ซูฉางอันย่อมต้องตกใจเป็นธรรมดา
เพราะก่อนหน้านี้วู๋ถงเคยบอกกับเขามาก่อน ว่าเทพแท้สังหารนักรบแห่งดาราจักรได้ราวกับผักปลา
บนเขาโยวหยุน ที่เขาเอาชนะเทียนจ้าวได้ เพราะพลังจากโลหิตเทพแท้ในร่างล้วนๆตอนนั้น เขาไม่ค่อยเข้าใจพลังของเทพสักเท่าไรนัก แต่ ณ เวลานี้ เมื่อมีพลังแข็งแกร่งและระดับสูงมากขึ้นเขาถึงรู้ว่าตนในตอนนั้นทรงพลังและแข็งแกร่งเพียงไหน
ถึงกระนั้น ในตอนนั้น เขาก็ไม่อาจสังหารเทียนจ้าสำเร็จอยู่ดี สุดท้ายวู๋ถงก็เป็นผู้ลงมือด้วยตนเองเทียนจ้าวถึงได้ตายลงในที่สุด
แสดงให้เห็นว่าแม้แต่ครึ่งเทพที่มีระดับพลังต่ำกว่าเทพแท้ถึงหนึ่งระดับยังแข็งแกร่งจนนักรบแห่งดาราจักรทั่วไปไม่อาจเทียบได้
แต่ชิงหลุนกลับบอกว่านางเคยสังหารครึ่งเทพมามากมาย
ซูฉางอันเชื่อว่าชิงหลุนไม่โกหกแน่ ทำให้ซูฉางอันพอจะคิดออกว่าชิงหลุนแข็งแกร่งและทรงพลังมากขนาดไหน
แต่ในขณะเดียวกัน ยังมีอีกสิ่งที่ทำให้ซูฉางอันรู้สึกตกตะลึง...
ชิงหลุนบอกว่า นางสังหารครึ่งเทพไปมากมาย ในช่วงสามร้อยปีที่ผ่านมา
สามร้อยปี!
เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานจนซูฉางอันแทบไม่กล้าคิดเลย
แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจ
ดูเหมือนอวี้เหิง อาจารย์ปู่ของเขา ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักรบแห่งดาราจักรที่แข็งแกร่งและอายุยืนที่สุดจะมีอายุเพียงสองร้อยห้าสิบหรือหกสิบปีเท่านั้น
ทว่าชิงหลุนที่ยังดูอ่อนเยาว์ขนาดนี้ กลับมีอายุมากกว่าสามร้อยปีแล้วเช่นนั้นรึ
ช่างเป็นอะไรที่น่าเหลือเชื่อเหลือเสียจริง
หรือชิงหลุนจะแข็งแกร่งกว่าอาจารย์ปู่อวี้เหิง? ซูฉางอันนึกสงสัยในใจ
หรือแท้จริงแล้ว นางจะไม่ใช่เผ่ามนุษย์? ความคิดอีกอย่างผุดขึ้นมากลางใจ
น่าเสียดายที่ซูฉางอันไม่มีเวลานั่งครุ่นคิดและคาดเดาเรื่องนี้
เพราะตอนที่กะโหลกปีศาจขนาดยักษ์พุ่งประชิดตัวและกำลังจะปะทะเข้ากับร่างของชิงหลุน ในที่สุด กระบี่ของชิงหลุนเริ่มขยับขึ้นอีกครั้ง
สายตาของมู่กุยอวิ๋นกับซูฉางอันถูกกระบี่ของชิงหลุนดึงดูดความสนใจไปจนหมดในเสี้ยววินาที
มันเป็นกระบวนกระบี่ที่แลดูธรรมดาสิ้นดี
ไม่มีแสงแห่งพลังที่รุนแรงสะเทือนฟ้าสะท้านดิน ไม่มีรูปมังกรวิเศษหรือสัตว์อสูรลอยวนเวียน แม้แต่กระแสแห่งคลื่นพลังก็ไม่มีให้เห็น
สิ่งเดียวที่แฝงอยู่ในตัวกระบี่ มีเพียงแสงสีเขียวที่ส่องจากดวงดาวบนท้องนภาอันไกลโพ้นเท่านั้น
ทว่ากระบี่นี้ กลับทลายกะโหลกปีศาจลงได้อย่างง่ายดาย
ถูกต้องแล้ว กระบี่ของนางเพียงแทงออกไปเบาๆ เท่านั้น
อาจเป็นเพราะกระบวนกระบี่ของนางธรรมดาเกินไป ผู้ชมที่เห็นเหตุการณ์จึงเกิดความคิดที่ว่า‘พลังมารที่ลอยวนเวียนอยู่รอบหัวกะโหลกก็ไม่เห็นจะเก่งกาจตรงไหน’ขึ้นมา
แต่เพียงไม่นาน พลังมารและอสูรร้ายที่ถูกทำลายจนกระจัดกระจายพิสูจน์ให้พวกเขาเห็นว่าความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่...
