ประชันยุทธ์สะท้านฟ้า

    ตอนที่ 43 ความพ่ายแพ้แห่งตระกูลฉิน

    ในยามนี้ ราวกับผู้คนถูกทิ่มแทงด้วยแรงสายฟ้าฟาด ต่างพากันตื่นตะลึง ในหัวสมองมีเพียงเสียงอื้ออึง
    ฟางหรูหลงมีวิญญาณยุทธ์ระดับหวงขั้นที่หก?
    เป็นไปได้อย่างไรกันที่ฟางหรูหลงจะมีวิญญาณยุทธ์ระดับหวงขั้นที่หก?
    ตลอดช่วงสิบปีที่พ้นผ่าน มิเคยพบพานผู้มีวิญญาณยุทธ์ระดับหวงขั้นที่หกแม้สักคนเดียวในเมืองหลินซุ่ย ทว่าในเวลานี้ ฟางหรูหลงจากตระกูลฟางคือผู้ที่ปลุกพลังแห่งวิญญาณยุทธ์อันแข็งแกร่งได้สำเร็จ
    ในหัวสมองของคนตระกูลฉินเวลานี้แสนว่างเปล่า ทุกร่างล้วนสั่นเทา
    แม้แต่ฉินเทียนและเถี่ยซานเองก็ยังรู้สึกหนาวเหน็บเฉกเช่นกัน ด้วยเพราะทั้งสองเข้าใจดีถึงความ จริงข้อนั้น หลังจากคิดทบทวนถึงเหตุต่าง ๆ ในอดีต
    เหตุใดฟางหรูหลงจึงได้อวดดีและมีท่าทีไร้ความเมตตายามทำร้ายศิษย์ตระกูลฉินเช่นนั้น?
    เหตุใดผู้อาวุโสไป๋เหิงจึงออกตัวเข้าช่วยตระกูลฟาง?
    ทั้งหมดนั่นเป็นเพราะฟางหรูหลงผู้นี้มีวิญญาณยุทธ์ระดับหวงขั้นที่หก จึงทำให้ก้าวขึ้นเป็นอัจฉริยะที่แท้จริง อีกด้านหนึ่ง ฉินฉางคงกลับกลายเป็นคนไร้ค่าเมื่อเทียบกับฟางหรูหลง
    ไม่มีผู้ใดคาดคิดเลยว่าเพียงความแตกต่างห่างชั้นระหว่างคนสองคน จะกลายเป็นช่องว่างอันสำคัญระหว่างสวรรค์กับพื้นพิภพไปได้
    "ฮ่า ฮ่า... เยี่ยมยอด! พูดได้ดี! ทั่วทั้งเมืองหลินซุ่ย เจ้าเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่ง ในขณะที่ผู้อื่นกลายเป็นเศษสวะ" ผู้อาวุโสไป๋เหิงเชิดศีรษะขึ้นแล้วเสียงหัวเราะร่า สีหน้าแววตากลับมาฉายแววยโสโอหังอีกครา และไม่รู้ด้วยเหตุกลใดจึงถามขึ้นว่า "ผู้อาวุโสเสี่ยว เขาคิดเห็นอย่างไรกับศิษย์ผู้นี้?"
    "ไม่เลว" เสี่ยวชิงเสวี่ยทำเหมือนไม่ได้ยินคำถามนั้น นางเอ่ยพลางพยักหน้าเล็กน้อย "ระดับหวงขั้นที่หก วิญญาณยุทธ์รูปแบบศาสตราวุธ เยี่ยมยอดในเชิงการต่อสู้ เจ้ามีศักยภาพที่ดีเยี่ยมมีโอกาสจะได้เป็นบรรพยุทธ์ ข้าไม่เคยคาดคิดว่าจะได้เห็นคนมีฝีมือในเมืองหลินซุ่ยอันเล็กจ้อยนี่ นับว่าไม่เสียทีที่ได้มาเยือน"
    ถึงแม้เสี่ยวชิงเสวี่ยจะมีสีหน้าสงบเยือกเย็นยามเอ่ย แต่ก็มีคำเยินยออยู่มากทีเดียว
    เมื่อเทียบกับความคิดเห็นที่นางพูดกับฉินฉางคง ถึงแม้จะมีคำเยินยออยู่มากกว่าเล็กน้อย หากมุมมองและความหมายที่ซ่อนเร้นอยู่นั้นต่างกันมากมายนัก
    ผู้อาวุโสไป๋เหิงรู้สึกปลื้มปีติอยู่ภายในยามได้ยินถ้อยคำนั้น เสี่ยวชิงเสวี่ยอยู่ฝ่ายตระกูลฉินมิใช่รึ? ยอดเยี่ยมทีเดียว เมื่อครู่นางได้แสดงให้เห็นว่าตระกูลฉินนั้นไร้ค่าต่อหน้าตระกูลฟาง
    อย่างไรก็ดี ถ้อยคำเหล่านั้นกลับดึงลากคนตระกูลฉินออกมาจากความตื่นตะลึง
    ในบรรดาคนตระกูลฉินที่นำโดยฉินเถี่ยป้า สีหน้าทะนงตนก่อนนี้ได้แปรเปลี่ยนแทนที่ด้วยสีหน้าสิ้นหวัง ดวงตามีแววของความหวาดกลัว
    วิญญาณยุทธ์ระดับหวงขั้นที่หก ช่างน่าเกรงขามอะไรเช่นนี้?
