ร้านขายของเก่าหมายเลข 10

    ตอนที่ 32 ประลอง

    ณ ลานประลอง

    เสิ่นตั้วและพ่อเฒ่าฝางเฉียนต่างพากันชักดาบและฟาดฟันต่อสู้กันไปบนอากาศ การเคลื่อนไหวของทั้งคู่นั้นรวดเร็วมาก ทำให้คนภายนอกมิอาจจับภาพได้ทัน เลยไม่รู้เลยว่าใครกันที่ได้เปรียบเสียเปรียบ

    การต่อสู้ดำเนินต่อไปจนครบสองชั่วยาม ทั้งสองถึงลงมาต่อสู้ตรงลานประลอง และพอจะเริ่มฟาดฟันกันอีกครั้งก็พบว่าดาบของจอมยุทธ์ทั้งสองต่างหักกันทั้งคู่ นั่นหมายความว่าทั้งสองต่างต่อสู้อย่างเต็มที่แบบเอาเป็นเอาตาย

    “พวกเรามาต่อสู้ด้วยมือเปล่ากันดีกว่า” เสิ่นตั้วกล่าว

    “ตามใจเจ้า” ท่านพ่อเฒ่าไม่เกี่ยงอยู่แล้ว

    และทั้งสองก็ต่อสู้ต่อไปอีกหนึ่งชั่วยามซึ่งทุกคนที่อยู่รอบลานประลองก็พากันจับจ้องอย่างไม่วางตา

    จางฟงหนึ่งในประมุขฝ่ายธรรมะ เขาจดจำกระบวนท่าของเสิ่นตั้วได้ และเขาก็มีประสบการณ์ในการประลองกับชายผู้เจ้าเล่ห์คนนี้มาแล้ว ดังนั้นเมื่อจางฟงจับสังเกตได้ เขาก็เลยรีบตะโกนบอก “ท่านพ่อเฒ่า! ระวัง! เขาจะซัดเข็มพิษใส่ท่าน”

    เมื่อท่านพ่อเฒ่าได้ยินดังนั้น เขาก็รีบหลบได้ทันควันพอดี จึงรอดอย่างหวุดหวิด

    “เจ้าเป็นถึงประมุขพรรคฝ่ายธรรมะ เจ้ากล้าเล่นลอบกัดแบบนี้ได้อย่างไร” ท่านพ่อเฒ่านึกไม่ถึง

    “งั้น ข้าจะแสดงให้ดูว่าข้าไม่ใช่ฝ่ายธรรมะ” เสิ่นตั้วขับพลังลมปราณที่เก็บซ่อนออกมาทำให้ตอนนี้เขาได้กลายสภาพเป็นมารเต็มตัว

    “ที่แท้เจ้าก็แอบฝึกวิชามาร เจ้าไม่ละอายใจต่อประมุขพรรคกงซานรุ่นก่อนๆ บ้างเลยงั้นหรือ” ท่านพ่อเฒ่าแอบผิดหวังแทน เพราะประมุขรุ่นก่อนๆ ของพรรคกงซานได้สร้างความดีความชอบและชื่อเสียงไว้มากมาย

    “พวกเขาจะต้องยกย่องข้าต่างหาก เพราะข้าสามารถนำพรรคไปจนถึงขั้นได้เป็นจ้าวยุทธภพไงล่ะ” เสิ่นตั้วอวด

    ทั้งสองฝ่ายต่างรวบรวมพลังลมปราณและซัดฝ่ามือใส่กัน หลังจากที่มือทั้งสองคนประกบกัน แรงปะทะทำให้ทั้งสองถูกผลักออกไปนอกลานประลองไปไกลมาก จนไม่รู้เลยว่าสภาพของทั้งสองนั้นเป็นอย่างไรบ้าง