เพราะทันทีที่สรรพสิ่งโดยรอบถูกพลังมารแปดเปื้อน พวกมันถูกพลังอันแสนดำมืดดูดกลืนจนหายวับในเสี้ยววินาทีเท่านั้น
ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับลำแสงแห่งกระบี่ของชิงหลุน พลังมารที่น่าสยดสยองกลับถูกทำลายและสลายลงได้ง่ายดายเช่นเกล็ดน้ำแข็งต้องเพลิงพลังมารเหล่านั้นเอาแต่ลอยวนเวียนอยู่รอบกระบี่แต่กลับไม่กล้าขยับเข้าไปใกล้มันเลยแม้แต่น้อย ปานหนูตัวจ้อยวิ่งวนรอบแมวใหญ่ไปมา ส่งเสียงร้องจี๊ดๆขึ้นไม่ยอมหยุด แต่กลับไม่กล้าขยับเข้าไปใกล้เช่นนั้น
แต่ดูท่ากะโหลกยักษ์ที่รวบรวมพลังมารเข้าด้วยกันจะไม่ยอมแพ้ลงแต่เพียงเท่านี้ดังนั้น เสียงคำรามจึงดังออกมาจากปากของมันอีกครั้ง
วิญญาณร้ายทั้งหลายโหยหวนอย่างเจ็บปวด ราวถูกพลังบางอย่างควบคุมและบังคับ พวกมันกลับกลายเป็นลำแสงสีดำพุ่งเข้าไปที่กระบี่ของชิงหลุนอย่างไม่เต็มใจ... ด้วยปรารถนาจะหยุดกระบี่ด้วยชีวิตของตนใช้ตัวเองรั้งกระบี่ เพื่อถ่วงเวลาให้กะโหลกยักษ์
แต่แม้พลังมารและวิญญาณร้ายจะถาโถมเข้าหาอย่างมหาศาล จนหมอกสีดำแทบจะกลืนร่างของชิงหลุนไปจนมิด
ทว่าแววตาของชิงหลุนยังคงนิ่งสงบดังเดิม ไม่มีกระแสแห่งความรู้สึกใดๆแฝงอยู่แม้แต่น้อย นางยังคงมีสายตาที่เย็นยะเยือกไม่เปลี่ยนและยังคงพุ่งเข้าไปในหมอกแห่งพลังมารที่ลอยตลบอยู่เต็มท้องฟ้า พร้อมกับกระบี่คู่ใจตามที่แสงดาวชี้นำ
วินาทีนั้น นางเป็นดั่งบงกชสีขาวกลางบึงน้ำที่เต็มไปด้วยสิ่งสกปรก
ซึ่งแม้บึงน้ำจะมืดดำเพียงใด แต่บงกชยังบริสุทธิ์ไม่เปลี่ยนแปลง
และในที่สุด...
