เ้าคะ! อ๋อ เ้าค่ะ ตามด้วยเสียงหัวเราะหวานกังวานใส ดุจระฆังแก้วของหนึ่งหญิง กับสี่ชายพูดคุย หยอกเย้ากัน อย่างสนิทสนม ใต้ร่มไม้ใหญ่ที่ร่มรื่น อยากรู้นักเ้าพวกนี้ไปสนิทสนิม กับหญิงสาวั้แ่ชาติปางไหน ว่างเป็ต้องมานั่ง สุมหัวกันหัวร่อ ต่อกระซิก คิกคัก กันตลอด เ้าจินเหอลี่นั้นอีกคน ไหนว่าระแวงสงสัยนางนักหนา ทำท่าทางเหมือนไม่อยากให้พามาค่ายด้วยซ้ำ แต่เหตุใดคนขี่ระแวงนั้น ว่างเมื่อไหร่ ต้องเป็มานั่งจับเจ่าอยู่กับหญิงสาวทุกครั้ง เห็นแล้วช่างขัดหูขัดตาหนัก แม้แต่เ้าเด็กประหลาดอย่างอาเฮย ยังมาร่วมวงกับเ้าพวกนั้นด้วย
ซือหย่งเจิ้งเห็นแล้วชวนให้หงุดหงิดนัก หากนางเป็สายที่ถูกส่งมาล้วงความลับ นับว่านางทำภารกิจสำเร็จแล้วอย่างน้อย หนึ่งขั้น!
“เหอลี่ ฟางกั๋วส่งข่าวมาบ้างหรือไม่” เสียงห้าวดุ แฝงกรุ่นด้วยอารมณ์ดังขึ้นแทรกกลางวงสนทนา เมื่อหันไปสายตาทั้งห้าคู่เจอกับเ้าของเสียงั์ตาอินทรีย์ ดุดัน พุ่งตรงมายังหญิงสาว
“ยังไม่มีขอรับ ท่านแม่ทัพ” รองแม่ทัพเ้าคารมณ์ ตอบรับผู้เป็นาย
นิศากรพลันคิดว่าแม่ทัพซือ คงอยากคุยเื่งานกับรองแม่ทัพของตน จึงไม่อยากอยู่ทำตัวให้เกะกะ เป็ภาระใครทั้งยังตั้งใจไว้อยู่แล้วว่าจะเข้าไปช่วยงานในโรงครัว
“เช่นนั้น ข้าขอตัวเข้าไปเก็บกวาดโรงครัวก่อน พี่ลี่อย่าลืมนะเ้าคะ”
“ได้ ข้าจะจัดการให้” ว่าแล้วหญิงสาวหันมาค้อมหัวให้ท่านแม่ทัพ ก่อนถอยเข้าไปช่วยงานพ่อครัวจางที่โรงครัว
“พี่ลี่ งั้นหรือ” ซือหย่งเจิ้ง ทวนคำ พลางแสยะยิ้มให้รองแม่ทัพ
“ดูท่าเ้าจะสนิทสนมกับนางมากสินะ”
“ท่านแม่ทัพ ท่านอยากทราบข่าวใดหรือขอรับ” จินเหอลี่ยิ้มเย็น ไม่อาทร ถ้อยคำประชดของผู้เป็นาย
“ไม่มี” เสียงตอบห้วน ดุ ถูกส่งออกมาส่งผลให้ เหล่าบุรุษที่นั่งอยู่ใจกระตุก คิดเหตุผลแห่งอารมณ์ ของแม่ทัพไม่ออก
“ฮึ!!” ดูเอาเถอะ พอเห็นตนเข้ามาก็ขอตัวหนีออกไป คล้ายไม่อยากสนทนาด้วย หากจะพูดกันก็นับครั้งได้ เขาไม่ใช่หรือที่เป็คนช่วยนางมา อุ้มนางขึ้นม้า มาจากป่าเหตุใดนางจึงเห็นเขาเป็ั์มารหากหลบได้เป็หลบแบบนี้ คิดแล้วให้น่าโมโนนัก