    แต่ผ่านไปไม่นาน ทั้งสองก็วิ่งไปบนอากาศและกลับมาสู่ลานประลองอีกครั้ง

    “อึดใช่เล่นเลยนะ” เสิ่นตั้วนึกไม่ถึงเพราะฝ่ายตรงข้ามเป็นชายชรา

    “ข้าจะแสดงให้เจ้าดูว่า คนรุ่นก่อนๆ นั้นสามารถฝึกฝนตนโดยไม่ต้องพึ่งวิชามารได้อย่างไร” ท่านพ่อเฒ่ากล่าว

    “ข้าก็จะแสดงให้ท่านเห็นว่าการสู้แบบไม่เจียมสังขารมันเป็นยังไง” เสิ่นตั้วเองก็ไม่ยอมแพ้

    ท่านผู้เฒ่าต่อสู้กับมารเสิ่นตั้วสูสีกันมากแบบไม่มีใครยอมใคร และการเคลื่อนไหวก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนกระทั่งเสิ่นตั้วซัดพลังขั้นสุดใส่ท่านพ่อเฒ่า ดีที่ท่านพ่อเฒ่าหลบทัน ในความเป็นจริงท่านพ่อเฒ่าไม่ได้ต้องการเอาชนะเสิ่นตั้วเพื่อชิงตำแหน่งจ้าวยุทธภพ แต่เพื่อกำจัดผู้ที่มีจิตใจเป็นมาร ท่านพ่อเฒ่าจึงซัดฝ่ามือมังกรใส่ผู้อ่อนเยาว์กว่าไปเต็มๆ จนกระทั่งเสิ่นตั้วกระอักเลือดและคุกเข่าไปกับพื้น

    “ท่านแพ้แล้ว” จางฟงตะโกนบอก

    ถึงเสิ่นตั้วคุกเข่าไปอย่างนั้น เขาก็ยังใช้วิธีพูดยั่วยุเพื่อทำให้ผู้อาวุโสกว่าเกิดธาตุไฟเข้าแทรก “ข้าไม่ยอมแพ้แค่นี้หรอก ข้ามีเรื่องจะบอกเจ้า”

    “จะสั่งเสียอะไรก็ว่ามา” ท่านพ่อเฒ่ากล่าว

    “ท่านรู้มั้ยว่าข้าได้จับลูกสาวของท่าน และข้าก็กรอกยาพิษสลายตัวตนให้นางกิน ในตอนนี้นางได้กลายเป็นทาสของข้า ยอมทำทุกอย่างตามคำสั่งของข้าด้วย” เสิ่นตั้วยิ้มมุมปาก

    “ข้าไม่มีลูกสาว เจ้าไปฟังเรื่องราวมาจากที่ไหน” ท่านพ่อเฒ่างง

    “นางบอกข้าเองว่านางคือ อี้หลิน เป็นลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของเจ้า” เสิ่นตั้วเองก็ฉงนที่ท่านพ่อเฒ่าทำท่างงแบบนั้น

    “อี้หลินงั้นหรือ ละ แล้ว นางมากับเจ้าด้วยหรือเปล่า” ท่านพ่อเฒ่ารีบถามและมองไปโดยรอบ

    “แน่นอน นางต้องมาแน่ เพราะข้าจะให้นางเป็นหนึ่งในจอมยุทธ์หญิงที่กำจัดทุกคนในฝ่ายธรรมะไงล่ะ” เสิ่นตั้ววางแผนจะฆ่าทุกคนที่อยู่ฝ่ายศัตรู

    อยู่ดีๆ ท่านพ่อเฒ่าฝางเฉียนก็ตะโกนบอกทุกคนว่า “ข้ามีธุระ ข้าขอตัวก่อนนะ” และท่านพ่อเฒ่าก็เผ่นหนีเหมือนกลัวอะไรบางอย่าง

    “ท่านพ่อเฒ่า! เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ ท่านจะไปที่ไหนขอรับ” จางฟงตะโกนถาม แต่ไม่ทันเสียแล้ว เพราะท่านพ่อเฒ่ากระโดดหนีหายไปแล้ว