กะโหลกยักษ์ถูกทำลายลงโดยสมบูรณ์ แต่กระบี่ของชิงหลุนกลับไม่หยุดลงเพียงเท่านั้นยังคงพุ่งตรงไปยังความว่างเปล่าเบื้องหน้าดังเดิม
ทางด้านของซูฉางอัน เมื่อหมอกควันสีดำบนท้องนภาสลายไปในที่สุดเขาก็เห็นร่างของชิงหลุนอีกครั้ง และในตอนที่เขานึกสงสัยว่าเหตุใดชิงหลุนจึงไม่ยอมหยุดร่างของใครคนหนึ่งพลันปรากฏขึ้นตรงหน้าชิงหลุน โดยปลายแหลมของกระบี่ในมือชิงหลุน ชี้ไปยังกลางหน้าผากของร่างนั้นอย่างแม่นยำ
เป็นร่างของเทียนจ้าว ที่ปรากฏขึ้นหลังกะโหลกยักษ์ถูกทำลายนั่นเอง
เมื่อได้เห็นลำแสงแห่งกระบี่ที่อยู่ห่างจากหน้าผากเพียงไม่ถึงคืบ เขาสะดุ้งตกใจอย่างรุนแรงเขารู้ดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเป็นแน่ แต่เขาก็คิดไม่ตกว่าชิงหลุนทำลายการโจมตีของเขาอย่างง่ายดายได้อย่างไร และเหตุใดถึงหาร่างของเขาพบได้แม่นยำเช่นนี้ทั้งที่เขาก็พรางกายอย่างดีแล้ว
แต่ไม่นานให้หลัง เขาพลันสัมผัสกลิ่นอายแห่งพลังที่น่าสยดสยองบางอย่างได้จากกระบี่เล่มนั้น
แต่ไม่ทันได้แสดงความตกตะลึงออกมาทางสีหน้า พลันถูกกระบี่เล่มนั้นแทงเข้าไปกลางหน้าผากเสียแล้ว
ไร้การต่อต้านด้วยพลังวิญญาณดังคาดและไม่มีการผลัดกันโจมตีและป้องกันอย่างที่คาดคิดเอาไว้เช่นกัน
กระบี่เล่มนั้นถูกแทงเข้าไปกลางหน้าผากของศัตรูราวจับวาง
จากนั้น เมื่อแสงที่เจิดจ้าจนแสบตาประกายขึ้นร่างของเทียนจ้าวก็ร่วงหล่นลงบนพื้นดิน ปานว่าวที่สายป่านขาดเช่นนั้น
เมื่อเสียงกระแทกดังสนั่นร่างขนาดใหญ่ของเทียนจ้าวก็ถูกฝุ่นละอองที่ลอยตลบขึ้นไปในอากาศบดบังจนมิด
“ชนะแล้วรึ?” ซูฉางอันและมู่กุยอวิ๋นผุดคำถามนี้ขึ้นในใจอย่างพร้อมเพรียงเทียนจ้าวที่ภายนอกดูทรงพลังและแข็งแกร่งจนน่าสยดสยองกลับพ่ายให้กับกระบี่ที่แลดูธรรมดาไม่มีสิ่งใดพิเศษเช่นนี้เสียได้
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ซูฉางอันกับมู่กุยอวิ๋นรู้สึกราวเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องที่ถูกแต่งขึ้นราวเป็นเพียงความฝันอย่างไรอย่างนั้น
ทว่าความจริงก็ยืนยันกับพวกเขาแล้ว ว่านี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ
เมื่อฝุ่นละอองสลายไปจนหมดร่างของสัตว์ประหลาดตัวเดิมจึงปรากฏต่อสายตาของคนทั้งหลายอีกครั้ง
ร่างของมันเปื้อนฝุ่นเล็กน้อย ที่หว่างคิ้วมีบาดแผลกว้างถึงสามนิ้วประทับอยู่เลือดสีทองพากันไหลทะลักออกมาจากรอยแผลนั้นอย่างห้ามไม่อยู่
สภาพของมันแลดูสะบักสะบอมไม่น้อย ทว่าที่ริมฝีปากกลับยังปรากฏรอยยิ้มแห่งการกลั่นแกล้งขึ้นอย่างน่าประหลาด
“วิชาปลงรัก?” มันมองไปยังหญิงสาวผู้ลอยอยู่กลางอากาศพลางพูดขึ้นเช่นนี้ “เจ้าเป็นคนในวงเทพรึ?”
“วงเทพ?” ชิงหลุนขมวดคิ้วมุ่นขึ้น นางเป็นผู้ส่งวิญญาณของหอดารารู้ทุกสิ่งอย่างในโลกเป็นอย่างดี ทว่าที่ผ่านมา นางกลับไม่เคยได้ยินเรื่องของวงเทพอะไรนี่แม้แต่น้อย
“จริงสิ ข้าลืมไป วงเทพมลายลงตั้งแต่หนึ่งพันปีก่อน เหล่าครึ่งเทพทรยศต่อเทพแท้คาดไม่ถึงอยู่แล้ว ว่าจะถูกมนุษย์ที่เคยเป็นพันธมิตรหักหลังเยี่ยงนี้” เมื่อเอ่ยมาถึงตรงนี้ความกลั่นแกล้งที่มุมปากของเทียนจ้าวก็เพิ่มมากขึ้นทันที “น่าเวทนาจริงๆเพราะผนึกพลังแห่งเทพของตัวเองเอาไว้ สุดท้ายก็เลยถูกมนุษย์ธรรมดาไล่สังหาร”
สิ่งที่เทียนจ้าวพูด ทำให้ชิงหลุนขมวดคิ้วมุ่นขึ้นอีกครั้ง นางไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไหร่ว่าคนตรงหน้ากำลังพูดเรื่องอะไรกันแน่แต่นางสัมผัสได้อย่างเลือนราง ว่าครึ่งเทพตรงหน้ากำลังกระจายบางอย่างออกจากร่างบางอย่างที่ครึ่งเทพมากมายที่นางเคยสังหารไปก่อนหน้านี้ไม่มี...
