เสนาบดีมู่รีบจากไปพร้อมกับเว่ยหานเฉี่ยวทันที
ภายในห้องนอนของมู่หลิงจู จึงเหลือเพียงซูปี้ชิงฮูหยินสามลั่วหนิงอวี้ มู่เซี่ยวโหรวและท่านหมออีกจำนวนหนึ่ง
ลั่วหนิงอวี่กับมู่เซี่ยโหรวยืนอยู่ตรงมุมห้องทั้งสองไม่อาจพูดอันใดได้ จนเวลานี้เสนาบดีมู่และเว่ยหานเฉี่ยวจากไปแล้ว ลั่วหนิงอวี่ถึงค่อยกล้าเอ่ยปากพูดขึ้น
“ท่านพี่ แต่ไหนแต่ไรสกุลมู่ของเราก็มียศตำแหน่งโหญ่โต ครั้งนี้ไม่รู้ว่าใครที่รนหาที่ตายถึงขั้นกล้าทำร้ายคุณชายรองกับคุณหนูสี่กัน”ลั่วหนิงอวี่กล่าว
ได้ยินดังนั้น มู่เซี่ยโหรวที่ยืนอยู่ข้างลั่วหนิงอวี่ก็ส่งเสียงร้องไห้น้ำตาร่วงเผาะลงมาทั้งสองสาย “ใช่เ้าค่ะ พี่สี่เป็คนดีขนาดนี้ กลับถูกคนลอบทำร้ายจนถึงกับเสียอันดับหนึ่งในการประชันอักษรไปแล้วหากเป็ไปได้เซี่ยโหรวอยากรับความเ็ปแทนพี่สี่ยิ่งนัก”
“เอาล่ะ พวกเ้าเองก็กลับไปก่อนเถอะ ที่นี่มีข้าอยู่ดูแลคนเดียวก็พอแล้ว”ซูปี้ชิงี้เีจะทนดูท่าทางเสแสร้งของสองแม่ลูกคู่นี้ จึงเอ่ยปากไล่แขกออกไปตรง ๆ
ลั่วหนิงอวี่พยักหน้ารับ แล้วพามู่เซี่ยโหรวจากไปพร้อมกัน
หลังจากที่ทั้งสองจากไปแล้ว ซูปี้ชิงก็หันไปมองท่านหมอและเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเ็า“ตรวจเจอสาเหตุหรือไม่”
“คุณหนูสี่ถูกคนสาดผงผลเต่าร้าง1 ลงบนร่าง ผลเต่าร้างนั้นร้ายกาจยิ่งนัก หากััร่างกายจะทำให้ิัเป็ผื่นคันจึงเป็สาเหตุว่าทำไมคุณหนูสี่ถึงเกาตัวเองจนใบหน้าและลำคอช้ำเป็จ้ำเืหลายจุด”
“ท่านว่าอะไรนะ” ซูปี้ชิงขมวดคิ้วแน่น ย้อนนึกถึงเหตุการณ์ตอนนั้น
“ตอนนี้ผงนั่นได้สลายไปมากแล้ว คุณหนูสี่แค่ต้องกินยาอีกสองสามเทียบ ฮูหยินก็ไม่ต้องกังวลจนเกินไป”ท่านหมอกล่าว
ซูปี้ชิงพยักหน้าเบา ๆ ในใจเต็มไปด้วยความสงสัย
....................................................................
อีกด้านหนึ่ง ภายในเรือนหยางพิศุทธ์
เว่ยหานเฉี่ยวมองมู่อี้หยางที่นอนหมดสติอยู่บนเก้าอี้นอนทันใดนั้นนางก็ร้องไห้ขึ้นมา “ท่านพี่ ท่านต้องให้ความเป็ธรรมกับอี้หยางนะเ้าคะ!”
