Teachers Kekkaishi คุณครูผู้ผนึกมาร

    บทที่37 ความต้องการลึกๆของมู่หลิน

    “เข้าใจแล้ว!ฉันจะพยายาม!’’ เทาก้านกําหมัดแน่นด้วยความเปี่ยมล้นตั้งใจก่อนจะขอโทษในสิ่งที่ผ่านมาทั้งหมด และขอบคุณมู่หลินที่ให้โอกาส

     

    หูเฟิงที่เห็นก็อึ้งไปเหมือนกันเพราะตอนแรกเขานึกว่าไอ้อ้วนคนนี้จะเป็นเพื่อนสนิทของชายหนุ่มแต่ใครจะไปคิดกันล่ะว่าจะกลับกันขนาดนี้…

     

    เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยทั้งสองคนก็จากไป มู่หลินจึงอาบนํ้าแล้วเปลี่ยนชุดก่อนที่จะกลับเข้าห้องนอนของเขาจากนั้นเขาก็นั่งครุ่นคิดถึงเรื่องที่ผ่านมา “เบื้องบน? ใครกันนะที่ยื่นมือเข้ามาช่วยฉัน…’’

     

    แม้จะไม่รู้ว่าเป็นใครแต่ด้วยความที่ผู้กํากับหลิวเตรียมประกันตัวเขาก่อนที่จะเริ่มสอบสวนเขาจึงสามารถฟันธงได้ทันที ว่าคนๆนั้นคอยติดตามการเคลื่อนไหวของเขาถึงจะอย่างนั้นด้วยฌานหยั่งรู้มันก็ไม่ได้ทําให้เขากังวลหรือรู้สึกไม่ปลอดภัยเหตุผลก็เพราะถึงอีกฝ่ายจะติดตามการเคลื่อนไหวของเขาแต่นั่นก็แค่ส่วนการเคลื่อนไหวไม่ได้มาติดตามแบบใกล้ชิดดั่งพวกสายลับอะไรทํานองนั้น ไม่อย่างนั้นล่ะก็…

     

    หึๆคงได้รู้ดีกัน!

     

    เหตุการณ์ที่ผ่านมาทั้งวันแม้จะไม่ได้ทําให้มู่หลินเหนื่อยมากแต่ด้วยความที่ยังไม่ได้นอนตั้งแต่เมื่อวาน เขาจึงต้องการเก็บแรงเอาไว้เหตุผลก็เพราะงานเลี้ยงฉลองวันเกิดของซุยหมิงก็จบลงไปแล้วเขาจึงตั้งใจที่จะตั้งหน้าตั้งตาบําเพ็ญเพียรเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งสําคัญเลยก็เพราะเขาไม่รู้ว่าคนพวกนั้นเป็นใคร ถ้าเป็นพวกผู้ฝึกยุทธ์เขาก็มั่นใจว่าจะรับมือได้แต่ถ้าเป็นพวกผู้บ่มเพาะล่ะก็...เขาคงต้องรีบเพิ่มความแข็งแกร่งให้ไวที่สุดเท่าที่จะทําได้!

     

    ไม่ช้าเวลาก็ผ่านไปมู่หลินที่เข้านอนก็หลับสนิทเขาจมดิ่งไปในห้วงแห่งความฝันและระลึกถึงอดีตในครั้งที่อยู่แดนเต๋า

     

    “สหายใยเจ้าถึงไม่ข้องแวะกับผู้คน?’’ภายในห้วงแห่งความฝัน เสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้นในหัวมันเป็นเสียงสหายรักของมู่หลิน...ซัวเทียนหมิง!

     

    การสนทนาครั้งนี้เป็นตอนที่เกิดขึ้นหลังจากพวกเขาทั้งสองเป็นสหายที่ช่วยชีวิตซึ่งกันและกัน

     

    “ถ้าหากเป็นคนอื่นถามข้าคงจะตอบอีกอย่างแต่ถ้าเป็นเจ้าถามข้าคงบอกได้เพียงแค่ว่า ไม่จําเป็น!’’ภาพในห้วงแห่งความฝันเริ่มแจ่มชัด ที่ธานนํ้าสวรรค์มู่หลินยิ้มบางให้กับชายหนุ่มผู้หล่อเหลาอีกคน เขาคนนี้มีผมสีเงินยาวไสวใบหน้าประดับไปด้วยความสบายและรอยยิ้มที่จริงใจ

     

    “หึๆสมกับเป็นเจ้า!’’ ได้ยิน ซัวเทียนหมิงก็หัวเราะร่าเหมือนกับรู้อยู่แล้วว่าชายหนุ่มจะตอบอะไร

     