“จะว่าไปแล้ว ข้าต้องขอบคุณเจ้าเสียด้วยซ้ำ” เทียนจ้าวมองไปทางซูฉางอันทันใดนั้น จู่ๆ กลิ่นอายแห่งพลังในร่างของเขาก็เริ่มแตกต่างไปจากเดิม กระแสแห่งพลังของเขาไม่ได้เพิ่มขึ้นในระดับที่มหาศาลจนน่าหวาดหวั่นอะไรแต่ราวกับว่าจู่ๆ เขาก็หลอมตัวเองเข้ากับโลกทั้งใบ จนเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่งช่างเป็นสถานการณ์ที่น่าพิศวงเหลือเกิน ราวว่าวินาทีนั้นสรรพสิ่งในโลกถูกปลุกให้ฟื้นขึ้นมาอีกครั้งเช่นนั้น
ตั้งแต่ดวงดาวบนท้องนภา กอหญ้าบนผืนดิน หรือแม้แต่ซากปรักหักพังของสิ่งก่อสร้างในสำนักเทียนหลานราวทุกสิ่งส่งสัญญาณบางอย่างไปยังสัตว์ประหลาดตรงหน้า ราวกับว่าพวกมันเป็นขุนนางทำความเคารพต่อราชันของตนเช่นนั้น
“หากไม่ใช่เพราะเจ้าทำลายชีพเทียนจ้าวของข้าลงข้าคงไม่อาจฟื้นคืนกลับมาได้อีก หากเป็นเช่นนั้นข้าคงทำลายผนึกของเจ้าโง่เทียนจ้าว และดึงพลังเทพกลับมาไม่ได้หรอก!” พอกล่าวจบเทียนจ้าวในร่างปีศาจก็หันไปมองชิงหลุน ก่อนจะกระพือปีกส่งร่างของตัวเองให้ลอยขึ้นไปเหนือพื้นดิน และหยุดลงในจุดที่อยู่ห่างจากชิงหลุนเพียงไม่ถึงสิบเมตรเท่านั้น
ทันใดนั้น สรรพสิ่งในโลกต่างก็ส่งเสียงอันแสนเลือนรางขึ้นอย่างพร้อมเพรียงเสียงเหล่านั้นแฝงด้วยจังหวะที่น่าพิศวงราวกำลังขับขานบทเพลงสรรเสริญแด่ราชันของตน
ในที่สุด ชิงหลุนก็หน้าถอดสีลงจนได้ นางรับรู้ได้แล้วว่าครึ่งเทพตรงหน้าไม่เหมือนครึ่งเทพคนอื่นๆที่นางเคยสังหารไปก่อนหน้านี้
และแน่นอน เหตุการณ์ในสำนักเทียนหลานย่อมดึงดูดความสนใจจากประชาชนในเมืองได้เป็นอย่างดี
ทหารที่เดินลาดตระเวนถูกเรียกมารวมกัน พวกเขาล้อมสำนักเทียนหลานเอาไว้ห่างๆทางด้านประชาชนทั้งหลายก็แห่มามุงดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ พากันวิพากษ์วิจารณ์สัตว์ประหลาดที่ลอยอยู่เหนือสำนักเทียนหลานไม่หยุดปาก
“มีสิ่งมีชีวิตเยอะจริงๆ!” เทียนจ้าวสังเกตเห็นฝูงชนที่แห่มามุงดูและวิพากษ์วิจารณ์อยู่รอบๆ ในที่สุด มันแลบลิ้นออกมาเลียริมฝีปากของตัวเองราวได้เห็นอาหารอันแสนโอชะก็ไม่ปาน
“เช่นนั้น ก็มาเป็นอาหารของข้าให้หมดก็แล้วกัน!” รังสีน่าสยดสยองสาดออกมาจากดวงตาของมันมันยกมือขึ้นไปกำหมับที่กลางอากาศ เพียงเท่านั้น ร่างของประชาชนที่มามุงดูอยู่รอบๆรวมไปถึงทหารที่ล้อมสำนักเทียนหลานอยู่ห่างๆ ก็พากันแห้งเหี่ยวลงทันตาเห็นราวกับถูกอะไรบางอย่างดูดเลือดดูดเนื้อออกไปหมดสิ้น จนในที่สุดร่างของคนเหล่านั้นก็ถูกดูดจนแห้งสนิท เหลือเพียงผิวหนังชั้นนอกเท่านั้น
เลือดและเนื้อจากร่างของคนทั้งหลายลอยเข้ามารวมกันที่กลางฝ่ามือสีเขียวของเทียนจ้าวจนกลายเป็นก้อนเนื้อสีเลือดที่มีการเคลื่อนไหวและเปลี่ยนรูปอยู่ตลอดเวลา
ทั้งหมดเกิดขึ้นด้วยความรวดเร็วชิงหลุนเพิ่งจะตระหนักได้ว่ามันต้องการจะทำอะไร ทว่ายังไม่ทันที่จะลงมือห้ามปรามคนนับพันก็ถูกสังหารลงเสียแล้ว
เมืองฉางอันจมเข้าสู่ความเงียบสงัดไปชั่วขณะ
จากนั้น เสียงกรีดร้องก็ดังสนั่นราตรีในวินาทีต่อมา
นี่เป็นครั้งแรกที่ชิงหลุนประกายความเกรี้ยวโกรธขึ้นทางใบหน้าพลันกระบี่ในมือก็ประกายเจิดจ้าขึ้นในเสี้ยววินาที ราวนางกำลังจะเหวี่ยงกระบี่ออกไปโจมตีศัตรูเช่นนั้น
“โลหิตมืดฟ้า!”