เวลานี้เสนาบดีมู่เดือดดาลถึงขีดสุด บุตรชายบุตรสาวเกิดเื่ติดต่อกันถึงสองคนโทสะปะทุขึ้นเต็มอกแต่กลับไร้ที่ระบาย
“หลี่ผิง เ้าพบคุณชายรองได้อย่างไร” เสนาบดีมู่หันไปมองบ่าวรับใช้ที่เพิ่งมารายงานเมื่อครู่
บ่าวรับใช้ที่ถูกเรียกชื่อใอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะก้มหน้าอธิบาย “บ่าวเดินผ่านประตูเรือนมวลบุปผาก็เห็นคุณชายรองอยู่ที่หน้าประตูตอนแรกบ่าวคิดว่าคุณชายรองดื่มจนเมามากแล้ว แต่พอเข้าไปเรียกอยู่สองสามทีก็ไม่เห็นคุณชายรองตอบบ่าวจึงรู้ว่าเกิดเื่ไม่ปกติขึ้นแล้วขอรับ”
“เรือนมวลบุปผางั้นหรือ ที่นั่นไม่ใช่เรือนของคุณหนูสามหรอกหรือ” เว่ยหานเฉี่ยวจับข้อความในคำพูดของหลี่ผิงได้ก็เหลือบมองไปทางเสนาบดีมู่ด้วยสายตาสงสัย
ครั้นได้ยินคำว่าเรือนมวลบุปผาสามคำนี้เสนาบดีมู่ก็ขมวดคิ้วมุ่น แล้วเอ่ยปากขึ้นโดยไม่รู้ตัว “ไม่เกี่ยวอะไรนังหนูนั่นหรอกนางไม่ได้มีความสามารถขนาดนั้น”
“กล่าวมาก็ถูก” เว่ยหานเฉี่ยวขจัดความสงสัยในตัวมู่อวิ๋นจิ่นลงในทันทีปกติเด็กสาวคนนั้นมีแต่จะถูกบุตรชายของนางรังแก จะมีปัญญาทำอะไรบุตรชายนางได้
หลังจากนั้น เสนาบดีมู่ได้ตัดสินใจเรียกผู้คุมนายหนึ่ง“ไปพาทุกคนที่เข้าร่วมงานประชันอักษรวันนี้มาที่จวน ข้าอยากจะสอบถามพวกเขาทีละคน”
“ขอรับนายท่าน”
..................................................
วันรุ่งขึ้น มู่อวิ๋นจิ่นหลับจนตะวันโผล่พ้นขอบฟ้าเมื่อลืมตาตื่นขึ้น นางก็กวาดตามองไปรอบด้าน แล้วหยัดกายลุกขึ้น
“จื่อเซียง” มู่อวิ๋นจิ่นร้องเรียกจื่อเซียง
“เ้าค่ะ” จื่อเซียงผลักประตูเข้ามาทันควัน เมื่อเห็นว่ามู่อวิ๋นจิ่นตื่นแล้วก็ยิ้มพลางกล่าวว่า “บ่าวคิดว่าคุณหนูน่าจะตื่นแล้ว เลยเตรียมน้ำล้างหน้าไว้ให้แล้วเ้าค่ะ”
มู่อวิ๋นจิ่นพยักหน้า ลุกจากเตียง หลังจากล้างหน้าเสร็จแล้วก็หันไปมองจื่อเซียง“เื่ในจวน จัดการเรียบร้อยแล้วหรือยัง”
จื่อเซียงย่อมรู้ดีว่ามู่อวิ๋นจิ่นพูดถึงเื่นั้นนางนิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “นายท่านรายงานเื่นี้ต่อราชสำนักแล้วเ้าค่ะบอกว่าจะสอบปากคำผู้ที่เข้าร่วมงานประชันอักษรทุกคน ฝ่าาเองก็ทรงเห็นด้วยเ้าค่ะ”
“เวลานี้ผู้เข้าประชันขันอักษรเ่าั้ถูกคุมตัวอยู่ในจวนหมดแล้ว รวมถึงผู้ชนะปีนี้เองก็ถูกนำตัวกลับมาคุมไว้เช่นกัน”
มู่อวิ๋นจิ่นเลิกคิ้วสูง “วุ่นวายไปถึงฮ่องเต้แล้วหรือ”
พูดจบ มู่อวิ๋นจิ่นก็เปลี่ยนเื่ “ดูท่าพวกเขาคงต้องตัดข้าออกจากผู้ต้องสงสัยแล้วหมดสนุกเลยจริง ๆ”
จื่อเซียงเบ้ปากจนปัญญา แต่ก็แอบรู้สึกโล่งใจอยู่บ้าง