    “แล้วหลังจากที่เจ้าขึ้นไปถึงจุดสูงสุดแล้วล่ะ...เจ้าจะทําอะไรต่อ?’’ซัวเทียนหมิงถามอีกครั้งเขารู้ดีว่าเป้าหมายของชายหนุ่มก็คือการขึ้นไปยังจุดสูงสุดของแดนเต๋า

     

    “ข้าน่ะเหรอ?ไม่รู้สิ…’’ เป้าหมายของมู่หลินมีเพียงหนึ่งเดียว เขาจึงส่ายหัวเพราะยังไม่ได้คิด

     

    “ไม่ลองรับศิษย์สักคนแล้วมาสอนดูหน่อยล่ะบางทีเจ้าอาจจะสนุกก็ได้นะ! เพราะครั้งที่ข้ายังออกเดินทางเพื่อฝึกฝนการที่ข้าได้สอนใครสักคนมันทําให้ข้าเข้าใจความรู้สึกผูกพันและห่วงใยเป็นอย่างดีเลยล่ะและแม้ว่าสองสิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่ร้ายต่อการบําเพ็ญเพียรทว่ามันก็เป็นสิ่งที่ทําให้เรารู้คุณค่าของชีวิตและความสนุกของการใช้มันอย่างแท้จริงอีกอย่างนั่นก็เป็นวิธีสร้างครอบครัว ซึ่งข้าคิดว่าวิธีนี้เจ้าน่ะจะชอบนะ!’’ซัวเทียนหมิงยิ้มกว้าง

     

    “ครอบครัวงั้นเหรอ?ก็จริง! ไว้ว่างๆข้าจะลองดูแล้วกัน!’’ สิ่งที่ซัวเทียนหมิงบอกเป็นเหมือนความต้องการลึกๆของมู่หลินเขาจึงหัวเราะเบาๆออกไปเพราะวันนั้นมันคงไม่มาถึงหรอก…

     

    …

     

    10:00 นาฬิกาณ ห้องนั่งเล่น

     

    ปัจจุบันหลังจากที่ได้พบเจอเหตุการณ์ต่างๆมากมายและยังต้องพูดคุยเรื่องสําคัญกับมู่หลินอีกซุยเทียนจึงเดินทางมาที่วิลล่าของลูกชายตัวเองเพื่อเข้าพบมู่หลินตอนนี้เขาจึงนั่งมองหน้าอีกฝ่าย โดยมีซุยหมิงนั่งอยู่ตรงกันข้าม

     

    “มู่หลินเธอรู้ใช่ไหมว่าสามตระกูลใหญ่เป็นคนพาตัวเธอออกมา?’’ซุยเทียนจ้องหน้าชายหนุ่มเขาได้รับรู้มาจากซุยหมิงว่านอกจากทั้งสามตระกูลใหญ่จะยื่นมือเข้ามาช่วยแล้วยังมีทางเบื้องบนและสองปรมาจารย์อย่างหยางฮ่าวและฟงหยวนอีกดังนั้นเขาจึงกลัวว่าการช่วยเหลือครั้งนี้มันอาจทําให้บุญคุณไม่มากพอดังนั้นอีกฝ่ายอาจจะปฏิเสธการเจอหน้ากับเย่ฟางเทียนได้

     

    “คุณลุงเทียนต้องการให้ผมไปหาใครสักคนในตระกูลเย่ใช่ไหม?’’เห็นอีกฝ่ายถามมา มู่หลินก็ไม่อ้อมค้อมเพราะเขารู้ว่าเหตุผลส่วนใหญ่ที่ตระกูลหวังและตระกูลจื่อช่วยเขาเป็นเพราะอะไรแตกต่างกับตระกูลเย่ที่เขาไม่เคยเจอหน้า จึงเป็นไปได้ว่าซุยเทียนที่หยิบยกเอาเรื่องนี้ขึนมาต้องการจะสื่ออะไรบางอย่าง

     

    “ฉลาดไม่เลว!’’ถึงจะประหลาดใจแต่ซุยเทียนก็พยักหน้า “เดิมทีแล้วฉันคิดว่าไม่น่าจะช่วยเธอได้จึงได้เดินทางไปยังตระกูลเย่เพื่อขอให้ผู้อาวุโสเย่ฟางเทียนยื่นมือเข้าช่วย แน่นอนว่าด้วยความฉลาดของเธอเธอคงจะรู้ว่าเขาช่วยเธอเพราะต้องการบางอย่าง และฉันจะไม่ปิดบังเรื่องนี้!’’

