ลานประลองหินชนวนใจกลางเมืองหลวงในยามนี้เปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายแห่งความกดดัน นักยุทธ์เยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกจากทั่วแผ่นดินเหลือเพียง 32 ยอดฝีมือ สุดท้าย พวกเขายืนตระหง่านอยู่กลางลานประลอง แบ่งเป็สี่แถว แถวละแปดคน ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของผู้ชมมหาศาลและสายตาจับจ้องของเหล่าขุนนางชั้นสูงบนพลับพลา
เ้าหน้าที่กรมพิธีการในชุดขุนนางเต็มยศก้าวออกมาเบื้องหน้า สองมือกุมม้วนคัมภีร์สีทองก่อนจะประกาศก้อง
"ยอดคนทั้ง 32 รายนาม... บัดนี้ถึงเวลาที่์จะเลือกวิถีให้แก่พวกเ้า! ไหสำริดทั้งใบนี้บรรจุป้ายหยกที่จะแบ่งพวกเ้าออกเป็สองเส้นทาง เส้นทางั และ เส้นทางพยัคฆ์!"
เ้าหน้าที่เริ่มขานชื่อนักยุทธ์ทีละราย ป้ายหยกถูกชูขึ้นท่ามกลางสายตาตึงเครียด รายชื่อแรกๆ เริ่มกระจายตัวไปตามโชคชะตา
"หวังลี่ สำนักกระบี่คู่... สายั!"
"เฉินคุน สำนักหมัดภูผา... สายพยัคฆ์!"
เสียงฮือฮาเริ่มดังขึ้นเมื่อชื่อของเหล่าตัวเต็งถูกขานออกมาในจังหวะที่ "ประจวบเหมาะ" อย่างน่าประหลาด
"เจี้ยนอู๋เซิน สำนักกระบี่์... สายั!"
"กู่เสวี่ยเหมย ตระกูลกู้... สายั!"
"และ... หลินชิวเซียน แห่งมณฑลหลิน... สายั!"
พริบตานั้น เสียงซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์ก็ดังระงมไปทั่วอัฒจันทร์ บรรดาเ้าเมืองและผู้าุโสำนักต่างๆ ต่างหันมองหน้ากันด้วยแววตาที่มีนัย ในจังหวะที่รายชื่อสายัถูกขานจนครบ กู่เสวี่ยเหมย หันไปสบตากับหลินชิวเซียน นางไม่ได้เอ่ยคำใด แต่เพียงแค่ใช้นิ้วเรียวยาวลูบไปที่ด้ายปราณที่พันอยู่รอบข้อมือพลางแค่นยิ้มที่มุมปาก แววตาเต็มไปด้วยความกระหายที่จะพิสูจน์ว่า "สายน้ำ" ที่ทุกคนชื่นชม จะต้านทาน "พันธนาการ" ของนางได้นานแค่ไหน
"นี่มันจะบังเอิญเกินไปหน่อยหรือไม่?" ผู้าุโท่านหนึ่งพึมพำ "ตัวเต็งสายเทคนิคและความสวยงามอย่างคุณหนูหลินและคุณหนูกู้ กลับถูกยัดไปอยู่ในสายเดียวกับ 'สัตว์ประหลาด' อย่างเจี้ยนอู๋เซินเสียหมด..."
บนพลับพลาชั้นสูง องค์ชายรองหรี่เนตรลงมองไปยังร่างของรัชทายาทที่ยังคงนั่งนิ่งประดุจรูปสลัก พระองค์ทรงแค่นยิ้มบางๆ ที่มุมปากก่อนจะเปรยขึ้น
"ท่านอาเกา เห็นทีว่าการจับฉลากครานี้... ์คงจะมี 'ใบสั่ง' ลงมาเสียแล้วล่ะมั้ง?"