จู่ๆ เทียนจ้าวส่งเสียงครางต่ำที่ราวฝันร้ายออกมา จากนั้นก้อนเนื้อที่สร้างมาจากเลือดเนื้อของคนนับพันก็ถูกโยนขึ้นไปบนอากาศทันที
ก้อนเนื้อระเบิดออกจากกันอย่างฉับพลัน ละอองหมอกสีเลือดที่เข้มข้นจนราวจะไม่อาจสลายลงได้กระจายไปทั่วพิภพในเสี้ยววินาที
มันบดบังท้องนภา แสงจันทร์ และแสงจากดวงดาราลงจนมิด
วินาทีนั้น แสงดาวบนร่างของชิงหลุนก็ดับลงเช่นกัน
นางชะงักกระบี่ที่กำลังพุ่งออกไปลงอย่างกะทันหัน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปมองท้องนภาแล้วเผยอาการตื่นตระหนกออกมาบนใบหน้าในที่สุด
ท้องนภาในยามนี้ เหลือเพียงละอองเลือดสีแดงฉานและความมืดมนนอกจากนี้ก็ไม่มีสิ่งใดปรากฏให้เห็นอีกเลย
ชิงหลุนนึกขึ้นมาได้ ว่าท่านอาจารย์เคยบอกนางเช่นนี้ในตอนที่นางเพิ่งเริ่มฝึกวิชา...
หมอกหนาอาจบดบังหมู่ดาวลงได้ เช่นเดียวกับที่แสงจากดวงจันทร์และดวงอาทิตย์อาจกลบแสงแห่งดวงดาวลง...
แต่ดวงดาราจะยังคงอยู่เสมอ
หากร้องเรียกมันด้วยหัวใจ มันจะปรากฏขึ้นอีกครั้ง
นางจำประโยคนี้อย่างขึ้นใจมาโดยตลอด
และตั้งแต่ก้าวขึ้นมาเป็นนักรบแห่งดาราจักร นางกับดาวประจำตัวก็ไม่เคยขาดออกจากกัน
ที่ผ่านมา แสงจากดวงดารามักจะส่องลงมาที่นางทุกที่ทุกเวลา
แต่ในตอนนี้ นางกลับสัมผัสกับชีพดาราของตัวเองไม่ได้เลย
หากนักรบแห่งดาราจักรสูญเสียชีพดาราของตน ย่อมไม่ใช่นักรบแห่งดาราจักรอีกต่อไป
“นี่ละ พลังของเทพเจ้า” เสียงของเทียนจ้าวดังขึ้นอีกครั้งขณะที่ดวงตาซึ่งมองไปยังชิงหลุนก็เต็มไปด้วยความกลั่นแกล้ง
“พวกเราเคยปกครองโลกทั้งใบ ไม่ว่าจะเป็นพืชพรรณ สัตว์น้อยใหญ่ แม่น้ำ ทะเลภูเขา หรือแม้แต่ดวงดาว ดวงตะวัน และดวงจันทร์ ต่างก็เคยศิโรราบอยู่แทบเท้าเราทั้งสิ้น”
“แม้เวลาจะผ่านไปนานหลายพันปี แต่พวกเราก็ยังเป็นนายของพวกมันอยู่ดีส่วนพวกเจ้ามันก็เป็นแค่มดด้อยค่าที่ยืมพลังจากพวกมันมาใช้เพียงชั่วคราวเท่านั้นทว่าหากพวกเราต้องการ เราย่อมเรียกพวกมันกลับคืนได้เสมอ!”