“คุณหนู พรุ่งนี้ท่านต้องเข้าวังตามรับสั่ง เดิมทีคุณหนูสี่เองก็ได้รับสั่งให้เข้าวังไปพร้อมกับท่านแต่ตอนนี้นางาเ็ คงน่าจะไปไม่ได้แล้ว” จื่อเซียงกล่าว
“ไม่แน่หรอก” มู่อวิ๋นจิ่นกล่าวพลางลูบคาง “พูดถึงเื่อาการาเ็ของนางอย่างไรข้าก็เป็พี่สาวร่วมมารดาของนาง ควรไปเยี่ยมนางดีหรือไม่”
จื่อเซียงได้ยินว่ามู่อวิ๋นจิ่นจะไปเยี่ยมมู่หลิงจูนางก็รู้สึกเหมือนใจแขวนอยู่บนเส้นด้ายอีกครั้ง “คุณหนู อย่าดีกว่าเ้าค่ะ แต่ก่อนคุณหนูสี่ก็ไม่ได้เห็นท่านอยู่ในสายตาไม่เคยมองว่าท่านเป็พี่สาวแท้ๆ แล้วทำไมตอนนี้ท่านต้องไปเยี่ยมนางด้วยล่ะเ้าคะ”
“แม้แต่เ้าก็ยังพูดว่านางไม่เคยเห็นข้าเป็พี่สาว ในเมื่อเป็เช่นนั้นแล้วยากนักที่นางจะพลาดท่าเสียที ข้าจะปล่อยโอกาสเหยียบซ้ำแบบนี้ไปได้อย่างไร”
มู่อวิ๋นจิ่นคิดแล้วก็ตื่นเต้น หลังจากแต่งตัวเสร็จแล้วนางก็เดินออกจากห้องนอน
แม้ว่าจื่อเซียงจะพยายามรั้งนางไว้อย่างสุดชีวิตแต่มู่อวิ๋นจิ่นก็ไม่ยอมละทิ้งความตั้งใจ นางเอื้อมมือออกไปจิ้มหน้าผากจื่อเซียงพลางกล่าวว่า“จื่อเซียงนะ จื่อเซียง หัดใจกล้าบ้างเถิด”
“คุณหนู…” จื่อเซียงเบ้ปาก ไม่กล้าพูดต่อ
“เอาล่ะ รอข้ากลับมาแล้วกัน”
พูดจบ มู่อวิ๋นจิ่นก็ออกจากประตูเรือนมวลบุปผาแล้วมุ่งหน้าตรงไปยังหอมุกดา
.........................................
ภายในหอมุกดา มู่หลิงจูอาการดีขึ้นจากวันก่อนไม่น้อยแต่เมื่อเห็นรอยเืบนใบหน้าตนเองที่เกิดจากการเกา นางก็โกรธจนปัดกระจกทองสัมฤทธิ์ตกลงติดๆกันสามบาน
พรุ่งนี้เป็วันที่ต้องเข้าวังไปพบฉินไท่เฟยแล้วไม่แน่ว่านางอาจจะได้พบกับองค์ชายหกผู้ที่ตนเฝ้าคะนึงหามาโดยตลอดด้วยเช่นกัน เพียงแค่คิดนางก็มิอาจทำใจไปเจอกับองค์ชายหกด้วยสภาพใบหน้าเช่นนี้ได้
“จูเอ๋อร์ เ้าใจเย็นๆ ก่อน ท่านหมอบอกว่ารอยเืบนใบหน้าเ้าจะค่อย ๆสมานตัว ไม่ทิ้งรอยแผลเป็ไว้” ซูปี้ชิงเห็นว่าหลังจากที่มู่หลิงจูตื่นขึ้นก็เอาแต่หน้าดำคร่ำเครียดจึงเอ่ยปลอบนาง
“พรุ่งนี้ข้าต้องเข้าวังไปพบฉินไท่เฟยใบหน้าข้ายับเยินเช่นนี้ จะต้องพลาดโอกาสดีแน่ๆ” ครั้นมู่หลิงจูคิดว่าตนเองไม่อาจเข้าวังได้ ในใจก็พลันโกรธเคืองขึ้นมา
ซูปี้ชิงมองบุตรสาวที่ยามปกติมักจะนิ่งอยู่เสมอแต่เวลานี้กลับกระวนกระวาย เอาแต่ทอดถอนใจไม่หยุด นางก็เคลื่อนตัวไปนั่งข้างเตียงมู่หลิงจูพลางยื่นมือไปกุมมือนางไว้ ก่อนจะเอ่ยกับว่า “จูเอ๋อร์ เ้าวางใจเถิด ของที่เ้าไม่อาจอวิ๋นจิ่นยิ่งไม่มีสิทธิ์ได้”
“ท่านแม่ ในเมื่อเป็เช่นนี้แล้ว พรุ่งนี้ท่านมีวิธีขัดขวางนางกระสอบฟางนั่นไม่ให้นางเข้าวังหรือไม่”มู่หลิงจู มองซูปี้ชิง ราวกับคว้าฟางเส้นสุดท้ายเผื่อจะช่วยชีวิตตนเอาไว้ได้