“แม่นางเ้าไปพักก่อนเถอะ ที่เหลือข้าจะจัดการเอง เ้าเองก็เหนื่อยมาั้แ่เช้าแล้ว” พ่อครัวจางเอ่ยเสียงนุ่ม นึกเอ็นดูหญิงสาวนัก นางเป็หญิงสาวท่าทางบอบบางราวกับคุณหนูตระกูลใหญ่ผิวขาว บอบบางแบบนี้ แต่กลับหยิบจับ ทำงานคล่องแคล่วนัก ทั้งสัมมาคาระก็น่าเอ็นดู นึกถึงเมื่อตอนนางเข้ามาช่วยงานในโรงครัวคราแรก ช่างขัดข้อง ทุลักทุเลนัก เนื่องด้วยการพูดคุยสื่อสารไม่ค่อยจะลงรอยกัน ทั้งเป็เื่สูตรการทำอาหาร ที่ค่อนข้างแตกต่างกัน ทุกอย่างที่นางทำคล้ายจะผิดแผก แตกต่างนัก แต่เมื่อเขาและนางตกลงว่าจะพบกันคนละครึ่งทางทุกอย่างก็ดูลงตัว ทั้งยังดูสมบูรณ์แบบอย่างน่าทึ่ง เขายังจำคำพูดของหญิงสาวครานั้นได้ดี
“ไม่ได้” เสียงดุเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์
“ลองดูก่อนสิเ้าค่ะ แค่นิดหน่อยเองไม่เห็นเสียหาย”
“เ้าเอาความคิดพวกนี้มาจากที่ใดกัน หืม? แค่น้ำแกงใส่มด ยังพิสดารไม่พออีกหรือ อย่างไรเสียครั้งนี้ข้าก็ไม่อาจยอมเ้าได้”
“โธ่ ! พ่อครัวจางเ้าคะ เหตุใดเราไม่พบกันครึ่งทางเล่าเ้าค่ะ” นิศากร ส่งยิ้มหวานเอ่ยเสียงเชิงขอร้อง
“เ้าหมายถึงสิ่งใด” ครั้นเมื่อเห็นพ่อครัวเอกแห่งกองทัพ คล้ายจะใจอ่อนก็รีบอ้อนเข้าอีกยก
“ก็หมายความว่าข้าจะเรียนรู้จากท่าน วิธีการและขั้นตอนการปรุงอาหารแบบของท่าน รวมทั้งวัตถุดิบในการปรุง ส่วนท่านก็ลองใช้สูตรและวัตถุดิบการปรุงแบบข้า บางอย่างก็ผสมปรับปรุงใช้ร่วมกัน รู้จากข้า เอาสิ่งที่ท่านกับข้าต่างรู้มาแลกเปลี่ยนและปรับปรุงมาใช้ร่วมกัน” ว่าแล้วทำตาละห้อยรอคอยคำตอบ
“ว่าอย่างไรเ้าคะ”
“อืม ก็อาจเป็ความคิดที่ดี”
“ฮิฮิ ถ้าอย่างงั้น ก็ตกลงตามนี้ โอเค นะเ้าคะ”
“อืม ได้โอเค”
“แต่ เอ๊ะ ไอ้โอเค นี่มันอะไรของเ้ากัน”
“อุ่ย แฮ่แฮ่ โอเค ก็ แบบประมาณว่า ได้ ตกลง ประมาณนี้เ้าค่ะ”
‘ฮึฮึ นึกแล้วก็อดยิ้มขึ้นมาไม่ได้ คราแรกที่เห็นนางเขาตลึงในความงดงาม และดวงตาวาวใส ใจเต้นทุกครั้งที่เสวนาด้วย เขาที่อยู่ในกองทัพที่มีแต่บุรุษ เผลอคิดไปว่าบางทีอาจจะหลงรัก สาวงามที่ท่านแม่ทัพพามาแล้วก็เป็ได้ แต่ไปๆมาๆ เข้ากับ สนิทใจที่จะเอ็นดูนางแบบน้องสาวเสียมากกว่า ฮึ’
“พ่อครัวจาง เ้าคะ” เสียงหวานปลุกคนตกอยู่ในภวังค์ให้สติตื่น
“อะ มีอะไรหรือ”
“ท่านไปพักก่อนเถอะเ้าค่ะ ทางนี่เดี๋ยวข้าจัดการเอง พักสักหน่อยค่อยมาเปลี่ยนเวรกับข้า ทางนี้ข้าจัดการเองเ้าค่ะ”