เสียงของเทียนจ้าวดังมากขึ้นเรื่อยๆคล้ายเจ้าของเสียงต้องการจะประกาศสิ่งนี้กับคนทั้งโลกเช่นนั้น
เขาเชิดใบหน้าแสนอัปลักษณ์ขึ้นสูง พลางกระพือปีกกระดูกขนาดใหญ่และลอยตระหง่านอยู่กลางพิภพ ดุจดั่งราชันแห่งสรรพสิ่ง
สัตว์น้อยใหญ่ในแผ่นดินก้มโค้งเพื่อเขาสัตว์ป่าทั้งหลายก็พากันครางออกมาอย่างพร้อมเพรียง
แม้แต่ประชาชนในเมืองฉางอันที่เมื่อวินาทีก่อนยังพากันวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงด้วยความหวาดกลัวก็ยังชะงักฝีเท้าลงโดยพลันอำนาจอันน่าสยดสยองที่กระจายเข้ามาบีบคั้นทำให้พวกเขาไร้ซึ่งความกล้าที่จะต่อต้านอีกต่อไป กลับพากันก้มหน้า แล้วคุกเข่าลงบนพื้นดินเสียอย่างนั้น
และในวินาทีนั้นเองในที่สุดซูฉางอันก็เข้าใจความหมายของประโยคที่วู๋ถงเคยบอกเสียที
เทพแท้สังหารนักรบแห่งดาราจักรได้ง่ายดาย ไม่ต่างไปจากการฆ่าหมูหมากาไก่
ประโยคนี้ เป็นจริงทุกประการ
ขนาดเทียนจ้าวที่เป็นแค่ครึ่งเทพ ก็ยังตัดโลกกับดวงดาราออกจากกันทำให้ชิงหลุนที่แสนแข็งแกร่งสูญเสียพลังจากชีพดาราได้ในเวลาเพียงเสี้ยววินาทีเดียวเท่านั้นแล้วนับประสาอะไรกับเทพแท้เล่า?
และเมื่อคิดได้ว่ายังมีสัตว์ประหลาดเช่นเดียวกันซ่อนอยู่ในร่างของตนซูฉางอันก็รู้สึกหวาดผวาเหลือเกิน
“น่าเสียดายที่วิชาปลงรักของเจ้ายังแกร่งไม่พอ ไม่เช่นนั้นเจ้าอาจยังพอสู้กับข้าได้บ้าง” เทียนจ้าวส่ายหน้าราวรู้สึกเสียดาย เขาพูดไปพลางพลางก็ยกมือขึ้นไปกำหมับที่กลางอากาศ ทันใดนั้น ร่างของชิงหลุนก็ชะงักลงและไม่อาจขยับเขยื้อนได้อีกเลย
เมื่อเทียนจ้าวโบกมือเบาๆร่างของชิงหลุนก็ลอยเข้าไปกระแทกกับซากปรักหักพังที่กองอยู่ในสำนักเทียนหลานอย่างแรงปานร่างบางเป็นเพียงเศษขยะที่ไร้ค่าชิ้นหนึ่ง
“ชิงหลุน!!!”ซูฉางอันร้องอุทานขึ้น ทว่าร่างของเขาถูกพลังมารพันธนาการเอาไว้อย่างแน่นหนาเหตุนี้ นอกจากการร้องตะโกน เขาก็ทำสิ่งอื่นไม่ได้อีก
“อย่าเพิ่งรีบร้อนไป รอให้ข้าดูดกลืนเจ้าของที่อยู่ในร่างของเจ้าก่อนเมื่อถึงตอนนั้น เจ้าก็ได้ไปอยู่กับนางแล้ว” เทียนจ้าวเบี่ยงสายตามาที่ซูฉางอันครู่หนึ่งพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
ปีกขนาดใหญ่ถูกกระพือขึ้นอีกครั้ง เพียงเสี้ยววินาทีเดียวเท่านั้นร่างของเทียนจ้าวก็มาหยุดอยู่เบื้องหน้าซูฉางอัน
ใบหน้าของมันถูกยื่นเข้ามาใกล้กับซูฉางอันเป็นอย่างมาก ถึงขนาดที่เขารับรู้ได้ถึงกลิ่นคาวเลือดที่น่าคลื่นไส้ซึ่งกระจายออกมาจากร่างประหลาดตรงหน้าได้อย่างชัดเจน
“ช่างน่ากินอะไรเช่นนี้” เทียนจ้าวสูดกลิ่นกายของซูฉางอันเบาๆก่อนใบหน้าที่แสนอัปลักษณ์จะฉายความมัวเมาขึ้นในเวลาต่อมา เขาแลบลิ้นยาวๆของตัวเองออกมา เพื่อเตรียมจะเลียใบหน้าของซูฉางอัน