     

    “ความจริงแล้วผู้อาวุโสฟางเทียนเป็นผู้ฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ซึ่งฉันคิดว่าเธอน่าจะรู้ดีว่าเขาเป็นหนึ่งในผู้ฝึกยุทธ์ดังนั้นแล้วสิ่งที่ฉันจะบอกก็คือ ไม่กี่ปีมานี้เขาป่วยเป็นโรคบางอย่างและเขาก็ได้ไปโรงพยาบาลชื่อดังนับไม่ถ้วนมาแล้วซึ่งก็ต้องพบกับความล้มเหลวและผิดหวังแน่นอนว่าเขาก็ได้เชิญแพทย์แผนจีนเก่งกาจมากมายไปตรวจดูเช่นกันเพียงแต่คนพวกนั้นก็ไม่สามารถทําอะไรได้ดังนั้นฉันจึงคิดว่าถ้าเป็นเธอบางทีถึงจะไม่รู้วิธีรักษา แต่อาจจะรู้บางอย่างก็ได้เพราะงั้นฉันจึงอยากให้เธอไปลองตรวจดูอาการป่วยของเขาสักหน่อยน่ะ!’’ซุยเทียนพูดต่อเพราะคิดว่าชายหนุ่มที่มีฝีมือการสกัดจุดรักษาโรคได้ในชั่วพริบตาต้องเก่งกาจมากและไม่มีทางที่แพทย์แผนจีนส่วนใหญ่จะเทียบได้ ดังนั้นเขาจึงเสี่ยงเอาเรื่องนี้ไปลองพูดคุยกับเย่ฟางเทียนดูแน่นอนว่าตอนแรกเขาคิดว่าอีกฝ่ายคงไม่ช่วยและที่ช่วยในปัจจุบันก็คงเพราะเห็นเป็นผู้ฝึกยุทธ์เหมือนกัน

     

    ถูกต้อง!ในสายตาของซุยเทียนแล้ว การที่มู่หลินสามารถหลบกระสุนหรือแม้กระทั่งคว้ามันได้ซํ้ายังบุกถล่มคาสิโนจนมีคนบาดเจ็บเกือบห้าร้อยคนสิ่งธรรมดาล้วนไม่สามารถใช้อธิบายได้ ยกเว้น ผู้ฝึกยุทธ์!

     

    มู่หลินจะต้องเป็นผู้ฝึกยุทธ์อย่างแน่นอน!

     

    “พ่อผู้ฝึกยุทธ์คืออะไร?’’ด้านซุยหมิงที่ไม่รู้เรื่องผู้ฝึกยุทธ์จึงสับสนและสงสัย

     

    เห็นอย่างนั้นซุยเทียนจึงอธิบายอย่างรวบรัดไม่ช้าซุยหมิงก็เข้าใจและอดไม่ได้ที่จะมองมู่หลินอย่างตกตะลึงเพราะด้วยความที่ว่าอีกฝ่ายสามารถหลบกระสุนจํานวนมากได้เป็นไปได้อย่างแน่นอนว่าเขาจะคือ ผู้ฝึกยุทธ์

     

    ขณะที่คาดหวังว่าชายหนุ่มจะตอบตกลงและไม่หักหน้าเย่ฟางเทียนซุยหมิงก็อดรู้สึกกังวลแทนซุยเทียนไม่ได้

     

    “ผมเป็นแพทย์แผนจีนใช่ไหมครับ?’’เห็นทั้งสองมองอย่างกังวลมา มู่หลินก็ยิ้มอ่อนถามกลับไปแทน

     

    “หรือว่าไม่ใช่?’’ได้ยิน ซุยเทียนและซุยหมิงก็อดหันมามองหน้ากันอย่างงุนงงไม่ได้ก็เขาเองไม่ใช่เหรอที่บอกว่าตัวเองคือแพทย์แผนจีน? แล้วตอนนี้จะมาถามอะไรอีก!

     

    “ใช่! ผมคือแพทย์แผนจีน!’’ต่อหน้าความสงสัย มู่หลินก็พยักหน้าก่อนหัวเราะเบาๆ“ดังนั้นแล้วผมย่อมต้องไปเพียงแต่…’’

     

    “แต่อะไร?’’ซุยเทียนและซุยหมิงถามพร้อมกัน

     

    “แต่...ต้องรอเจ็ดวัน!เพราะงั้นถ้าเขารีบนักล่ะก็...ให้เขาแบกหน้ามาหาผมเองและขอร้อง!ไม่อย่างนั้นล่ะก็...ผมจะไม่ไปไหนเด็ดขาดจนกว่าจะครบเจ็ดวัน!’’มู่หลินพูดด้วยสีหน้าจริงจัง นํ้าเสียงของเขาชัดถ้อยชัดคําเป็นอย่างมาก

     

    เจ็ดวัน...เจ็ดวันนี้เขาจะบําเพ็ญเพียร!

     

    เพราะงั้นถ้าไม่ใช่เรื่องร้ายแรงเขาจะไม่ไปไหนทั้งนั้น!