“ได้” ‘เขาเองก็อยากพักสักครู่ รู้สึกร้าวไปทั้งหลัง การทำอาหารเลี้ยงคนทั้งกองทัพนั้นหนักหนาสาหัส เอาการอยู่เหมือนกัน’
นิศากร มองวัตถุดิบในการทำอาหาร แล้วนึกขำว่าตัวเองกลายเป็แม่ครัวแล้วจริงๆ พลางครุ่นคิดนึกหาเมนูในหัวจะทำอะไรให้เหล่าทหารกินจุพวกนั้นกินดี คิดแล้วเธอยิ่งอารมณ์ดียิ่ง เมื่อเห็นพวกเขากินอาหารที่เธอทำด้วยความอร่อยเธอก็สุดแสนจะมีความสุขและปลื้มปลิ่มในใจ
เสียฝีเท้าแน่นหนัก เดินย่างเข้ามาในโรงครัว ทำหญิงสาวหลุดจากภวังค์ แต่ไม่ทันที่จะหันมองผู้เข้ามาใหม่ เสียงหวานใสก็ดังขึ้น
“ท่านแม่ทัพ มีอะไรให้ข้ารับใช้ หรือเ้าคะ”
ซือหย่งเจิ้ง ชะงักฝีเท้า คิ้วขมวดปรากฏปมขึ้นกลางหน้าผาก ริมฝีปากเผยออ้า กำลังจะเอ่ยถาม แต่เสียงใสแทรกขึ้นมา พร้อมรอยยิ้มหวาน
“ว่าอย่างไรเ้าคะ”
“เอ่อ ข้าหิว” รอยยิ้มสาวงาม สะกดได้ทุกข้อสงสัย
“หือ”
“ว่าอย่างไรเ้า มีอะไรให้ข้า กินหรือไม่”
“ได้เ้าค่ะ ท่านแม่ทัพ เดี๋ยวข้าทำแล้วจะให้คนยกไปให้ท่าน ที่พักนะเ้าคะ”
“ไม่ต้อง ข้าจะกินที่นี่ ไม่ต้องมากมาย มีอะไรก็ทำมาเถอะ”
“เ้าค่ะ ท่านแม่ทัพรอสักครู่นะเ้าคะ”
ไม่นานนักนิศากร ก็ยกผัดผักบุ้งไฟแดง และไข่เจียวฟูกรอบ มาพร้อมข้าวสวยร้อนๆ หอมกรุ่นมาให้
“นี่อะไร”
“ไข่เจียวเ้าค่ะ กินกับข้าวสวยร้อน ร้อนอร่อยมากนะเ้าคะ” ว่าพลางคีบไข่เจียวใส่ลงถ้วยข้าว
“ฮืม อร่อยจริง” ซือหย่งเจิ้งยิ้มมุมปากเล็กน้อย
“เ้าทำอาหารเก่งนี่ แต่ท่าทางเ้าเหมือลูกคุณหนูตระกูลใหญ่”
“ข้าต้องช่วยเหลือตัวเอง มาั้แ่เด็กเ้าค่ะ หากทำเองไม่เป็เด็กกำพร้าแบบข้าคงอดตาย”
ซื้อหย่งเจิ้ง ชะงักมือ ชั่วครู่ หันมามองหญิงสาว
“เ้าเป็เด็กกำพร้า หรือ? ”
หญิงสาวยิ้มสดใส ไม่ได้รู้สึกเป็ปมด้อยของตัวเองแต่อย่างใด ถึงไม่มีพ่อแม่คอยให้ความรัก แต่กระนั้นยังมีพี่เลี้ยงและครูฝึก คอยสั่งสอน อบรมและใส่ใจอยู่เสมอ ถึงแม้ ชีวิตในศูนย์ฝึกจะเข้มงวด และเคร่งครัดในกฎระเบียบต่างๆมากมาย แต่กลับรู้สึกถึงความรัก ความห่วงใย ที่เพื่อนและทุกคนส่งให้เธอเป็อย่างดี
“ใช่เ้าค่ะ ข้าเติบโตมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ที่กฎระเบียบ เคร่งครัด แต่ก็อบอุ่น ทุกคนที่นั่นรัก และเลี้ยงดูข้ามาอย่างดี สั่งสอน ฝึกปรือทุกอย่างให้ จนข้าสามารถเอาตัวรอด ได้สบาย”
“อืม...ที่นั่น ข้าหมายถึงที่ที่เ้าจากมา แตกต่างจากที่นี่มากหรือไม่ ทั้งผู้คน บ้านเรือน”
“ฮืม! แตกต่างเ้าค่ะ ทั้งธรรมเนียม การใช้ชีวิต ภาษา การเดินทาง ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแตกต่าง ....จะใช้คำไหนดี เอาเป็ว่าที่นี่คือแตกต่างจากที่ที่ข้าจากมามากเ้าค่ะ”
“แตกต่างหรือ”
“เ้าค่ะ จนกระทั่งตอนนี้ข้าเองยังไม่อยากจะเชื่อ ว่าข้า จะมาอยู่ที่ได้”
“เอาเถิด เื่บางเื่ก็ยากจะหาคำอธิบายให้แจ้งใจได้ ข้าเองหากไม่บังเอิญพบเ้า และเห็นเหตุการณ์เมื่อครั้งเ้ามา ก็ไม่อาจเชื่อได้เช่นกัน”
“เ้าค่ะ” นิศากรพยักหน้าอย่างเห็นด้วย หญิงสาวมีสีหน้าครุ่นคิด สับสน แววตากังวลอย่างเห็นได้ชัด
“บางเื่แม้พยามหาคำอธิบายก็ยากจะหาคำตอบ”
“จำได้ว่าตอนเ้าฟื้น เ้าบอกว่ากำลังจะเข้าพิธีแต่งงาน”
“เ้าค่ะ”
“เ้าคงคิดถึงมาก”
“เ้าคะ?”
“ว่าที่สามีเ้า ข้าหมายถึงชายคนรักของเ้า”
“เอ่อ คืออันที่จริง”
“ท่านแม่ทัพ ม้าเร็วจากป้อมส่งข่าวมาขอรับ นี่ขอรับ”
ใบหน้าแม่ทัพซือ มีรอยเขียวคล้ำปรากฏขึ้นทันทีที่ก้มลงอ่านจดหมายจากม้าเร็ว ดวงตาวาวขึ้นอย่างดุดัน นิศากรมองท่าทีนั้น พลันนึกว่าต้องเป็เื่ร้ายแรงขนาดไหนกันหนอที่ม้าเร็วส่งข่าวมา แม่ทัพซือจึงได้ฉายแววเคร่งเครียดออกมาเช่นนี้ หลังจากอ่านจดหมายเพียงครู่ จึงออกคำสั่งให้ รองแม่ทัพ หมินเหวินเปา เข้าพบโดยเร็ว แล้วหันมาบอกร่างบาง
“แม่นางเ้าเตรียมตัวเก็บข้าวของ ไปบอกคนอื่นๆ ด้วยพรุ่งนี้ เราจะออกเดินทาง”
ภายในกระโจม ที่พัก ร่างหนา ยืนหันหลัง สองมือประสานไว้ด้านหลัง อากัปกริยา คล้ายกำลังผ่อนคลาย ผิดกับแววตา ที่ฉายแววเคียดขึงกังวลซือหย่งเจิ้งนึกถึงข่าวจากสายที่รายงานว่ามีคนร้ายบังอาจลอบเข้าไปวางยาพิษคนของเขาภายใน ป้อมหูเจี้ยน ทั้งที่ภายในป้อมวางกำลังคุ้มกันหนาแน่น เมื่อจับได้ คนร้ายกลับชิงกินยาฆ่าตัวตายก่อนที่จะได้สอบสวนหาผู้บงการ
เสียงฮำเพลง ท่วงทำนองแปลกไม่คุ้นหูดังเข้าในโสตประสาท แม้ไม่คุ้นเคยกับท่วงทำนองแต่กลับให้ความรู้สึกปลอดโปร่ง เสียงหวานใสดังแว่วมาตามสายลม ชวนผ่อนคลายจากอารมณ์เครียดขึงให้เบาบางลง หลังจากประชุมจากเหล่ารองแม่ทัพนายกองที่ค่ายเสร็จ เขารู้สึก้าผ่อนคลายความกังวลในใจ จึงเดินทอดอารมณ์เรื่อยมาจนถึงลำธาร หูกลับได้ยินเสียงหวานใสลอยตามลม เมื่อสอดส่ายสายตา ก็พบใบหน้าหวาน เ้าของร่างยั่วยวน นั่งอยู่ริมอยู่ลำธารแย้มยิ้มแป้นแล้นอารมณ์ดี
“เ้าชอบน้ำ”
“เ้าค่ะ”
“ข้ามักเห็นเ้าชอบมานั่งที่ริมธารบ่อยครั้ง” แม่ทัพซือ เอ่ยเสียงเรียบ ใบหน้านิ่ง
แสงอาทิตย์ยามเย็นเมื่อตะวันใกล้ลาลับขอบฟ้า สาดส่องกระทบใบหน้าคมของแม่ทัพใหญ่แห่งตงเทียน ‘นิศากรเหลือบมองพิเคราะห์รูปลักษณ์ และเรือนกายบุรุษผู้ต้องแสงตะวันยามเย็นย่ำ เกิดเสียงอุทานดังลั่นในใจ ‘แฮนซั่ม ล่ำบึก!!’
คงจะจริงอย่างจินเหอลี่คุย แม่ทัพซือหย่งเจิ้ง อ๋องหกโอรสแห่งฮ่องเต้ซือหย่งกัง เป็ผู้มากความสามารถ เก่งกาจด้วยฝีมือรบและไหวพริบเป็เลิศ ทั้งยังรูปงามไม่แพ้ใครในแผ่นดิน ด้วยร่างกาย กำยำสูงใหญ่ องค์ประกอบเครื่องหน้าสมบูรณ์แบบราวรูปแกะสลัก บ่งบอกเสน่ห์แห่งบุรุษเพศอย่างครบถ้วน ว่ากันว่าสตรีน้อยใหญ่ในแผ่นดินล้วนปรารถนาได้ถวายตัวปรนนิบัติสักครา ‘ฮึ คงวุ่นวายพิลึก’
“อ๋อ ...ท่านชอบแอบมองข้าหรือเ้าค่ะ”
“เ้า”
นิศากรหัวเราะ คิกคักดวงตาวาวใส ไม่ได้คิดสิ่งใดลึกซึ้งแม้แต่น้อย เพียงแค่อยากกลั่นแกล้ง หยอกยั่วแม่ทัพหน้าดุเท่านั้น ไม่นึกว่าคนตัวใหญ่ จะออกอาการไปไม่เป็ให้เห็นเด่นชัดเจนถึงเพียงนี้
“ข้าล้อเล่น เวลาเอาเท้าหย่อนลงน้ำแล้วรู้สึกว่ามันเย็นชื่นใจดีเ้าค่ะ” นิศากร เอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ เมื่อสังเกตเห็นรอยริ้วสีแดงจางๆบนใบหน้าแม่ทัพซือ
“คล้ายได้กลับไปบ้าน ที่ข้าจากมา ที่บ้านข้าก็มีลำธารใสเย็นแบบนี้ วันนี้ข้าว่างจากงานจึงหลบมานั่งแช่น้ำเพลินๆมันช่วยให้ผ่อนคลายเ้าคะ” ว่าแล้วใบหน้าหวานพลันหมองลงฉายแววหม่นเศร้าเมื่อนึกถึงที่ตนเองจากมา
“เ้าคงจะคิดถึงบ้าน”
“คิดถึงเ้าค่ะ”
ซือหย่งเจิ้งก้าวเข้ามานั่งเคียงข้างนิศากร รับลมเย็นที่พัดเอื่อยกระทบใบหน้า รู้สึกผ่อนคลายจริงดังหญิงสาวว่า เขารู้สึกคล้ายอยากหยุดเวลาเช่นนี้ไว้ ให้นานขึ้นอีกแต่ด้วยเหตุผลกลใด นั้นไม่อาจหาคำตอบได้ อาจเป็เพราะสายน้ำเย็นฉ่ำจากลำธาร และกระแสลมที่พัดพาอยู่ในขณะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายก็เป็ได้
‘มิใช่เพราะนางกระมัง !!’
“ข้าได้ยินจาก อาเฮยว่าที่ป้อมเกิดเื่หรือเ้าคะ เราจึงต้องเดินทางกลับเร็วกว่ากำหนด”
“ใช่ มีคนถูกลอบวางยาพิษ แต่โชคดีที่รู้ตัวก่อนที่พิษจะซึมเ้าสู่กระแสเื จึงขับออกมาทัน” แม่ทัพซือถอนหายออกมาใจออกมาอย่างโล่งอก เมื่อนึกถึงคนที่โดยยาพิษ ‘เป็ห่วง เหลือเกิน’
“ได้ยินว่าเป็คนสำคัญของท่าน หรือเ้าคะ”
“ฮึ เขาสำคัญกับทั้งกองทัพ และสำหรับข้า”
ร่างสองร่าง นั่งทอดอารมณ์ปล่อยให้กระแสน้ำไหลผ่าน ช่วยผ่อนคลายจิตใจ ต่างจมอยู่ในห้วงความคิดของตนเอง ซือหย่งเจิ้ง รู้สึกว่าบรรยากาศรอบกายเงียบสงัด แต่ให้ความอบอุ่นในหัวใจ
“ดึกมากแล้ว เ้ากลับเข้าค่ายพักผ่อนเถิด พรุ่งนี้ต้องเดินทางแต่เช้า” แม่ทัพซือ ลุกขึ้นเตรียมกลับเข้าค่ายพร้อมหญิงสาว แต่ต้องชะงัก รีบเบนสายตาเสไปด้านข้าง ใบหน้า หล่อเหลาปรากฏรอยริ้วแดงบนใบหน้า
นิศากร สังเกตเห็นหน้าขึ้นสีนั้น กำลังจะเอ่ยปากถาม
“เ้า! เหตุใดจึงเปลือย เท้า?”
“เอ๋”
“เป็สตรีเหตุใดจึงเปลือยเท้าต่อหน้าบุรุษที่ไม่ใช่สามี แล้วนั่นเ้าจะดึงผ้าขึ้นทำไม่กัน” แม่ทัพซือ เอ่ยดุ แต่กระแสเสียงที่เปล่งออกมากลับสั่นและแหบพร่า หน้าขึ้นสีแดงจัดมากกว่าเดิมครานี้ลามเล็มไปถึงสองใบหูของร่างแกร่ง
เพราะหญิงสาวต้นเหตุ ให้กระแสเสียงร่างแกร่งสั่นพร่านั้น หาได้ใส่ใจไม่ ทั้งยังถลกลื้อขากางเกงด้านในขึ้นจนเลย หัวเข่ามาเกือบคืบ เผยให้เห็นเรียวขาขาวเนียน ยั่วยวนตา
“เอาขาลงน้ำ ถ้าไม่ถอดรองเท้า ถุงเท้าออก ก็เปียกหมดสิเ้าคะ อีกอย่างตอนท่านอุ้มข้ามาจากป่า ข้าก็ไม่ได้ใส่ถุงเท้า รองเท้าแบบนี้ด้วยซ้ำ ไม่ใช่ท่านก็เห็นหมดแล้วหรือเ้าค่ะ” นิศากร เอ่ยยิ้ม ก้มลงเช็ดน้ำออกจากเรียวขาแสนงามให้แห้ง ท่าทางไม่ใคร่ใส่ใจกับ อาการหน้าขึ้นสีและสายตาตำหนิของซูหย่งเจิ้งนัก หากผิดกับความคิดในใจ?
‘น่ารัก อะ !’
“เ้านี่ ” ก่อนแม่ทัพซือจะได้กล่าวคำใด หญิงสาวตัวดีก็เผ่นแนบกลับเข้าค่ายไปแล้ว!