    “ท่านแพ้แล้วนะเสิ่นตั้ว ท่านไม่ได้เป็นจ้าวยุทธภพอีกต่อไปแล้ว” กรรรมการคนหนึ่งประกาศ

    “ใครบอกล่ะ วันนี้ข้าจะกำจัดผู้ที่ต่อต้านข้าให้หมด” มารเสิ่นตั้วลุกขึ้นยืนและควักขลุ่ยหยกมาเป่าเพื่อควบคุมให้จอมยุทธ์หญิงกำจัดจอมยุทธ์ฝ่ายธรรมะและผู้ที่ต่อต้านเสิ่นตั้วให้หมด

    หนึ่งในจอมยุทธ์หญิงก็มีอี้หลินอยู่ด้วย ทำให้ตอนนี้ จอมยุทธ์หญิงนับสามสิบคนต่างกระโจนเข้าไปต่อสู้กับจอมยุทธ์ฝ่ายธรรมะ นั่นจึงเกิดการต่อสู้กันพัลวัน

    ส่วนจอมยุทธ์ฝ่ายมารก็นั่งดูเฉยๆ พวกเขาไม่ได้ให้การช่วยเหลือใดๆ ทำเพียงเป็นผู้ชมอย่างเดียวเท่านั้น

    ผ่านไปไม่นาน อี้หลินก็แอบไปหยิบผีผา (เครื่องดนตรีมีลักษณะเป็นเครื่องสาย เล่นด้วยการใช้นิ้วดีด) นางดีดเพลงแข่งกับเสียงขลุ่ย นั่นจึงทำให้จอมยุทธ์หญิงที่ตกอยู่ในมนตร์สะกดเปลี่ยนเป้าหมายใหม่ไปกำจัดมารเสิ่นตั้วแทน

    มารเสิ่นตั้วตกใจอย่างมาก จากที่เขายืนเป่าขลุ่ยก็ต้องยอมหยุดเป่า และรีบรับมือกับจอมยุทธ์หญิงนับสามสิบคนที่กรูกันเข้าไปต่อสู้กับมารเสิ่นตั้ว โดยที่อี้หลินยังคงดีดผีผาต่อไปไม่หยุด

    “พวกเจ้าทรยศข้าอย่างนั้นหรือ” เสิ่นตั้วรู้สึกเจ็บใจ

    “พวกเราไม่ได้สวามิภักดิ์ท่านตั้งแต่แรก พวกเราจะทรยศท่านได้อย่างไร” อี้หลินตอบโดยที่ยังดีดผีผาไม่หยุด

    “เจ้าสามารถใช้ผีผาควบคุมบริวารของข้าได้อย่างไร และทำไมเจ้าถึงไม่ถูกข้าควบคุม” เสิ่นตั้วไม่เข้าใจ

    “เจ้าปัญหาจริงๆ เลยนะ ข้าจะบอกเจ้าให้เอาบุญ ข้าคือมารแม่มด ร่างกายภายนอกของข้านั้นเป็นเหมือนสาวอายุ 20 ปี แต่ความจริงคือข้านั้นมีอายุ 65 ปีแล้ว ดังนั้นยาสลายตัวตนของเจ้ามิอาจทำอะไรข้าได้เพราะข้าไม่ได้อยู่ในวัยสาว” อี้หลินกล่าว

    “แล้วที่เจ้าอาสาเอายาให้จอมยุทธ์หญิงคนอื่นทานนั่นล่ะ อย่าบอกนะว่า…” เสี่นตั้วนั้นได้เสียรู้ไปแล้ว

    “555 มันเป็นยาปลอม ผู้หญิงพวกนี้ไม่ได้ตกอยู่ใต้อำนาจของท่านหรอก ข้าแค่สอนให้พวกนางเล่นละครให้เหมือน เพื่อที่ว่าวันหนึ่งจะได้ร่วมมือกันกำจัดท่านไงล่ะ และผีผาที่ข้าเล่นก็เพื่อเป็นสัญญาณให้พวกนางเลิกแสดงละครได้แล้วก็เท่านั้นเอง” อี้หลินอธิบาย