    พวกเขาล้วนเข้าใจดีว่าบัดนี้ ฉินฉานคงกลายเป็นคนไร้ค่าเมื่ออยู่ต่อหน้าวิญญาณยุทธ์ระดับหวงขั้นที่หก อย่างที่ฟางหรูหลงเอ่ย สำหรับเขาแล้ว คนอย่างฉินฉางคงเป็นเพียงเศษสวะที่ไร้ค่า
    ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนว่าฟางหรูหลงจะเป็นเพียงผู้เดียวที่ผ่านการประลองและได้รับเลือกให้เป็นศิษย์อันทรงเกียรติแห่งสํานักเสวียนหลิงจง!
    ในเมื่อฟางหรูหลงบรรลุวิญญาณยุทธ์ระดับหวงขั้นที่หก ทั้งยังจะได้เป็นศิษย์แห่งสํานักเสวียนหลิงจงในเร็ววันนี้ ผู้คนจะปฏิบัติต่อเขาเช่นใด?
    ยามเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้เช่นนั้น ตระกูลฉินคงมิอาจเทียบได้ในทุกทาง พวกเขาคงทำได้เพียงสรรเสริญเยินยอ
    ตระกูลฉินถึงคราวตกต่ำ!
    "เจ้า... เจ้า... เจ้า..." ฉินฉางคงร่ำร้องคร่ำครวญสีหน้าตกตื่น "เจ้า… เจ้า… เจ้าปลุก… เจ้าปลุกวิญญาณยุทธ์ระดับหวงขั้นที่หกได้เช่นไรกัน... ข้า… ข้าไม่เชื่อ… ข้าไม่เชื่อเด็ดขาด... อ๊าาาาา..."
    ฉินฉางคงได้คลุ้มคลั่งไปแล้วอย่างสิ้นเชิง
    เขามิใช่อัจฉริยะอันดับหนึ่งในเมืองหลินซุ่ยหรอกรึ? เขามิใช่ผู้ที่จะได้เป็นศิษย์ของสํานักเสวียนหลิงจงงั้นรึ?
    เหตุใดทุกสิ่งจึงเปลี่ยนไปรวดเร็วเช่นนี้?
    เหตุใดฟางหรูหลงจึงปลุกวิญญาณยุทธ์ระดับหวงชั้นที่หกขึ้นมาได้?
    "หึหึ" ยามนี้สีหน้าฟางหรูหลงทั้งสงบและภาคภูมิ เขาจ้องมองฉินฉางหลงอย่างเย้ยหยัน "ฉินฉางหลง เมื่อครู่เจ้ายังกล่าวหาว่าข้าเป็นเศษสวะมิใช่รึ? เจ้าคิดว่าวิญญาณยุทธ์ระดับหวงขั้นที่ห้าของเจ้านั้นแข็งแกร่งพอรึ? ในตอนนี้ เจ้าเป็นเพียงเศษสวะ และเศษสวะไม่อาจมีชีวิตอยู่เบื้องหน้าข้าได้!"
