แสงสีทองเจิดจ้าจาก 'กระจกส่องมาร' แผดเผาผ้าแพรไหมฟ้าจนเกิดรอยไหม้เกรียม กลิ่นควันกรุ่นลอยแตะจมูกผู้คนทั่วลานลงทัณฑ์ ภายใต้รอยขาดวิ่นนั้น อักขระอสูรสีดำมืดที่ฝังรากลึกอยู่บนท่อนแขนขวากำลังจะถูกกระชากหน้ากากเปิดโปงท่ามกลางสายตานับร้อยคู่!
ในเสี้ยวลมหายใจแห่งความเป็นความตาย เย่เฉินตระหนักดีถึงหายนะที่กำลังจะมาเยือน หากอักขระอัปมงคลเหล่านั้นปรากฏแจ้งแก่สายตาของยอดฝีมือหอคุมกฎ เขาย่อมถูกตราหน้าว่าเป็นมารร้ายนอกรีต และถูกรุมสังหารให้ตกตายอย่างอนาถโดยไร้โอกาสได้เอื้อนเอ่ยคำแก้ตัวใดๆ
ผู้ที่จะรอดพ้นจากขุมนรกได้... ย่อมต้องกล้าลงมืออย่างอำมหิตยิ่งกว่ามัจจุราช!
เย่เฉินขบกรามแน่นจนเลือดซึม นัยน์ตาสีดำขลับทอประกายเด็ดเดี่ยวถึงขีดสุด เขาตัดสินใจกระทำการอันบ้าบิ่นที่มิเคยมียอดยุทธ์ผู้ใดกล้ากระทำ ชายหนุ่มรวบรวมลมปราณบริสุทธิ์ทั้งหมดในร่าง แล้วบังคับให้มัน 'ย้อนวิถีโคจรปราณ' อย่างรุนแรง!
ครืนนน...!
ทันทีที่กระแสลมปราณตีกลับ ทะเลปราณในตันเถียนพลันปั่นป่วนดุจพายุคลั่ง คลื่นพลังที่ขัดแย้งกันเองกระแทกเข้าใส่เส้นชีพจรทั่วร่างจนแทบปริแตก หัวใจของชายหนุ่มบีบรัดและเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรงจนหน้าอกสะท้าน ความเจ็บปวดแสนสาหัสประดุจถูกมีดนับพันเล่มเฉือนเนื้อหลุดลอกแล่นริ้วขึ้นสู่สมอง
หากเขาพลาดพลั้งคุมสติไม่อยู่เพียงครึ่งลมหายใจ ลมปราณย้อนกลับนี้จะตีกลับเข้าทำลายอวัยวะภายใน ทำให้เขาธาตุไฟแตกซ่านและสิ้นชีพในทันที!
ทว่าเย่เฉินอาศัยจิตปณิธานอันแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า บังคับชักนำกระแสปราณอันบ้าคลั่งเหล่านั้นให้พุ่งทะลวงเข้าสู่ท่อนแขนขวาเพียงจุดเดียว!
โพละ! โพละ! โพละ!
เสียงเส้นโลหิตปริแตกดังก้องออกมาจากใต้ผิวหนังของชายหนุ่ม! แรงดันมหาศาลจากการพลิกกลับของลมปราณ บดขยี้เส้นเลือดทั่วท่อนแขนขวาจนแตกสลาย โลหิตสีแดงฉานข้นคลั่กสาดกระเซ็นทะลักออกมาจากรูขุมขนและรอยปริแตกของผิวเนื้อ อาบชโลมท่อนแขนที่เคยพันด้วยผ้าแพรไหมฟ้าจนกลายเป็นก้อนเนื้อสีเลือดที่เหนียวเหนอะหนะ!
ชั้นโลหิตแดงฉานอันหนาทึบ บดบังอักขระสีดำมืดเบื้องล่างจนมิดชิดในชั่วพริบตา... ก่อนที่แสงสีทองจะสาดส่องลงมาถึง!
กึก... กึก...