    “นางมารร้าย อย่าอยู่เลย” เสิ่นตั้วรู้สึกแค้นใจ

    มารเสิ่นตั้วผลักพลังให้กระจายออกทุกทิศทุกทาง ทำให้หญิงสาวที่ถูกซัดพลังใส่พากันได้รับบาดเจ็บจนกระอักเลือดไปตามๆ กัน

    ตอนนี้มารเสิ่นตั้วได้มุ่งตรงไปหามารแม่มดนามว่าอี้หลิน ที่ตอนนี้นางได้หยุดดีดผีผาไปแล้ว

    สองคนปะมือกันอย่างไม่มีใครยอมใคร แต่ทว่าสักพัก เสิ่นตั้วก็กระอักเลือดขึ้นมาเองและคุกเข่าไปกับพื้น

    “เกิดอะไรขึ้นกับข้า” เสิ่นตั้วไม่เข้าใจ

    “เจ้าคิดว่าพรรคฝ่ายมารยอมสวามิภักดิ์ต่อเจ้าจริงๆ อย่างนั้นหรือ” อี้หลินกล่าว

    “หมายความว่ายังไง” เสิ่นตั้วสงสัย

    “เจ้าหันไปมองสิ ขนาดเจ้าบาดเจ็บสาหัสแบบนี้แล้ว ยังไม่มีใครลุกมาช่วยเจ้าเลยสักคน พวกเขาแค่มองดูเจ้าเท่านั้น” อี้หลินชี้ให้ดู

    “ทำไมข้าถึงไม่มีเรี่ยวแรงเลยล่ะ” เสิ่นตั้วรู้สึกได้ถึงความผิดปกติของร่างกาย

    “เจ้าคงถูกพิษ ถ้าข้าคาดการณ์ไม่ผิด น่าจะเป็นพิษของมารอสรพิษนะ” อี้หลินสังเกตจากอาการ

    “นี่เขาทรยศข้าอย่างนั้นหรือ” เสิ่นตั้วอุตส่าห์ไว้ใจมารอสรพิษมากที่สุด

    “เปล่าหรอก! เขาเองก็เหมือนข้า เขาไม่ได้สวามิภักดิ์ต่อเจ้าตั้งแต่แรก แต่แสร้งทำเป็นเคารพนับถือเจ้าเพื่อรอดูจุดจบของเจ้าต่างหาก” อี้หลินอธิบาย

    “ข้าขอยาถอนพิษจะได้มั้ย” เสิ่นตั้วขอร้อง

    “ขอโทษด้วย ใครๆ ก็รู้ว่ามารอสรพิษผลิตยาพิษแบบรุนแรงมากและไม่มียาแก้ ดังนั้นจึงไม่มีใครกล้ายุ่งเกี่ยวกับเขานอกจากเจ้า” อี้หลินกล่าว

    เสิ่นตั้วฝืนตัวลุกขึ้นยืนเพื่อให้เขาดูสง่าผ่าเผยมากที่สุด แต่ทว่าในตอนนี้พิษไปแพร่กระจายไปทั่วร่างแล้ว ความจริงพิษชนิดนี้จะค่อยๆ ออกฤทธิ์อย่างช้าๆ แบบไม่รู้ตัว แต่เพราะเสิ่นตั้วเข้าประลองและใช้พลังขั้นสุดในการต่อสู้ นั่นยิ่งเป็นการเร่งให้พิษออกฤทธิ์ได้เร็วมากขึ้น เสิ่นตั้วหายใจรวยรินและเริ่มมองเห็นภาพหลอน เขามองเห็นว่ามีผู้คนมากมายไม่ว่าจะเป็นฝ่ายธรรมะหรือฝ่ายมารต่างพากันคุกเข่ายอมสวามิภักดิ์ต่อเขาแต่เพียงผู้เดียว นั่นจึงทำให้เสิ่นตั้วถึงกับยิ้มออกมา แต่ทว่าสักพักทุกอย่างก็มลายหายไปเหลือเพียงความว่างเปล่า นั่นจึงทำให้เสิ่นตั้วมีน้ำตาไหลพราก จนกระทั่งสติของเสิ่นตั้วได้ดับวูบไป หัวใจของชายที่เคยเป็นจ้าวยุทธภพได้หยุดเต้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้เขาก็เลยล้มหงายหลังไป