ทว่าในตอนนั้นเอง จู่ๆ เขาก็ราวจะรับรู้ได้ถึงอะไรบางอย่าง
เขายื่นมือออกไปกำหมับที่กลางอากาศกะทันหัน
ทันใดนั้น รอยแยกลึกก็ปรากฏขึ้น และขยายไปในทิศที่มือของเขาพุ่งไป
ทุกสิ่งที่ขวางทางรอยแยก ไม่ว่าจะเป็นพืชพรรณ สิ่งมีชีวิตหรือแม้แต่อาคารที่สูงตระหง่าน ต่างแหลกสลายเป็นผุยผงในเสี้ยววินาที
หลังสติหลุดลอยเพราะการโจมตีที่ทั้งน่าสยดสยองและแปลกประหลาดของเทียนจ้าวได้เพียงไม่นานซูฉางอันก็หันไปมองตามทิศที่รอยแยกลุกลามไปอย่างรวดเร็ว
ทิศนั้นเป็น...
เป็นที่ตั้งของจวนแห่งตระกูลกู่! เขาเบิกตาขึ้นกว้าง วินาทีนั้น ดวงตาที่ใสสะอาด ก็เหมือนกับมีบางอย่างลุกโชนขึ้น
ราวเป็นการยืนยันความคิดของซูฉางอัน จู่ๆ ร่างสีขาวของใครบางคนลอยเข้ามาตามรอยแยกบนพื้นดินร่างนั้นลอยเข้ามาอย่างไม่เต็มใจ แต่เพราะเจ้าของร่างก็ถูกบางสิ่งพันธนาการไว้ไม่ต่างไปจากซูฉางอันในตอนนี้ดังนั้น แม้จะไม่เต็มใจแต่ในที่สุดร่างนั้นก็ยังถูกพลังที่แข็งแกร่งจนเข้าขั้นน่าสยดสยองดึงดูดอย่างไม่อาจขัดขืนอยู่ดี
ในที่สุดร่างนั้นก็หยุดลงในจุดที่อยู่ห่างจากซูฉางอันเพียงไม่ถึงสามเมตรเท่านั้น
“เซี่ยนจวิน!”ซูฉางอันทั้งโมโหและตกใจไปในเวลาเดียวกันเขาดิ้นรนเพื่อขัดขืนพลังที่พันธนาการร่างเอาไว้อย่างบ้าคลั่งแต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ฝืนพลังนั้นก็ไม่ไหวอยู่ดี
“คิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าก็อยู่ที่นี่เหมือนกัน” เทียนจ้าวปรากฏความดีใจออกมาทางสีหน้าเขายื่นมือออกไปข้างหน้าด้วยหวังจะสัมผัสใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดผวาของกู่เซี่ยนจวิน
“เจ้าสัตว์เดรัจฉาน! บังอาจนัก!” เสียงคำรามที่ดังสนั่นปานอัสนีคำรามระเบิดขึ้นขณะที่ร่างของใครบางคนก็พุ่งเข้ามาตามรอยแยกด้วยความรวดเร็วประดุจสายฟ้า
เป็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง
เขาอยู่ในชุดผ้าไหมชั้นดี ที่มือถือกระบี่ยาวเงาวับ ใบหน้าเต็มไปด้วยความเกรี้ยวโกรธที่แสนมหาศาลซึ่งทำให้ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวของเขาแลดูบิดเบี้ยวไปหมด
เขาพุ่งมาประชิดร่างของเทียนจ้าวในเสี้ยววินาที กระบี่ในมือก็ถูกยกขึ้นสูงคล้ายกำลังจะเหวี่ยงมันลงมาตัดหัวของสัตว์ประหลาดตรงหน้า
ทว่าเทียนจ้าวกลับทำราวกับมองไม่เห็น เขาเพียงยื่นมือออกไปแบบส่งๆและเมื่อหนามสีขาวพุ่งออกไปจากฝ่ามือ ชายผู้ถือกระบี่ร่างแข็งทื่อไปในเสี้ยววินาทีร่างของชายวัยกลางคนก็ถูกหนามแหลมผลักให้ลอยถลากลับออกไปอย่างบ้าคลั่งร่างนั้นพุ่งกระแทกต้นไม้ใหญ่ในสำนักจนหักโค่นไปหลายต้นเลยทีเดียว จึงหยุดลงได้ในที่สุด