ทว่าสิ่งอัปมงคลที่ซ่อนอยู่เบื้องล่างหาได้ยอมจำนนโดยง่าย อักขระมารกระตุกเกร็งอย่างเกรี้ยวกราด เงามารสีม่วงดำเลือนรางพยายามจะดันทะลุชั้นเปลือกโลหิตและเศษเนื้อออกมาเพื่อตอบสนองต่อแสงศักดิ์สิทธิ์
เย่เฉินสัมผัสได้ถึงความขัดขืนนั้น เขาจึงกระทืบเท้าลงบนพื้นศิลาจนแตกร้าว ใช้จิตปณิธานแห่งมนุษย์กดทับความชั่วร้ายนั้นไว้อย่างสุดกำลัง บดขยี้ความปรารถนาของมารแฝงกายให้จมดิ่งลงไปในกองเลือดของตนเอง!
เมื่อลำแสงเจิดจ้าจากกระจกส่องมารอาบไล้ลงบนท่อนแขนขวา มันจึงสะท้อนให้เห็นเพียงภาพของก้อนเนื้อและโลหิตแดงฉานที่แหลกเหลวน่าสยดสยอง มิปรากฏร่องรอยของวิชามารหรือกลิ่นอายอสูรใดๆ ให้ประจักษ์แก่สายตา!
"สวรรค์! แขนของเขาระเบิดออกแล้ว!"
"ผู้อาวุโสหลิวหยวนใช้กระจกวิเศษทรมานศิษย์สายนอกจนเส้นโลหิตปริแตกเชียวหรือ! ช่างโหดเหี้ยมยิ่งนัก!"
เสียงสูดลมหายใจด้วยความตื่นตะลึงและหวาดกลัวดังระงมไปทั่วลานลงทัณฑ์ ศิษย์นับร้อยต่างอ้าปากค้างเมื่อเห็นสภาพแขนขวาที่โชกเลือดของเย่เฉิน หลายคนเริ่มมองการกระทำของหอคุมกฎด้วยสายตาหวาดระแวงและเวทนาต่อชายหนุ่มที่ต้องทนรับการบีบคั้นอย่างอยุติธรรม
ใบหน้าของผู้อาวุโสหลิวหยวนบิดเบี้ยวด้วยโทสะ คนโฉดเฒ่าย่อมมองออกว่าศิษย์สายนอกผู้นี้จงใจทำร้ายตนเองเพื่อปกปิดความนัยบางประการที่ซุกซ่อนอยู่ใต้อักขระสีดำนั้น
"มารยาตบตาขุนเขา! คิดหรือว่าโลหิตโสโครกของเจ้าจะบดบังอาญาสิทธิ์แห่งกระจกส่องมารได้!"
หลิวหยวนคำรามก้อง มันเร่งเร้าปราณอัคคีในร่างทะลักทลายเข้าสู่กระจกทองเหลืองอย่างบ้าคลั่ง ลำแสงสีทองที่เคยสาดส่องเพียงเพื่อเปิดโปง พลันแปรเปลี่ยนเป็นความร้อนระอุเดือดพล่านดุจเพลิงนรก
ลานลงทัณฑ์สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น รอยร้าวลุกลามปริแตกไปทั่วบริเวณใต้ฝ่าเท้าของเย่เฉิน แสงนั้นหมายจะแผดเผาโลหิตแดงฉานบนท่อนแขนให้เหือดแห้งระเหยกลายเป็นไอ เพื่อกระชากความลับที่ซ่อนอยู่ออกมาให้จงได้!
เย่เฉินกัดฟันกรอดจนริมฝีปากปริแตก ความเจ็บปวดจากการเดินปราณย้อนกลับจนเส้นชีพจรฉีกขาดยังคงกรีดลึกในดวงจิต ทว่าเขามิอาจยอมจำนน ชายหนุ่มรวบรวมพละกำลังอันดิบเถื่อนที่เหลืออยู่ทั้งหมดไปที่ท่อนแขนซ้าย ล้วงหยิบเอาม้วนไผ่ดำขลับแห่ง 'เคล็ดวิชาดาบทัณฑ์บรรพกาล' ชูขึ้นเบื้องหน้าต่างโล่ศิลา เพื่อบดบังท่อนแขนขวาและต้านทานลำแสงมรณะนั้น!
เปรี้ยง!!
วินาทีที่ลำแสงสีทองปะทะเข้ากับผิวม้วนไผ่บรรพกาล เสียงกึกก้องสะท้านฟ้าประดุจอสนีบาตฟาดฟันลงกลางลานลงทัณฑ์ กลิ่นอายความตายอันเก่าแก่และหนักอึ้งดุจขุนเขาที่แฝงอยู่ในเคล็ดวิชาต้องสาป ทะลักทลายออกมาปะทะกับรังสีวิญญาณของกระจกส่องมารจนเกิดเป็นระลอกคลื่นปราณกระแทก คลื่นพลังนั้นกวาดเอาเศษหินและฝุ่นผงปลิวว่อน บังคับให้ศิษย์สายนอกที่มุงดูอยู่รอบลานต้องยกแขนขึ้นบังหน้าและล่าถอยไปหลายก้าว
ม้วนไผ่ดำขลับสามารถต้านทานอาญาสิทธิ์แห่งหอคุมกฎไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์!
ทว่า... แม้ม้วนไผ่บรรพกาลจะทรงอานุภาพลึกล้ำเพียงใด แต่มันก็เป็นเพียงคัมภีร์ที่ยังไร้ผู้สืบทอด ภายใต้การกดดันอย่างต่อเนื่องจากปราณอัคคีของยอดฝีมือระดับผู้อาวุโส ม้วนไผ่ในมือของเย่เฉินเริ่มสั่นสะท้านอย่างรุนแรงประดุจจะหลุดลอย
พละกำลังของท่อนแขนซ้ายที่เคยบดขยี้ข้อมือผู้คุมกฎ บัดนี้เริ่มสั่นเทาและถดถอยอย่างเห็นได้ชัด โลหิตสีแดงฉานจากท่อนแขนขวายิ่งไหลทะลักหยดลงชโลมพื้นหินเป็นทางยาว ลมหายใจของชายหนุ่มหอบถี่กระชั้น ดวงตาเริ่มพร่ามัว บ่งบอกว่าร่างกายของเขาฝืนทนมาจนถึงขีดจำกัดสูงสุดแล้ว
"ตายเสียเถิด ไอ้เด็กจองหอง!" หลิวหยวนแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม มันเตรียมจะอัดปราณระลอกสุดท้ายเพื่อทลายกำแพงของม้วนไผ่ หากลำแสงนี้ทะลวงม่านป้องกันเข้ามาได้ ร่างของเย่เฉินย่อมถูกแผดเผาจนความลับแตกสลายไร้ชิ้นดี!
ในเสี้ยวลมหายใจที่พละกำลังของเย่เฉินจวนเจียนจะเหือดแห้ง และลำแสงสีทองของกระจกส่องมารกำลังจะทะลวงผ่านการป้องกันของม้วนไผ่บรรพกาล...
ฟริ้ววว...
ปราณเหมันต์ยะเยือกแทงกระดูกพลันแผ่ซ่านปกคลุมลานลงทัณฑ์อย่างฉับพลัน บรรยากาศที่เคยร้อนระอุด้วยปราณอัคคีของหลิวหยวนกลับกลายเป็นเหน็บหนาวดุจดั่งร่วงหล่นสู่แดนน้ำแข็งพันปีในชั่วพริบตา ปุยหิมะสีขาวบริสุทธิ์ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้าที่ไร้เมฆหมอก ท่ามกลางแสงตะวันยามสายที่ถูกบดบังด้วยความหนาวเหน็บอันลึกล้ำ!
ศิษย์นับร้อยรอบลานศิลาต่างสั่นสะท้าน ลมหายใจพ่นออกมาเป็นไอขาวมัว ทุกสายตาต่างแหงนมองขึ้นไปเบื้องบนด้วยความตื่นตะลึง
ร่างระหงในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะแรกพุ่งทะยานลงมาจากกลางเวหา ประดุจเทพธิดาผู้ลงมาจุติบนโลกมนุษย์ ชายแขนเสื้อโบกสะบัดพลิ้วไหว เผยให้เห็นใบหน้างดงามล่มเมืองที่บัดนี้เย็นเยียบดุจน้ำแข็งค้าง นัยน์ตาหงส์ทอประกายพิโรธเกรี้ยวกราด
"ผู้ใดบังอาจแผดเผาปราณคุ้มครองของข้า!"
สุรเสียงกังวานใสทว่าแฝงไปด้วยอำนาจล้นฟ้าดังก้อง ซูหลิงเอ๋อร์มิได้เพียงปรากฏกายเพื่อกล่าววาจาร้องขอความเมตตา ทว่าทันทีที่ปลายเท้าของนางแตะลงบนพื้นหินเบื้องหน้าเย่เฉิน นางตวัดฝ่ามือเรียวงามซัดปราณเหมันต์อันบริสุทธิ์ถึงขีดสุด พุ่งทะยานเข้าปะทะกับลำแสงสีทองของกระจกส่องมารโดยตรง!
แกรก... กร้วมมม... เพล้ง!!
ปรากฏการณ์เหนือสามัญสำนึกอุบัติขึ้นกลางลานลงทัณฑ์! ลำแสงสีทองอันร้อนแรงที่พุ่งออกมาจากของวิเศษ กลับถูกไอเย็นยะเยือกของซูหลิงเอ๋อร์แช่แข็งกลางอากาศจนกลายเป็นเสาน้ำแข็งสีทอง! ก่อนจะปริแตกและแตกสลายกลายเป็นละอองเกล็ดน้ำแข็งร่วงหล่นลงสู่พื้นหินดังกราว!
หลิวหยวนเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง พลังสะท้อนกลับจากการถูกทำลายกระแสปราณอย่างกะทันหัน บังคับให้คนโฉดเฒ่าต้องถอยกรูดไปถึงสองก้าว กระจกส่องมารในมือสั่นระริกก่อนจะดับแสงลง
"ซะ... ซูหลิงเอ๋อร์!" หลิวหยวนครางชื่อนั้นด้วยความตระหนก
"สวรรค์! นั่นเทพธิดาซูหลิงเอ๋อร์!" เสียงกระซิบกระซาบดังเซ็งแซ่ไปทั่วลานศิษย์นับร้อย "อัจฉริยะแห่งยอดเขาเหมันต์! คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลซูผู้สูงศักดิ์! นางมาทำอันใดที่ลานลงทัณฑ์สายนอกแห่งนี้!"
บารมีของหญิงสาวสะกดข่มผู้คนทั้งลานให้เงียบงัน ซูหลิงเอ๋อร์ปรายตามองแขนขวาที่โชกเลือดของเย่เฉิน แววตาของนางไหววูบด้วยความเจ็บปวดลึกๆ นางสัมผัสได้ถึงวิกฤตนี้ เพราะปราณตระกูลซูที่นางเพียรฝังไว้ในผ้าแพรไหมฟ้าเพื่อคุ้มครองเย่เฉิน ถูกกระจกส่องมารแผดเผาทำลายจนส่งสัญญาณเตือนไปถึงดวงจิตของนาง
ซูหลิงเอ๋อร์หันขวับกลับไปเผชิญหน้ากับหลิวหยวน ชู 'ป้ายหยกเหมันต์ตระกูลซู' สีขาวกระจ่างที่แกะสลักลวดลายวิหคน้ำแข็งขึ้นเหนือศีรษะ รังสีแห่งผู้มีอำนาจที่แท้จริงแผ่ซ่านกดทับศาลอยุติธรรมจนย่อยยับ
"ผู้อาวุโสหลิวหยวน! ท่านใช้ของวิเศษหอคุมกฎ ทำลายผ้าแพรไหมฟ้าอันเป็นสมบัติคุ้มครองของตระกูลซู ท่านกำลังประกาศตัวเป็นศัตรูกับตระกูลของข้ากระนั้นหรือ!"
หลิวหยวนหน้าซีดเผือด เหงื่อเย็นเยียบผุดซึมตามไรผม มันคาดไม่ถึงว่าผ้าแพรขะมุกขะมอมบนแขนของศิษย์สายนอกต่ำต้อย จะเป็นถึงของวิเศษคุ้มครองจากตระกูลมหาอำนาจ!
"คุณหนูซูโปรดระงับโทสะ..." หลิวหยวนฝืนปั้นหน้ายิ้ม ทว่าแววตายังคงดื้อดึงและหาทางเอาตัวรอด "กระจกส่องมารบานนี้ทำปฏิกิริยากับกลิ่นอายชั่วร้ายอย่างชัดเจน ข้าเพียงทำตามกฎเหล็กแห่งสำนัก เพื่อเปิดโปงคนถ่อยที่ซุกซ่อนวิชามาร หาได้มีเจตนาลบหลู่ตระกูลซูไม่!"
"ช่างน่าขันนัก!" ซูหลิงเอ๋อร์แค่นเสียงเย็นชา ไอเหมันต์แผ่ซ่านจนลานหินรอบกายจับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็ง "สิ่งที่กระจกบานนั้นปะทะหาใช่วิชามาร ทว่ามันกำลังแผดเผาปราณคุ้มครองที่ข้าเพียรฝังไว้เพื่อรักษาเส้นชีพจรให้แก่เขาต่างหาก! ผู้อาวุโสหลิวหยวน ท่านกำลังชี้หน้าด่าทอว่าปราณบริสุทธิ์ของตระกูลซูข้า เป็นกลิ่นอายชั่วร้ายกระนั้นหรือ!"
ถ้อยคำของนางดุจคมกระบี่จ่อคอหอย หลิวหยวนสะดุ้งเฮือก ข้อหานี้หนักหนาเกินกว่าที่มันจะแบกรับไหว
ทว่าซูหลิงเอ๋อร์มิปล่อยให้คนโฉดได้พักหายใจ นางหันไปกวาดสายตามองศิษย์นับร้อย ก่อนจะประกาศก้องด้วยสุรเสียงที่สั่นสะเทือนไปถึงวิญญาณ
"ยิ่งไปกว่านั้น ข้อกล่าวหาเลื่อนเปื้อนเรื่องการลอบสังหารศิษย์ร่วมสำนักในยามวิกาล ยิ่งเป็นไปมิได้! เพราะเมื่อคืนที่ผ่านมา... ตั้งแต่ตะวันตกดินจวบจนรุ่งสาง เย่เฉินพำนักอยู่ ณ เรือนเหมันต์ของข้า... ตลอดยามราตรี! เขาจะแบ่งร่างไปเข่นฆ่าผู้คนในป่าหลังเขาได้อย่างไร!"
เฮือก! ลานลงทัณฑ์พลันเงียบกริบดุจป่าช้า ก่อนจะตามมาด้วยเสียงสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ของศิษย์นับร้อย! ถ้อยคำของเทพธิดาผู้สูงศักดิ์ที่ยอมเอาชื่อเสียงเกียรติยศของสตรีมาค้ำประกันบุรุษผู้หนึ่ง สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไปถึงดวงจิตของผู้คน!
หลิวหยวนกัดฟันกรอดจนกรามแทบแหลก มันดิ้นรนเฮือกสุดท้าย ตวาดเสียงแข็งก้องลาน "เหลวไหลสิ้นดี! คุณหนูใหญ่ตระกูลซูผู้สูงศักดิ์ดั่งกิ่งทองใบหยก จะลดตัวไปพำนักร่วมห้องกับศิษย์สายนอกตลอดยามราตรีได้อย่างไร! นี่ต้องเป็นเรื่องปั้นแต่งเพื่อหลีกหนีความผิดให้แก่มันเป็นแน่!"
ทว่าสิ้นคำตวาดของหลิวหยวน บรรยากาศรอบด้านกลับแปรเปลี่ยนไป บรรดาผู้อาวุโสหอคุมกฎคนอื่นๆ ที่นั่งชมดูอยู่บนแท่นศิลาเริ่มขยับตัวด้วยความอึดอัด พวกเขาส่งเสียงซุบซิบและแสดงสีหน้าลังเลอย่างเห็นได้ชัด การล่วงเกินคุณหนูใหญ่ตระกูลซูหาใช่เรื่องฉลาด ศิษย์พรรคพวกของหลิวหยวนเองก็กระชับด้ามกระบี่แน่นด้วยความตึงเครียดจนเหงื่อชุ่มมือ มิมีผู้ใดกล้าเปิดศึกกับตระกูลซูเพียงเพราะข้อกล่าวหาที่ไร้พยานยืนยัน
ซูหลิงเอ๋อร์เชิดหน้าขึ้น ชู 'ป้ายหยกตระกูลซู' ในมือให้เปล่งประกายเจิดจรัส บารมีอันหนักอึ้งดุจขุนเขาไท่ซานกดทับลงมา
"ผู้อาวุโสหลิวหยวน... ท่านกำลังกังขาในเกียรติยศและสัจจะของตระกูลซูกระนั้นหรือ? หรือท่านต้องการให้ท่านปู่ของข้า ลงจากยอดเขามาเป็นพยานยืนยันด้วยตนเอง!"
ชื่อของจ้าวหอโอสถผู้เป็นผู้นำตระกูลซู ดุจสายฟ้าฟาดกลางกระหม่อม หลิวหยวนหน้าซีดเผือด ไพ่ตายในมือของมันถูกทำลายจนหมดสิ้น ศาลอยุติธรรมที่มันอุตส่าห์เสกสรรค์ปั้นแต่งขึ้นมา บัดนี้ถูกอำนาจและบารมีที่เหนือล้ำกว่าบดขยี้จนแหลกสลายไม่มีชิ้นดี!
บรรยากาศกลางลานลงทัณฑ์ตึงเครียดจนแทบหยดเป็นน้ำ หลิวหยวนกัดฟันกรอด ใบหน้าแก่ชราแดงก่ำสลับซีดเผือด มันรู้ดีแก่ใจว่าหากดันทุรังหักหาญน้ำใจคุณหนูใหญ่ต่อไป ย่อมเป็นการประกาศศึกกับตระกูลซูอย่างแท้จริง ซึ่งนั่นเป็นความเสี่ยงที่แม้แต่เจ้าสำนักก็ยังมิกล้ากระทำโดยพลการ
คนโฉดเฒ่าสูดลมหายใจลึก สะกดกลั้นเพลิงโทสะที่สุมอก ก่อนจะสะบัดชายแขนเสื้ออย่างเกรี้ยวกราด
"ในเมื่อคุณหนูซูเอาเกียรติยศและสัจจะของตระกูลมารับรอง... หอคุมกฎย่อมต้องให้เกียรติ!" หลิวหยวนตวาดก้อง นัยน์ตาอาฆาตมาดร้ายจ้องเขม็งไปที่ร่างโชกเลือดของเย่เฉิน "ยุติการไต่สวนชั่วคราว! วันนี้ข้าจะละเว้นเจ้าไปก่อน ทว่าจงจำไว้... หากข้าค้นพบหลักฐานชี้ชัดเมื่อใด ต่อให้มีบารมีของตระกูลมหาอำนาจกางกั้น ข้าก็จะกระชากวิญญาณเจ้ามาเซ่นไหว้กฎเหล็กแห่งสำนักให้จงได้! พวกเรา... ถอย!"
สิ้นคำประกาศิตของหลิวหยวน บรรดาศิษย์หอคุมกฎต่างเร่งเก็บกระบี่และล่าถอยตามหลังผู้เป็นนายไปอย่างรวดเร็ว ประดุจสุนัขป่าที่พ่ายแพ้ต่อพญาราชสีห์ ศาลอยุติธรรมที่เคยน่าสะพรึงกลัวพังทลายลงอย่างสมบูรณ์
เมื่อแรงกดดันมหาศาลมลายหายไป ร่างของเย่เฉินที่ฝืนทนมาจนถึงขีดจำกัดสูงสุดพลันซวนเซ ชายหนุ่มทรุดเข่าลงข้างหนึ่ง โลหิตแดงฉานจากท่อนแขนขวายังคงหยดทะลักลงชโลมพื้นหิน ม้วนไผ่บรรพกาลในมือซ้ายแทบจะหลุดร่วง
ทว่าก่อนที่ร่างของเขาจะล้มพับ กลิ่นหอมระรื่นของดอกหลานฮวาพลันโชยแตะจมูก ท่อนแขนเรียวงามและอ่อนนุ่มของซูหลิงเอ๋อร์ได้รั้งประคองร่างที่โชกเลือดของเขาเอาไว้ ใบหน้าที่เคยเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปี บัดนี้ฉายแววห่วงใยอย่างปิดมิบัง นางรีบถ่ายทอดปราณเหมันต์อันอ่อนโยนเข้าสกัดจุดห้ามเลือดให้เขาในทันที
เย่เฉินเงยหน้ามองเทพธิดาผู้สูงศักดิ์ ริมฝีปากที่ซีดเผือดขยับเอ่ยรำพึงคำขอบคุณแผ่วเบา
ท่ามกลางภาพการช่วยเหลือเบื้องล่างนั้นเอง... หาได้มีผู้ใดล่วงรู้ไม่ว่า เหนือลานลงทัณฑ์ขึ้นไปนับหมื่นจั้ง ทะลวงผ่านทะเลหมอกอันหนาทึบ สู่เร้นลับแห่งยอดเขาชั้นในอันเป็นดินแดนต้องห้าม
ณ ริมชะง่อนผาสูงชันที่สายลมกรรโชกแรง บุรุษผู้หนึ่งในชุดคลุมยาวสีดำสนิทกำลังยืนเอามือไพล่หลัง ทอดสายตามองลงไปยังเหตุการณ์เบื้องล่างดุจเทพเซียนที่มองดูมดปลวก ใบหน้าครึ่งบนของมันถูกปกปิดไว้ด้วยหน้ากากศิลาแกะสลักลวดลายอสูร เผยให้เห็นเพียงนัยน์ตาสีเทาหม่นที่ลึกล้ำสุดหยั่งคาด
ข้างเอวของบุรุษผู้นั้น ห้อยไว้ด้วย 'ป้ายหยกโลหิตสลักลายมังกรเทวะ' ที่เปล่งประกายลี้ลับ ทุกครั้งที่มันขยับตัว กลิ่นอายปราณที่แฝงไปด้วยสายฟ้าโบราณจะแล่นปลาบแปลบออกมาบดขยี้มวลอากาศรอบด้านจนบิดเบี้ยว
บุรุษหน้ากากทอดมองท่อนแขนขวาที่โชกเลือดของเย่เฉิน ก่อนจะชำเลืองมองม้วนไผ่ดำขลับในมือซ้ายของชายหนุ่ม มุมปากของมันค่อยๆ แสยะยิ้มเยือกเย็น
"ช่างเป็นเด็กน้อยที่อำมหิตต่อตนเองนัก... ขยี้เส้นชีพจรเพื่อใช้โลหิตกลบกลิ่นอายมาร"
น้ำเสียงของมันแหบพร่าทว่ากังวานก้องไปในทะเลหมอก "หากพวกตาขาวแห่งหอคุมกฎล่วงรู้ว่า สิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้กองโลหิตนั้นหาใช่วิชามารกระจอกงอกง่อย ทว่าคือ 'ความวิบัติ' ที่แท้จริงจากบรรพกาล... ซ้ำยังถือครองคัมภีร์ต้องสาปม้วนนั้นไว้อีก... เกรงว่ามิใช่แค่สำนักเมฆาคราม ทว่าทั้งใต้หล้านี้คงได้ปั่นป่วนเป็นแน่"
บุรุษหน้ากากสะบัดชายแขนเสื้อ สายฟ้าโบราณสายหนึ่งแล่นแปลบปลาบผ่าทะลวงชั้นเมฆ หมุนตัวหันหลังเดินกลับเข้าสู่ความมืดมิดของยอดเขาชั้นใน ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะในลำคอที่ชวนให้ขนลุกซัน
"หมากกระดานนี้... ช่างน่าสนุกยิ่งนัก"
[จบตอนที่ 68]