"พะยะค่ะองค์ชาย..." องครักษ์เกาตอบเสียงต่ำ "การรวมยอดฝีมือสายสำนักหลักไว้ใน สายั ทั้งหมดเช่นนี้ ย่อมหมายความว่าเส้นทางสู่รอบชิงของคุณหนูหลินจะถูกตัดขาดด้วยมือของเจี้ยนอู๋เซิน... เป็การวางหมากเพื่อเขี่ยชิวเซียนทิ้งั้แ่เนิ่นๆ"
ขณะที่เสียงถกเถียงดังระงม เจี้ยนอู๋เซิน เพียงแค่ลืมตาขึ้นมองนกอินทรีที่กำลังบินร่อนอยู่เหนือสนามประลอง พริบตานั้นนกตัวโตพลันชะงักงันกลางอากาศ มันร่วงหล่นลงมาเกาะที่ขอบสนามอย่างเสียอาการราวกับถูกแรงกดดันที่มองไม่เห็นสยบจนบินไม่ออก ทั้งที่อู๋เซินไม่ได้ขยับตัวแม้แต่นิดเดียว เขาเพียงแค่หลับตาลงต่อ ราวกับจะบอกว่า... ไม่ว่า์จะขีดเส้นทางให้เขาเจอใคร ผลลัพธ์ก็มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
สายพยัคฆ์: สมรภูมิของเหล่าผู้กระหาย
ในขณะที่สายัเต็มไปด้วยการแก่งแย่งของเหล่าอัจฉริยะสำนักหลัก สายพยัคฆ์ กลับกลายเป็พื้นที่ที่รวบรวมเหล่าผู้ใช้พละกำลังและคนจากกองทัพไว้ด้วยกันอย่างหนาแน่น
"หยวนซื่อเจี๋ย ตระกูลทหารหยวน... สายพยัคฆ์!" เสียงขานชื่อนี้ทำให้เหล่าจอมยุทธ์ในสายบีถึงกับลอบกลืนน้ำลาย ตามมาด้วยรายชื่อที่ดูเหมือนจะเป็การ "จัดระเบียบ" พื้นที่ให้ตระกูลหยวนแผ่อิทธิพลได้ง่ายขึ้น
"จางเหว่ย สำนักทวนอุดร... สายพยัคฆ์!"
"ซ่งฉี สำนักวายุ... สายพยัคฆ์!"
"หยวนชิน ตระกูลทหารหยวน... สายพยัคฆ์!"
"และ... อวิ๋น แห่งมณฑลหลิน... สายพยัคฆ์!"
หยวนชินที่ยืนอยู่ในพักนักยุทธ์หัวเราะร่วนพลางมองไปทางอวิ๋นด้วยสายตาเย้ยหยัน "ฮ่าๆๆ! ์ช่างมีตา! ในขณะที่คุณหนูของเ้าต้องไปถูกเจี้ยนอู๋เซินบดขยี้ใน สายั เ้าขยะอย่างเ้ากลับถูกส่งมาให้ข้าและพี่ใหญ่ขยี้ทิ้งใน สายพยัคฆ์... ที่นี่ไม่มีที่ว่างให้พวกสำอางหรอก มีแต่พละกำลังเท่านั้นที่เป็ความจริง!"
ที่พักรับรองมณฑลหลิน เ้าเมืองหลิน นั่งนิ่งประดุจรูปปั้น แม้ในใจจะเดือดดาลกับความไม่เป็ธรรมที่เห็นได้ชัด แต่ใบหน้าเขายังคงรักษาความสุขุมไว้ รู้ดีว่านี่คือหมากที่เมืองหลวงวางไว้เพื่อเขี่ยพวกตนทิ้ง
ข้างกันนั้น นาวี (ฉางตง) นั่งพิงเก้าอี้พลางกอดอกมองดูความวุ่นวายในสนามด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา เขาเดินเข้าไปใกล้แล้ววางมือบนบ่าของลูกศิษย์อย่างมั่นคง
"ทำให้เต็มที่..." นาวีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบแต่หนักแน่น "แสดงให้ทุกคนเห็นว่า... 1 ปีมานี้ เ้าเปลี่ยนไปมากแค่ไหน"
อวิ๋นพยักหน้า แววตาคมปลาบจ้องเขม็งไปที่หยวนชิน ก่อนจะหันไปสบตากับนาวีแล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"แปลว่า... ถ้าข้าอยากทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับคุณหนู ข้าก็ต้องไปถล่มพวกตระกูลหยวนให้หมดเพื่อไปรอนางที่รอบชิงชนะเลิศสินะครับ"
เปรี้ยง!!! เสียงพลุสัญญาณะเิขึ้นเหนือท้องฟ้า
"การประลองรอบแรก สายั... เจี้ยนอู๋เซิน ปะทะ ตงหาน จากสำนักดาบศิลา!"
ทันทีที่เท้าของเจี้ยนอู๋เซินััขอบลานชนวน เสียงโห่ร้องนับหมื่นพลันเงียบกริบลงราวกับถูกตัดอากาศ แสงอาทิตย์ที่สาดส่องดูเหมือนจะหม่นแสงลงเมื่อเทียบกับรัศมีของปราณขาวบริสุทธิ์ที่โชยออกมาจากร่างเขา แม้แต่ลมที่เคยพัดแรงก็ยังสงบนิ่ง
ตงหาน ผู้เป็คู่ต่อสู้ กัดฟันแน่นเรียกขวัญกำลังใจพลางคำรามลั่น เขาผนึกปราณศิลามหาศาลจนร่างกายขยายใหญ่ขึ้น ดาบั์ในมืออัดแน่นด้วยพลังทำลายที่สามารถผ่าหินกล้าให้แยกเป็สองส่วนได้ในพริบตา
"ย้าก!!!" ตงหานพุ่งตัวเข้าใส่ด้วยแรงทั้งหมดที่มี ดาบั์ฟาดฟันลงมาดุจขุนเขาถล่มทลาย
ทว่า เจี้ยนอู๋เซินกลับไม่ได้ขยับเท้าแม้แต่ก้าวเดียว เขาเพียงแค่เอียงคอหลบวิถีดาบในระยะเส้นผมผ่าแปด ก่อนจะสะบัดข้อมือเบาๆ ในองศาที่สั้นจนมองแทบไม่ทัน
"วารีนิ่งตัดศิลา"
เปรี้ยง!!!
ไม่มีเสียงปะทะของอาวุธ มีเพียงเสียงมวลอากาศะเิออกอย่างรุนแรง กระบี่ไม้ในมืออู๋เซินไม่ได้ััโดนตัวตงหานด้วยซ้ำ แต่แรงอัดอากาศที่เข้มข้นจนมองเห็นเป็คลื่นสีขาวกลับกระแทกเข้าที่กลางอกของั์ใหญ่ ปราณศิลาที่ว่าแข็งแกร่งกลับแตกละเอียดประดุจกระจก ร่างของตงหานปลิวละลิ่วข้ามสนามประลองไปกระแทกกับกำแพงศิลาด้านนอกจนแตกพ่าย ก่อนจะสลบเหมือดไปในทันที
ทั้งสนามตกอยู่ในความเงียบงันครู่ใหญ่ ก่อนที่เสียงฮือฮาจะะเิขึ้นดุจเขื่อนแตก
"กระบวนท่าเดียว! ชนะขาดลอยในหนึ่งกระบวนท่า!!!"
เจี้ยนอู๋เซินลดกระบี่ไม้ลงต่ำ ใบหน้ายังคงเรียบเฉยประดุจน้ำนิ่ง เขาหันหลังเดินกลับเข้าที่พักโดยไม่แม้แต่จะมองผลงานของตนเอง ทิ้งไว้เพียงความหวาดหวั่นที่สลักลึกลงไปในหัวใจของนักยุทธ์ทุกคน... รวมถึงอวิ๋นที่จดจ้องกระบวนท่านั้นไม่วางตา