    จางฟงวิ่งเข้าไปดู และจับชีพจรให้ เขาตะโกนบอกทุกคนว่า “เสิ่นตั้วตายแล้ว”

    “เอาล่ะ! ไม่มีจ้าวยุทธภพอะไรอีกแล้ว พวกเราก็ใช้ชีวิตเหมือนดังเดิม คือต่างคนต่างอยู่ ห้ามยุ่งเกี่ยวกันตกลงมั้ย” ตัวแทนฝ่ายมารกล่าว

    “ตกลงตามนี้” จางฟงเห็นด้วย

    ดังนั้นจอมยุทธ์ทุกคนที่มีนิสัยรักอิสรเสรีก็เลยพากันแยกย้ายกลับสำนักของตน โดยที่จะไม่มีจ้าวยุทธภพมาปกครองหรือควบคุมพวกเขาอีก

    มารแม่มดหรืออี้หลินตะโกนบอกหญิงสาวว่า “ขอบคุณที่ช่วยแสดงละครนะ”

    “พวกข้าเองก็ขอบคุณที่ท่านทำให้พวกข้ารอดพ้นจากการตกเป็นเหยื่อขบวนการล้างสมองเจ้าค่ะ” ตัวแทนจอมยุทธ์หญิงกล่าวขอบคุณ

    “แยกย้ายกันได้แล้ว ต่อไปก็ระวังตัวด้วย จงอย่าเชื่อใจใครง่ายๆ อีก” อี้หลินเตือน

    “เจ้าค่ะ” จอมยุทธ์หญิงทุกคนรับคำ

    สักพักมารแม่มดก็เดินไปหากลุ่มจอมยุทธ์ฝ่ายธรรมะ

    “ขอบคุณท่านมากที่ช่วยเหลือพวกเราทุกคน” จางฟงกล่าว

    “ข้าก็แค่ทำเพื่อตัวเอง ข้าเบื่อที่ต้องแสดงละครโดยทำทีว่าเคารพนับถือเสิ่นตั้วก็เท่านั้นเอง” มารแม่มดหรืออี้หลินกล่าว

    “ถึงกระนั้นก็เป็นการกำจัดมารชั่วอย่างเสิ่นตั้วและขจัดขบวนการล้างสมองให้สิ้นซากได้” จางฟงยังคงยกย่อง

    “พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าพ่อเฒ่าฝางเฉียนอยู่ที่ไหน” อี้หลินรีบถาม

    ทุกคนพากันส่ายหน้า

    ชายสวมหน้ากากกำลังจะบอก แต่องค์รัชทายาททรงจับแขนเขาไว้เพื่อยั้งไม่ให้เขาพูด เพราะต้องการรู้วัตถุประสงค์ของฝ่ายหญิงเสียก่อน

    “ว่าแต่ท่านต้องการพบพ่อเฒ่าฝางเฉียนทำไมงั้นหรือ” ชายสวมหน้ากากรีบถาม

    “ก็เขาคือสามีของข้าน่ะสิ” อี้หลินกล่าว

    “แต่พ่อเฒ่าอายุมากแล้วนะ” ชายสวมหน้ากากอึ้ง

    “ข้าเองก็อายุ 65 ปีแล้ว พวกเราคบกันตั้งแต่หนุ่มสาวแล้ว” อี้หลินกล่าว

    “เอ้อใช่ ข้าลืมไป ว่าท่านคือมารแม่มดที่สามารถคงสภาพตัวเองให้กลายเป็นสาวตลอดเวลาได้” จางฟงนึกขึ้นได้