ซูปี้ชิงได้ยินดังนั้นก็ยิ้มอย่างมีเลศนัยหยิบขวดกระเบื้องใบหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ “สิ่งที่บรรจุอยู่ด้านในขวดก็คือผงเต่าร้างตอนนี้ในจวนยังสืบหาตัวคนร้ายที่ทำร้ายเ้ากับพี่รองไม่ได้ หากมีผู้าเ็เพิ่มอีกคนก็คงไม่เแปลกอะไร”
คำพูดของซูปี้ชิงทำให้มู่หลิงจูดวงตาเปล่งประกายขึ้นมาเมื่อวานนี้นางได้รู้ถึงความร้ายกาจของผงเต่าร้างนี่แล้ว โชคดีที่ท่านพ่อช่วยนางไว้ได้ทันจึงไม่ได้เป็อะไรมาก
แต่หากผงเต่าร้างนี่ถูกโรยลงบนตัวมู่อวิ๋นจิ่นแล้วไม่มีคนมาช่วยนางล่ะก็เช่นนั้นใบหน้างดงามของมู่อวิ๋นจิ่นก็คงยับเยินเป็แน่
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ มู่หลิงจูก็ไม่อาจเก็บซ่อนความตื่นเต้นดีใจเอาไว้ได้
ขณะกำลังครุ่นคิดเกี่ยวกับเื่นี้ สาวใช้คนหนึ่งก็เดินเข้ามาก่อนจะทำความเคารพซูปี้ชิงและมู่หลิงจู “ฮูหยิน คุณหนูสามได้ทราบเื่ของคุณหนูสี่แล้วตอนนี้มายืนรออยู่ด้านนอก อยากจะขอพบคุณหนูสี่เ้าค่ะ”
“มู่อวิ๋นจิ่นมางั้นหรือ” มู่หลิงจูประหลาดใจ แต่พอเหลือบไปเห็นผงเต่าร้างขวดนั้นนางก็กล่าวอย่างตื่นเต้นขึ้นมาทันควัน “เร็วเข้า ให้นางเข้ามา”
ซูปี้ชิงเองก็เห็นด้วยกับวิธีการของมู่หลิงจูหลังจากนางลุกยืนก็เทผงเต่าร้างขวดนั้นลงในผ้าไหมผืนหนึ่ง ห่อมันแล้วกำไว้ในมือแน่น
มู่อวิ๋นจิ่นรีบเข้าไปในห้องนอนของมู่หลิงจูเมื่อเข้ามาด้านในมู่อวิ๋นจิ่นยังไม่ทันได้กล่าวอะไร ก็เห็นมู่หลิงจูที่นอนอยู่บนเตียงเอ่ยปากพูดกับนาง“ท่านพี่ ท่านมาแล้ว”
เพียงได้ยินคำว่าท่านพี่ ก็ทำให้มู่อวิ๋นจิ่นรู้สึกเย็นเยียบในใจขึ้นมาทันที
“หลิงจู ได้ยินว่าเ้าได้รับาเ็ไม่เป็อะไรมากใช่หรือไม่” มู่อวิ๋นจิ่นร่วมแสดงไปกับมู่หลิงจูนางเดินไปตรงข้างเตียงมองมู่หลิงจูด้วยสีหน้าเป็ห่วง
อีกด้านหนึ่งซูปี้ชิงก็ยกเก้าอี้มาให้มู่อวิ๋นจิ่นซึ่งเป็เื่ที่ไม่ค่อยจะปกติเท่าไรนัก “อวิ๋นจิ่น นั่งก่อนเถอะ จูเอ๋อร์อารมณ์ไม่ค่อยดีเ้าเป็พี่สาวก็ควรอยู่คุยเป็เพื่อนนางเสียหน่อย”
มู่อวิ๋นจิ่นพยักหน้า ตอนที่เข้าห้องมานางแอบเหลือบมองไปทางซูปี้ชิงก็เห็นว่าอีกฝ่ายเอาแต่กำมือแน่นมาโดยตลอด
“ท่านพี่ ท่านดูข้าสิ เมื่อวานข้าต้องทนทุกข์ทรมานมากแล้ว” มู่หลิงจูลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงเอื้อมมือไปจับมือมู่อวิ๋นจิ่นอย่างสนิทสนม
มู่อวิ๋นจิ่นเผยให้เห็นความกังวลผ่านสายตาความนัยลึกล้ำถูกซ่อนอยู่ในดวงตาคู่นั้น แต่ั้แ่ต้นจนจบมู่อวิ๋นจิ่นกลับมุ่งความสนใจไปที่ซูปี้ชิงที่คอยวนเวียนอยู่ด้านหลังของตน