    ใบหน้าของฟางหรูหลงพลันบิดเบี้ยวในขณะที่ปลดปล่อยลมปราณอันรุนแรงออกมา
    คนตระกูลฉินเนื้อตัวสั่นเทา ใบหน้าฉายแววความหวาดกลัว พวกเขาล้วนมิเคยคาดคิดว่าสิ่งแรกที่ฟางหรูหลงจะทำหลังแสดงพลังวิญญาณยุทธ์ นั่นคือการสังหารยอดอัจฉริยะแห่งตระกูลฉิน
    "เจ้า..."
    ฉินฉางคงรู้สึกเย็นยะเยือกด้วยถูกรายล้อมไปด้วยพลังลมปราณ หัวใจถูกเกาะกุมด้วยความหวาดกลัว ฉินฉางคงมิลังเลรีบเชิดหน้าขึ้น แล้วร้องตะโกนไปยังแท่นหยก "ผู้อาวุโสเสี่ยว ได้โปรดหยุดการกระทำนี้ด้วย! แม้ระดับวิญญาณยุทธ์ของข้าจะต่ำต้อยกว่า ทว่าก็ยังเป็นวิญญาณยุทธ์ระดับหวงขั้นที่ห้า ข้ายังคงเป็นยอดฝีมือที่หาได้ยาก..."
    ความหวังสุดท้ายของฉินฉางคงอยู่ที่เสี่ยวชิงเสวี่ย แต่ทว่าเมื่อเสี่ยวชิงเสวี่ยได้ฟังถ้อยคำเหล่านั้น ใบหน้าอันงดงามของนามกลับยังคงนิ่งเฉยไม่รับรู้สิ่งใด
    เดิมทีนางเองก็มิได้ชอบใจในตระกูลฉินนัก นางเพียงพูดเพื่อช่วยฉินหนาน ด้วยเพราะนางชอบใจในความคิดของเขา อีกอย่าง นางมาเพื่อสรรหาศิษย์เพื่อเข้าสํานักเสวียนหลิงจง ในเมื่อฟางหรูหลงมีระดับวิญญาณยุทธ์ระดับหวงที่หก ก็สมควรจะได้ตำแหน่งที่สูงในสํานักเสวียนหลิงจง
    เช่นนั้นเสี่ยวชิงเสวี่ยจึงมิคิดก้าวก่าย
    ฉินฉางคงมองเห็นท่าทีของเสี่ยวชิงเสวี่ยอย่างทะลุปรุโปร่ง ใบหน้าจึงแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือดราวกับเพิ่งโดนลมพายุกระหน่ำพัดพาจนร่างสั่นไหวเอน ราวกับกำลังร่วงหล่นลงสู่ห้องอันเย็นยะเยือกไปถึงกระดูก
    ในชั่วขณะนั้น ฉินฉางคงหวาดกลัวสุดขีด ไม่หลงเหลือความภาคภูมิใดในตัวของเขาอีก
    ฉินฉางคงตระหนักได้ว่าตนในเวลานี้นั้น ตนเองล้มเหลวและพ่ายแพ้หมดรูป
     เมื่อเห็นความโหดร้ายและความกระหายเลือดบนใบหน้าของฟางหรูหลง ฉินฉางคงผู้ที่จิตแทบแหลกสลายเผยอาการกลัวลนลาน เขาคุกเข่าร่ำร้องคร่ำครวญ "พี่ฟาง นายน้อยฟางหรูหลง ข้าอ้อนวอน ขอท่านไว้ชีวิตด้วย... ข้าจะทำตามทุกสิ่งที่ท่านสั่ง…ข้ายินดีจะเป็นทาสของท่าน หากท่านไว้ชีวิตข้า"
    ดวงตาของเหล่าผู้คนล้วนเบิกกว้าง หาได้มีผู้ใดคาดคิดไม่ว่าคนอย่างฉินฉางคงผู้ซึ่งมีวิญญาณยุทธ์ระดับหวงขั้นที่ห้าจะอ้อนวอนขอชีวิต ราวกับเป็นมดตัวหนึ่ง
    "เจ้าสวะ" ฟางหรูหลงยั้งมือพลางหัวเราะร่าอย่างไม่อาจหยุดยั้งตัวเองได้
    เขารอคอยมาครึ่งเดือนเพื่อวันนี้ไม่ใช่รึ?
    เดิมทีนั้น เขาก็มุ่งหมายจะปลิดลมหายใจฉินฉางคงเพื่อแสดงพลังและความยโสโอหังของตน แต่ทว่ามิคาดคิดว่า คนอย่างฉินฉางคงจะคุกเข่าอ้อนวอขอชีวิต ช่างอ่อนแอยิ่งนัก
    "หรูหลง มิจำเป็นต้องฆ่าเขาเลย" ฟางลี่เอ่ยด้วยใบหน้าภาคภูมิใจยิ่ง "หากเราเอาเจ้าสวะตนนี้มาอยู่ในตระกูลฟาง เขาอาจเป็นประโยชน์กับเราก็ได้ บัดนี้ เจ้าเองก็กำลังจะกลายเป็นศิษย์แห่งสํานักเสวียนหลิงจง เขาคงไม่กล้าทำสิ่งโง่เขลาใดได้อีก"
    ฉินฉางคงพึงพอใจที่ได้ยินเช่นนั้นจึงตอบรับในทันที "ขอบคุณนายท่าน! ขอบคุณนายท่าน! ฉินฉางคงจะไม่คิดคดทรยศต่อตระกูลฟาง ข้าจะช่วยเหลือตระกูลฟางอย่างถึงที่สุด..."
    คนตระกูลฉินพากันเงียบงัน ด้วยไม่เคยคาดคิดว่าฉินฉางคงจะทรยศต่อตระกูลฉิน และหันไปเข้าร่วมกับตระกูลฟางได้รวดเร็วถึงเพียงนี้
    ฉินเทียนเมื่อเห็นดังนั้นจึงโกรธขึ้งอยู่ในใจ พร้อมหันไปหาฟางลี่ "เจ้า..."
    "ฮ่า ฮ่า... ฉินเทียน เจ้าตกใจล่ะสิ? ตระกูลฟางเก็บเรื่องนี้มานานเพื่อบดขยี้ตระกูลฉินของเจ้า บอกตามตรง แค่เพียงกำลังของเรายามนี้ก็มากพอจะโค่นล้มตระกูลฉินของเจ้าให้พินาศย่อยยับ แต่ทว่า... ข้ามิปรารถนาจะทำเช่นนั้น ข้าจะทำให้เจ้าทุกข์ทรมาน การยึดเอาคนตระกูลฉินมาเป็นทาสคือวิธีกำจัดตระกูลฉินในแบบของข้า!" ฟางลี่แสยะยิ้ม แล้วหันไปทางตระกูลฉินก่อนจะตวาดเสียงดัง "ข้าจะได้โอกาสพวกเจ้าครั้งสุดท้าย จงเรียนรู้จากฉินฉางคงไว้ ละทิ้งตระกูลฉินเสีย แล้วเข้าร่วมกับตระกูลฟาง หาไม่แล้ว..."
    "...ก็จงเตรียมใจรับกับความกริ้วโกรธของตระกูลฟางได้เลย" ฟางลี่เอ่ยด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยว
    สีหน้าของคนตระกูลฉินแปรเปลี่ยนไปในทันที ภายในทุกหัวใจล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวาดกลัว
    ในเพียงชั่วอึดใจ ผู้คนต่างสูญสิ้นสติ ฉินเถี่ยป้าคือผู้ทรยศคนแรก เขาเอ่ยเสียงดังว่า "ข้า ท่านผู้นำแห่งตระกูลฟาง เมื่อฉินฉางคงซึ่งเป็นบุตรข้าเลือกเช่นนั้น ข้าก็ยินดีเข้าร่วมด้วยเช่นกัน ข้าปรารถนาจะเข้าร่วมกับตระกูลฟางและใช้ฝีมือของข้า..."
    ไม่ทันที่ฉินเถี่ยป้าพูดจบ เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสของตระกูลฉินต่างก็เผยท่าทีตามมาโดยทันที
    "ใช่ ใช่ ใช่ ข้าก็ต้องการเข้าร่วมตระกูลฟางด้วยเช่นกัน"
    "ยอดเยี่ยม ข้าเองก็คิดจะละทิ้งตระกูลฉินมานานแล้ว!"
    "ฮ่า ฮ่า... ข้าด้วย ท่านผู้นำแห่งตระกูลฟาง ข้าเองก็ตั้งใจจะแบ่งปันทุกสิ่งให้กับตระกูลฟาง แม้รวมถึงความตายของข้าก็ตาม"
    "......"- โปรดติดตามตอนต่อไป -


    คล้ายกับเรื่องประชันยุทธ์สะท้านฟ้า ที่คุณอ่าน