หนามแหลมทะลุผ่านหน้าท้อง ตอกให้ร่างของเขาติดอยู่บนพื้นดินพลันมวลเลือดก็ทะลักออกมาทางปากในเสี้ยววินาที
“ท่านพ่อ!”กู่เซี่ยนจวินร้องอุทานขึ้น ก่อนน้ำตาจะไหลออกมาอย่างไม่อาจหยุดยั้ง
“เจ้าโง่เทียนจ้าวผนึกข้าเอาไว้ และทรยศต่อเทพทั้งหลายเพียงเพราะผู้หญิงคนเดียว สุดท้ายเลยต้องมามีสภาพครึ่งคนครึ่งผีแบบนี้แต่มันคงคิดไม่ถึงว่าสุดท้ายผู้หญิงชั้นต่ำคนนั้นจะไปมีสัมพันธ์สวาทกับมนุษย์ธรรมดา แถมยังมีลูกด้วยกันอีก!” เทียนจ้าวประกายรังสีประหลาดขึ้นทางแววตามันมีทั้งความโกรธ ทว่าก็มีความอาลัยเช่นกัน เขาก็มองสำรวจกู่เซี่ยนจวินอย่างละเอียดอีกครั้งก่อนจะพูดขึ้น “เพียงแต่... เจ้าก็มีส่วนคล้ายกับมารดาชั้นต่ำของเจ้าไม่น้อยถึงว่า เจ้าโง่เทียนจ้าวถึงจำคนผิด”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ รอให้ข้ากลืนกินเจ้าหนุ่มนั้นก่อนแล้วข้าจะแขวนพวกเจ้าเอาไว้ที่ประตูเมือง ให้นังคนชั้นต่ำมาขอโทษและรับโทษจากข้าด้วยตัวเอง!” เขาพูดพลางฉายรังสีอำมหิตขึ้นในแววตาราวได้เห็นภาพแห่งอนาคตที่กำลังรอคอยแล้วเช่นนั้น
พอพูดจบ เขาก็ไม่สนใจคำก่นด่าจากกู่เซี่ยนจวินอีกทว่าหันหน้าไปมองซูฉางอันแทน พลันดวงตาสีเลือดคู่นั้นก็ฉายแววความโลภอันแสนมหาศาลออกมา
ปากขนาดใหญ่ถูกเปิดออก แรงดึงดูดอันแสนมหาศาลจะเริ่มดึงร่างของซูฉางอันเข้าไปหาซูฉางอันรับรู้ได้ว่าเลือดเนื้อในร่างกำลังถูกดูดออกไปและกำลังจะถูกเจ้าปีศาจตรงหน้ากลืนลงคอไปแล้ว
ซูฉางอันสะดุ้งตกใจ ที่เขาโยวหยุน ในตอนนั้นเทียนจ้าวที่ยังมีชีพเทียนจ้าวเคยทำกับเขาเช่นนี้เขารู้ดีว่าหากเลือดเนื้อในร่างถูกดูดออกไปจนหมด ตนจะเหลือเพียงหนังมนุษย์ที่ว่างเปล่าไม่ต่างไปจากชาวเมืองที่ถูกดูดเลือดเนื้อไปก่อนหน้านี้
ซึ่งเขาไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น
เขายังไม่อยากตาย
ยังมีเรื่องมากมายที่เขายังไม่ได้ทำ
เขายังไม่รู้ใจตัวเอง
ยังไม่ได้เป็นนักดาบที่เก่งเหมือนกับมั่วทิงอวี่
ดังนั้น เขาจึงเริ่มดิ้นรนขัดขืนขึ้นแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าพลังดึงดูดของเทียนจ้าวแล้วการขัดขืนของเขาก็อ่อนแอจนน่าขันเหลือเกิน
เขามองไปยังชิงหลุนที่ไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย มองไปยังกู่เซี่ยนจวินที่น้ำตานองหน้า
มองดูมู่กุยอวิ๋นที่ถูกพันธนาการ และมองไปยังกู่ฟางเทียนที่หมดสติไป...
ทันใดนั้น รังสีสังหารระเบิดขึ้นกลางใจ
“เจ้าปรารถนาในพลังหรือไม่?”
และในตอนนั้นเอง จู่ๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในหัวของซูฉางอัน