคงจะบีบคอคนที่เขาประชิดตัวทีเผลอไปแล้วแต่ตอนนี้แม้แต่ในฝันเขาก็ยังจดจำสตรีผู้หนึ่งซึ่งบาดเจ็บอยู่ในอ้อมแขนเขาจะกล้าทำร้ายนางได้อย่างไร
ยามนี้ใบหน้าของเขาร้อนผ่าวเพราะพิษไข้ศีรษะปวดตุบๆ เต้นเป็นจังหวะเดียวกับเส้นชีพจรแต่ร่างกายใต้ผ้าห่มกลับเย็นไปถึงกระดูก
เขาสัมผัสได้ว่าฝ่ามือที่กุมมือนางไว้นั้นชื้นเหงื่อกลัวจะทำให้นางไม่สบายตัวจึงรีบปล่อยมือแล้วเช็ดกับผ้าห่มจนแห้งมือน้อยข้างนั้นของซูอันหนิงกลับคว้ามือไปจับไว้อีกนางพลิกตัวตะแคงหันไปอีกด้านพลางดึงแขนเขาข้ามไปกอดไว้แนบอก
การกระทำโดยไร้สติเช่นนี้ของนางกลับทำให้พวกเขาใกล้ชิดกันมากขึ้น
จูเกาเซวียนสะท้านไปทั้งร่างได้แต่นอนแข็งทื่อเมื่อแผ่นหลังเล็กบางแนบกับแผงอกกว้าง
ศีรษะของเขายังคงหน่วงหนักกล้ามเนื้อยังอ่อนแรง เขาจึงเกรงใจคนในอ้อมแขนเพียงครู่เดียวเท่านั้นก็พ่ายแพ้ให้แก่ไออุ่นของนางเสียแล้วใบหน้าซุกซบลงกับกลุ่มผมนุ่ม ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดกระหม่อมของนางเป็นจังหวะ เข้าสู่ห้วงนิทราไปในที่สุด
ยามอิ๋น[1]จูเกาเซวียนลืมตาขึ้นมาตามความเคยชิน อาการปวดหัวทุเลาลงแล้ว เขายังต้องไปประชุมเช้าตามปกติจึงลุกขึ้นจากเตียงเหน็บริมผ้าห่มให้ภรรยาก่อนจะไปแต่งกาย
เสียงเคลื่อนไหวในห้องนอนชั้นในดังขึ้นลี่หนานจึงส่งเสียงถามแผ่วเบา “หวางเย่เพคะ”
จูเกาเซวียนส่งเสียงในลำคอ “อืม”
“บ่าวเตรียมน้ำร้อนไว้แล้วให้ยกเข้าไปหรือไม่เพคะ”
ชายหนุ่มผูกเชือกเสื้อตัวนอกแล้วหยิบหยกพกขึ้นมาเขามองหยกยกอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันไปมองทางเตียงนอนด้วยสายตาอ่อนโยน
“ข้าจะล้างหน้าที่ห้องปีกซ้ายเรียกจางเจี้ยนมาปรนนิบัติก็พอ”
“เพคะ”
ฮั่นอ๋องเดินออกมาจากห้องนอนปลายยามอิ๋นเขาอยู่ในชุดประจำตำแหน่งชินอ๋อง ที่เอวห้อยหยกสองชิ้นและถุงผ้าไหมบรรจุหลีเกาทังสำหรับบรรเทาอาการไอ
เขามองไปที่เตียงนอนอีกครั้งก่อนจะก้าวออกจากห้องไป
เมื่อแสงแดดอุ่นยามเช้าอาบย้อมลงบนขอบหน้าต่างซูอันหนิงก็ลืมตาตื่น
นางพลิกตัวนอนหงายเพื่อหาท่าที่นอนสบายความเจ็บปวดก็แล่นปราดจากท้ายทอยมาจนถึงกะโหลก เสียงร้องโอ้ยดังขึ้นเบาๆ ม่านเตียงพลันถูกแหวกออกทันที
“หวางเฟยค่อยๆ ลุกนะเพคะ”
ซูอันหนิงมองลี่หนานและชางอิงคนหนึ่งเข้ามาช่วยพยุงนางลุก อีกคนเข้ามาแหวกม่านมุ้งไปรวบไว้ข้างเสา
“ข้าเป็นอะไร” นางเอ่ยถามด้วยสีหน้างุนงง
“หวางเฟยได้รับบาดเจ็บเพคะ”ชางอิงตอบเสียงเครือ น้ำตาทำท่าจะไหลลงมาอีก
ซูอันหนิงหลับตาเหมือนกำลังทบทวนภาพเหตุการณ์...นางจำได้แค่ตอนขึ้นรถม้าและอ้อมกอดนั้นหลังจากนั้นก็จำอะไรไม่ได้เลย
ม่านชั้นนอกถูกแหวกออก บ่าวหญิงทยอยยกอ่างน้ำร้อนเข้ามาวางหลังชำระร่างกายเปลี่ยนชุดใหม่แล้ว นางก็ถูกประคองให้ออกมานั่งที่ห้องชั้นนอก
ยาถูกยกเข้ามาเป็นอันดับแรกซูอันหนิงขมวดคิ้ว เหลือบตามองสาวใช้คนสนิทราวกับจะเว้าวอน
“เตรียมผลไม้เชื่อมด้วยเล่าขอห้าชิ้นได้หรือไม่”
ลี่หนานตอบยิ้มๆ “ได้ชิ้นเดียวเพคะ”
ซูอันหนิงกลอกตามือหนึ่งรับชามยาอีกมือบีบปลายจมูกแล้วยกขึ้นดื่มจนหมดในรวดเดียว ใบหน้าเล็กๆยับย่น นางโบกมือเร่งให้รีบยกชามยาออกไป
ครู่ต่อมาประตูก็เปิดออกอีกครั้ง บ่าวเดินเรียงแถวยกสำรับเช้าเข้ามาอย่างเป็นระเบียบ
โจ๊กไก่ฉีกส่งกลิ่นหอมกรุ่นน้ำแกงไก่ตุ๋นยาจีนหอมฟุ้งและไข่ตุ๋นเนื้อเนียน ล้วนเป็นอาหารอ่อนเพื่อสุขภาพซูอันหนิงได้กลิ่นหอมของอาหารแล้วน้ำสอ แต่เมื่อตักใส่ปากกลับรับรู้ได้เพียงรสขมของยาที่เพิ่งดื่มไป
นางเบ้หน้าน้ำตาคลอ ต้องฝืนกลืนโจ๊กลงท้องไป
“ขมอะไรเช่นนี้”
“เช่นนั้นดื่มน้ำแกงไก่ก่อนดีหรือไม่เพคะหวางเฟยดื่มยาไปมาก อาจจะติดลิ้นเจ้าค่ะ”ลี่หนานเลื่อนชามน้ำแกงไก่ตุ๋นสมุนไพรมาตรงหน้า
ซูอันหนิงตักขึ้นมาชิมดีขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย
หลังจากดื่มน้ำแกงไก่จนหมดท้องก็เริ่มอุ่นขึ้นมาบ้างฝืนกินไข่ตุ๋นไปครึ่งชามก็วางช้อน
พออาหารถูกยกออกไปซูอันหนิงถึงได้เงยหน้าขึ้นเหลียวมองไปรอบห้อง“หม่าหมัวมัวและเฉินหลิงไปไหน”
เฉินชิงชิงเดินไปเปิดประตู พยักหน้าเรียกเบาๆหม่าหมัวมัวและเฉินหลิงถึงได้เดินเข้ามาในห้องแล้วคุกเข่าลงโขกศีรษะ
“หวางเฟยโปรดลงโทษบ่าวด้วยเพคะ”
ซูอันหนิงสะดุ้ง “รีบลุกขึ้นพวกเจ้าทำอะไรกัน”
“เป็นความบกพร่องของบ่าวเกือบทำให้หวางเฟย...”
ซูอันหนิงลุกขึ้นจะเข้าไปประคองหม่าหมัวมัวและเฉินหลิงพอลุกขึ้นห้องก็เอียงเหมือนถูกจับพลิก ร่างนางเซถลาไม่รู้ทิศทาง เฉินชิงชิงรีบปรี่เข้ามารับร่างนางไว้ขณะเดียวกันเฉินหลิงก็ผวาลุกขึ้นจะรับ เสียงร้องอุทานจากลี่หนานชางอิงดังไม่น้อยพอคนถูกรับไว้ได้ทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ
ซูอันหนิงถูกพยุงกลับไปนั่งบนเก้าอี้มองหม่าหมัวมัวที่ดูเหมือนจะแก่ขึ้นในชั่วข้ามคืนแล้วจึงหันไปมองเฉินหลิงที่แม้จะดูซีดเซียวอยู่เล็กน้อยแต่ก็ยังดีกว่าหม่าหมัวมัวอยู่มาก
พอคิดว่าสองคนนี้กังวลจนไม่สบายนางก็ไม่ได้คิดสิ่งใดให้มากความอีกนอกจากบอกให้พวกนางลุกขึ้น
“เอาล่ะลุกขึ้นเถิด”
ทั้งหม่าหมัวมัวและเฉินหลิงกลับกล่าวขึ้นพร้อมกัน“ขอหวางเฟยลงโทษบ่าวก่อนเพคะ หากหวางเฟยไม่ลงโทษ หวางเย่ก็ต้องลงโทษบ่าวอยู่ดี”
ซูอันหนิงนิ่งเงียบ ครู่ต่อมาถึงได้กระจ่างแจ้ง...ในฐานะบ่าวติดตามกลับปล่อยให้เจ้านายมีภัยถือเป็นความผิด
แต่เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นความประมาทเลินเล่อของนางเองไม่ใช่ความผิดของผู้อื่นแม้แต่น้อย ซูอันหนิงย่อมทนให้ฮั่นอ๋องลงโทษพวกนางไม่ได้
แต่หากไม่ลงโทษบุรุษผู้นั้นคงไม่ยอมง่ายๆแน่
ขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ซูอันหนิงก็มองเห็นเงาร่างสายหนึ่งซึ่งทาบอยู่หลังบานประตูเจ้าของเงาร่างนั้นไม่รีบเผยตัว แสดงว่าเขากำลังรอให้นางตัดสินใจอยู่
ซูอันหนิงหายใจลึกออกคำสั่งช้าๆแต่ชัดถ้อยชัดคำ
“เฉินหลิง...ข้าจะลงโทษเจ้า จากนี้ไปให้ลาดตระเวนรอบเรือนแทนเฉินชิงชิงและฝึกฝนเปลี่ยนตนเองให้กลายเป็นองครักษ์เงาของข้า”
“ขอบพระทัยหวางเฟยบ่าวจะฝึกให้มากขึ้นเพคะ”
ซูอันหนิงหันมาทางหม่าหมัวมัว“หม่าหมัวข้าจะลงโทษเจ้า... ให้เป็นคนต้มยาของข้าด้วยตัวเองห้ามให้บ่าวในครัวเป็นผู้ทำเด็ดขาด”
“ขอบพระทัยหวางเฟย หม่อมฉันรับบัญชา”
ลี่หนาน ชางอิงถอนหายใจอย่างโล่งอกเฉินชิงชิงมองเจ้านายด้วยแววตาสว่างขึ้น
ด้านนอกห้องบรรทม จูเกาเซวียนยืนนิ่งฟังพระชายาของตนเองออกคำสั่ง สีหน้าจริงจังราวกับกำลังสั่งลงโทษพลทหารใต้บัญชาแต่ละคำสั่งกลับไม่ต่างจากการอภัยโทษ
ใบหน้าเล็กๆ ขึงขังเพียงนั้นเขากลับมองว่าน่ารักมาก
เขาหัวเราะเบาๆ จนกลายเป็นเสียงไอบ่าวในห้องได้ยินแล้วก็พากันลุกขึ้น แยกย้ายไปประจำที่ตนเอง
จูเกาเซวียนหยิบหลีเกาทังขึ้นมาใส่ปากปรับลมหายใจครู่หนึ่งก่อนจะเดินเข้าไปในห้อง
ซูอันหนิงกำลังจะลุกขึ้นไม่ทันได้ขยับตัว ร่างสูงก็ก้าวพรวดพราดเข้ามานั่งใกล้ กดมือนางไว้บนตักเสียงพูดแหบอู้เล็กน้อยเพราะอาการหวัด
“เจ้าไม่สบาย ละพิธีการไปเสียเถอะ”
เขามองสีหน้านางนานขึ้น เอ่ยถามต่อไปว่า“ยังเจ็บอยู่หรือไม่ อีกสักครู่หมอหลวงเซี่ยก็จะมาใส่ยาให้”
ซูอันหนิงมองเห็นแววอาทรจากดวงตาของเขาความอ่อนโยนนี้เป็นของจริง เขาไม่ได้กำลังเล่นละครเลย มันคือสัญญาณของความปรองดอง
คนในบ้านเข้าอกเข้าใจกันเป็นเรื่องดี
แต่ใจนางกับหวิวไหวลมหายใจติดขัดนางกำมือแน่นขึ้น ไม่รู้เพราะอะไรจึงได้รู้สึกเช่นนี้
ราวกับว่า...กำลังไม่พอใจที่เขาอ่อนโยนกับนาง
ซูอันหนิงเหม่อลอยไม่รู้ตัวเลยว่ากำปั้นของนางตกอยู่ในฝ่ามือใหญ่แล้ว เขาค่อยๆคลี่นิ้วของนางที่กำแน่นจนปลายเล็บจิกลงบนฝ่ามือออกจากนั้นประคองไว้ด้วยสองมือถูให้เกิดไออุ่น
“เอาเตาพกของหวางเฟยมา”
หม่าหมัวมัวหันไปรับเตาอุ่นมือมาจากชางอิงแล้วยื่นส่งให้ฮั่นอ๋องจูเกาเซวียนรับมาแล้ววางลงบนอุ้งมือของซูอันหนิง
“หมอหลวงเซี่ยมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เสียงจางเจี้ยนดังขึ้นเขาจึงปล่อยมือนาง หันไปทางประตู
หมอหลวงเซี่ยประสานมือโค้งกาย“คำนับหวางเย่ คำนับหวางเฟย”
จูเกาเซวียนกดมือลงสองครั้ง“รีบเข้ามาใส่ยาให้หวางเฟยเถอะ”
“พ่ะย่ะค่ะ”
หมอหลวงเซี่ยเดินไปด้านหลังพระชายาวางหีบยาลง ประสานมืออีกครั้งแล้วค่อยแกะผ้าปิดแผลออก
“แผลสมานตัวดีแล้วพ่ะย่ะค่ะกระหม่อมขออนุญาตจับชีพจรหวางเฟย”
ลี่หนานขยับเข้ามาวางผ้าแพรบนข้อมือเจ้านายหมอหลวงเซี่ยย้ายมาอีกด้าน ครั้งนี้เขาชีพจรช้ากว่าปกติ ยิ่งนานเหงื่อก็ยิ่งผุดซึมที่ปลายจมูกหว่างคิ้วเหี่ยวย่นยับเข้าหากัน สีหน้าปั้นยากขึ้นเรื่อยๆ
“หวางเฟยทรงมีอาการเวียนหัวคลื่นไส้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
ซูอันหนิงยกมือขึ้นกดขมับ พยักหน้าตอบ“ไม่รู้สึกคลื่นไส้ แต่เวียนหัว”
หมอหลวงเซี่ยกดปลายนิ้วลงไปอีกครั้งสัญญาณชีพจรก็ยังคงเหมือนเดิม เขาเหลือบมองฮั่นอ๋องแวบหนึ่ง ใบหน้าค่อยๆ ซีดเผือด
เขาคือหมอมีหน้าที่ตรวจตรวจเจอสิ่งใดก็มีหน้าที่รายงานไปตามความเป็นจริง...
หมอชราบอกกับตนเองเช่นนั้นขณะชำเลืองมองพระชายาอีกครั้งสีหน้าของเขาเผยความละอายขึ้นมาวูบหนึ่ง เขายกปลายนิ้วขึ้นสูดหายใจยาวราวกับตัดสินใจแล้ว ประคองมือที่สั่นเล็กน้อยเอ่ยตอบตะกุกตะกัก
“ทูลหวางเย่...ชีพจรของหวางเฟย...”เขาเว้นช่วงไปจังหวะหนึ่ง “เป็นชีพจรมงคลพ่ะย่ะค่ะ”
เกิดความเงียบขึ้นกลางห้องเงียบชนิดที่เข็มตกยังได้ยิน
เสียงสูดหายใจของใครสักคนดังขึ้น
“เป็นไปไม่ได้!”
เสียงของฮั่นอ๋องและพระชายาดังขึ้นพร้อมกัน
ทั้งหมอหลวงและบ่าวรับใช้ที่อยู่ในห้องต่างพากันคุกเข่าลงด้วยความตื่นตระหนกบ่าวที่ทำงานใกล้ชิดเจ้านายทั้งสองพระองค์ล้วนรู้ดี
ฮั่นอ๋องและพระชายายังไม่ได้เข้าหอจะมีทายาทได้อย่างไร!
[1] ยามอิ๋น คือเวลาประมาณ 03.00-05.00 น.