    “พวกเราจะรู้ได้อย่างไรว่าท่านไม่ได้โกหก ถ้าท่านคือฮูหยินของท่านพ่อเฒ่าจริง เหตุใดเมื่อท่านพ่อเฒ่าได้ยินชื่อท่าน ก็รีบเผ่นหนีทันทีเลยล่ะ” องค์รัชทายาททรงสงสัย

    “ตอนสมัยสาวๆ หม่อมฉันแต่งงานกับเขาโดยปกปิดตัวตนที่แท้จริง แต่พอเขามารู้ทีหลังว่าหม่อมฉันอยู่ฝ่ายมารและกำลังจะถูกแต่งตั้งให้เป็นเจ้าสำนัก เขาก็เลยตัดขาดจากหม่อมฉัน แต่ตอนนี้หม่อมฉันยกตำแหน่งให้ศิษย์เอกของหม่อมฉันไปแล้ว หม่อมฉันเป็นอิสระแล้ว หม่อมฉันก็เลยอยากใช้ชีวิตม่านปลายกับเขาเพคะ” มารแม่มดกล่าว

    องค์รัชทายาททรงมองออกว่าฝ่ายหญิงไม่ได้โกหก ก็เลยตรัสว่า “เจ้าจงมอบแผนที่ที่ซ่อนของท่านพ่อเฒ่าฝางเฉียนให้แก่นางเถิด การหนีไม่ใช่หนทางแก้ปัญหา ให้พวกเขาได้คุยตกลงกันให้เป็นที่เรียบร้อย คงดีกว่าให้ทั้งสองต้องอยู่แบบรู้สึกติดค้างกันแบบนี้ไปชั่วชีวิต”

    “พะย่ะค่ะ” ชายสวมหน้ากากยอมมอบแผนที่ให้มารแม่มดแต่โดยดี

    “ขอบใจนะพ่อหนุ่ม ข้าไปล่ะ” มารแม่มดกระโดดหนีหายไปทันที

    และแล้วบัดนี้ท่านพ่อเฒ่าฝางเฉียนก็ได้ฉายาว่าจ้าวยุทธภพแห่งแคว้นฉิน แต่ท่านไม่ได้ใช้ความเก่งกาจไปเบ่งอำนาจกับผู้ใด ท่านก็ยังคงใช้ชีวิตอยู่ในป่าอย่างสมถะโดยมีฮูหยินเก่าคอยดูแลปรนนิบัติอยู่ไม่ห่าง

    “ข้าบอกเจ้ากี่ครั้งกี่หนแล้ว ว่าพวกเราตัดขาดกันแล้ว” ท่านพ่อเฒ่ากล่าว

    “ท่านลืมข้าลงอย่างนั้นหรือ” อี้หลินน้อยใจ

    “ข้าลืมเจ้าไม่ลงหรอก เพราะเจ้าเล่นกลายเป็นสาวตลอดเวลาไม่เคยเปลี่ยนแปลงแบบนี้” ท่านพ่อเฒ่ามองตั้งแต่หัวจรดเท้าก็พบว่านางยังคงเหมือนเดิม

    “ข้าอยากใช้ชีวิตอยู่กับท่านนี่” อี้หลินกล่าว

    “แต่ข้าแก่มากแล้ว ข้าอยากใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบมากกว่า” ท่านพ่อเฒ่ารู้สึกปลงชีวิต