วันนี้สองแม่ลูกคู่นี้ทำท่าทีสนิทสนมกับนางหากไม่เสแสร้งก็แปลกไปแล้ว
“ช่างน่าสงสารจริงๆ แต่ข้าได้ยินว่าท่านพ่อได้ลงมือตรวจสอบเื่นี้แล้วคิดว่าไม่นานคงพาตัวคนที่ทำร้ายเ้าออกมาได้”
“ถึงเวลานั้น ข้าจะเป็คนแรกที่ไม่ปล่อยให้มันรอดไปแน่” มู่อวิ๋นจิ่นยิ้มกล่าวพลางมองมู่หลิงจู
มู่หลิงจูพยักหน้ายิ้มรับ บนใบหน้าปรากฎรอยยิ้มจางๆดวงตาหลุกหลิกมองไปทางด้านหลังมู่อวิ๋นจิ่นเป็ครั้งคราวด้วยท่าทางกระวนกระวาย
ครั้นััได้ว่าคนที่อยู่ด้านหลังค่อยๆคลายฝ่ามือออกพร้อมกับขยับมือขึ้น มู่อวิ๋นจิ่นก็ยกยิ้มมุมปากเบา ๆ อย่างเ้าเล่ห์แววตาของนางก็ปรากฏรอยยิ้มออกมาอย่างเด่นชัด
เมื่อมือของซูปี้ชิงเคลื่อนมาถึง้าหัวของมู่อวิ๋นจิ่นแล้วมู่อวิ๋นจิ่นที่แต่เดิมนั่งอยู่บนเก้าอี้ก็พลันชี้ไปทางด้านหลังมู่หลิงจูพร้อมกับร้องเสียงหลง
“โอ้โห แมลงตัวใหญ่มากเลย!”
พูดจบ นางก็คว้าผ้านวมที่มู่หลิงจูห่มสะบัดข้ามหัวไปด้วยความเร็วดุจสายฟ้าผ้านวมทั้งผืนทับลงบนร่างซูปี้ชิงเข้าเต็มๆ
“ท่านแม่!” มู่หลิงจูหวีดร้องเสียงแหลม มองไปด้านหลังมู่อวิ๋นจิ่นถึงเริ่มได้สติกลับมา
“ท่านแม่ ท่านไม่เป็อะไรใช่หรือไม่” มู่อวิ๋นจิ่นหมุนตัวกลับไป แกล้งดึงชายผ้านวมขึ้นแล้วถอนหายใจเบา ๆ “ตอนแรกข้าแค่จะจัดการเ้าแมลงั์นั่น ใครเล่าจะรู้ว่าผ้านวมผืนนี้จะหนักไปหน่อย”
“กรี๊ด!!!” ขณะนั้นเอง ไม่ทันรอให้มู่อวิ๋นจิ่นดึงผ้านวมออก เสียงกรีดร้องของซูปี้ชิงก็ดังทะลุผ้านวมออกมา
มู่อวิ๋นจิ่นชะงักไปชั่วขณะนางใถอยหลังไปหนึ่งก้าวแสร้งทำท่าประหลาดใจ “ท่านแม่ ท่านเป็อะไรไป”
“มู่อวิ๋นจิ่น เ้ายังยังไม่รีบไสหัวไปอีก!” มู่หลิงจูตะคอกมู่อวิ๋นจิ่นออกมาในที่สุด
มู่อวิ๋นจิ่นยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ พลางกระพริบตาอย่างไร้เดียงสา“จูเอ๋อร์ ข้าไม่ได้ตั้งใจจะโยนผ้านวมใส่ท่านแม่ ทำไมเ้าต้องโกรธมากขนาดนี้ด้วย ข้าจะช่วยยกผ้านวมออกให้ท่านแม่ก็ยังไม่ได้งั้นหรือ”
“ไป รีบไสหัวไปซะ! ใครก็ได้ ลากตัวนางออกไปเดี๋ยวนี้”
“เอาเถอะ ข้าไปเองก็ได้” มู่อวิ๋นจิ่นถอนหายใจเบาๆ แสร้งทำท่าทางปวดใจแล้วก็เดินออกจากห้องไปอย่างช้า ๆ
ทันทีที่ก้าวออกจากประตูห้องของมู่หลิงจูด้านในก็มีเสียงหวีดร้องที่ซูปี้ชิงอดกลั้นอยู่นานดังสะท้อนออกมา พร้อมกับเสียงกรีดร้องของมู่หลิงจู
“เร็ว รีบตามหมอมา!”
--------------------------------------------------------------------------
[1]เต่าร้าง หมายถึง พืชในวงศ์ปาล์ม เป็ปาล์มกอ ขนาดใหญ่ เปลือกผลทำให้ระคายเคืองลําต้นของต้นเต่าร้างจะมีขนและพิษคัน