    “ข้าก็อยากใช้ชีวิตแบบท่านเหมือนกัน” อี้หลินตัดสินใจจะติดตามท่านพ่อเฒ่าไปทุกที่

    “หากวันไหนข้าหลงๆ ลืมๆ ข้าจะไม่คิดว่าเจ้าเป็นลูกของข้าอย่างนั้นหรือ” ท่านพ่อเฒ่าคิดว่ามันไม่เหมาะที่หญิงสาวจะมาอยู่ร่วมกับคนชราอย่างเขา

    “ข้าก็เลยเตรียมยาบำรุงมาให้ท่านเพียบเลยเห็นมั้ย รับรองว่าท่านต้องมีอายุยืนและแข็งแรงแน่นอน” อี้หลินอวดกองสมุนไพร

    ท่านพ่อเฒ่าถอนหายใจและบอกว่า “ก็ได้ เจ้าอยู่ที่นี่ก็ได้ หากใจเจ้าเปลี่ยนแปรไป เจ้าก็ไปได้เลย ไม่ต้องห่วงความรู้สึกของข้า”

    “ข้าไม่ไปไหนหรอก เพราะความจริงข้าก็แก่มากแล้ว ข้ารู้ดีว่าแม้ลักษณะภายนอกของข้าจะดูเป็นสาว แต่อวัยวะภายในร่างกายก็เสื่อมไปตามกาลเวลาเหมือนกัน” อี้หลินรู้ตัวดี

    “นี่คือชะตากรรมสินะ ที่กว่าพวกเราจะได้อยู่ด้วยกันก็ต่อเมื่อพวกเราได้ทิ้งตำแหน่งหน้าที่ไปแล้ว ไม่มีฝ่ายธรรมะ ไม่มีฝ่ายมาร ตอนนี้จะมีเพียงพ่อเฒ่าฝางเฉียนและแม่เฒ่าอี้หลินเท่านั้น” ท่านพ่อเฒ่ากล่าว

    “ข้ารักท่านพี่มากนะ” อี้หลินเดินเข้าไปกอดสามีทั้งน้ำตา นางคิดถึงเขามาโดยตลอด แต่ก็ต้องทำหน้าที่เจ้าสำนักไปจนกว่าจะหมดวาระ

    “ข้าเองก็รักเจ้า แต่สภาพของข้าได้แก่ชรามากแล้ว ข้าไม่หลงเหลือชายรูปงามเหมือนสมัยก่อนอีกแล้ว” ท่านพ่อเฒ่าปลงสังขาร

    “ข้ารักทุกอย่างที่เป็นท่าน ไม่ว่าท่านจะเป็นเด็ก หนุ่ม ลุง หรือพ่อเฒ่า ข้าก็ยังรักท่านไม่เสื่อมคลาย” อี้หลินมั่นคงในรัก

    “เอาล่ะ พวกเรามาเริ่มต้นชีวิตคู่ในตอนแก่กันใหม่ก็แล้วกัน” ท่านพ่อเฒ่ายอมใจอ่อน

    ณ ตอนพระอาทิตย์ตกดิน ท่านพ่อเฒ่ายืนจับมือท่านแม่เฒ่าอยู่บนหน้าผาและมองทอดสายตาไปไกล ทั้งสองนึกถึงอดีตที่กว่าจะได้มาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแบบนี้ พวกเขาต้องผ่านร้อนผ่านหนาวอะไรก็ตั้งมากมาย บัดนี้พวกเขาจะจับมือใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันไปจนกว่าความตายจะพรากทั้งสองจากกัน

    ********************************************

    เมื่อจอมยุทธ์ทั้งสองฝ่ายตกลงว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวทางการเมืองการปกครองใดๆ อีก นี่จึงเป็นการขจัดอุปสรรคของการกอบกู้บัลลังก์ไปได้เปลาะหนึ่ง องค์รัชทายาทจึงทรงมีแรงพระทัยในการวางแผนกอบกู้บัลลังก์คืนให้กับเสด็จพ่อของพระองค์

    คล้ายกับเรื่องร้านขายของเก่าหมายเลข 10 ที่คุณอ่าน