วันที่เริ่มเขียน28 กรกฎาคม 2569
ณ หอหงฮวา ซึ่งเป็หอคณิกาอันดับหนึ่งของเมืองหลวงหงเหนียงแม่เล้าผู้เป็เ้าของหอกำลังกระอักกระไอเป็เืออกมา “แค่กๆ พวกเ้า!”
นางชี้นิ้วไปที่คนตรงหน้าอย่างโกรธแค้น“เ้าวางยาข้า”
“ไอโยว! พี่หง ท่านจะพูดอย่างไรก็พูดไปเถอะ ตอนนี้ท่านดื่มยาพิษกร่อนไส้ไปแล้วท่านก็รีบๆ ตายไปเถอะ” หลิวจี้จือพูดพลางโบกพัดไปมา“ท่านจะโทษก็โทษที่ท่านขวางทางข้าเถอะ ท่านแก่จนปูนนี้แล้วควรจะลงโลงได้แล้ว”
“เ้า! แค่กๆ” หงเหนียงกระอักกระไอเืออกมาจนเลอะไปหมดแล้วนางก็ล้มลงไปอย่างตายตาไม่หลับ ดวงตานางเบิกกว้างถลึงตาอย่างแค้นใจนัก
“เฮอะ! กว่าจะตายได้” หลิวจี้จือแค่นเสียงเยาะพลางเอ่ยว่า “นายท่านเ้าขานางตายแล้วเ้าค่ะ”
“ดี”คนหนึ่งเดินเข้าไปในห้องมองดูหงเหนียงที่นอนตายอยู่บนพื้นแล้วพูดกับหลิวจี้จือว่า“ต่อไปนี้หอนี้ก็เป็ของเ้าแล้ว จำไว้ อย่าทรยศข้าไม่เช่นนั้นเ้าจะตายอนาถยิ่งกว่านาง”
“บ่าวภักดีกับนายท่านจะไม่มีวันทรยศเป็อันขาดเ้าค่ะ” หลิวจี้จือเอ่ยพลางคุกเข่าลงไปชายคนนั้นยิ้มแล้วเดินออกไป
ิญญาของหงเหนียงที่เพิ่งออกจากร่างมองดูชายคนนั้นนางมองเขาอย่างแค้นใจนัก เขาก็คือองค์ชายสามนั่นเองก่อนหน้านี้องค์ชายสามได้ยื่นข้อเสนอให้นางร่วมมือกับเขา ให้นางเป็หูเป็ตาให้เขาแต่ว่านางปฏิเสธไปเพราะไม่อยากร่วมลุยน้ำโคลนของราชสำนัก ใครจะแย่งชิงก็แย่งชิงไปซินางแค่อยากอยู่สุขสบายอย่างสงบเท่านั้นเองไม่คิดเลยว่าการปฏิเสธของนางจะนำภัยมาถึงตัวอย่างนี้!
“เด็กๆ”หลิวจี้จือเรียก บ่าวก็เข้าไปในห้อง “ขอรับ”
“เอาศพนางไปทิ้งซะ”หลิวจี้จือสั่ง บ่าวรับคำ “ขอรับ”
แล้วพวกเขาก็ใช้ผ้าห่มห่อศพแล้วแบกออกไปอย่างเงียบๆ
“หงฮวา”เสียงเรียกดังขึ้น หงเหนียงจึงหันไปมอง นางเห็นคนๆ หนึ่งปรากฏตัวขึ้นนางตะลึงมองหน้าเขา “โอ้! หล่อมาก”
คนๆ นั้นไม่พูดอะไรเขาเก็บิญญาของหงเหนียงหรือชื่อเดิมของนางก็คือหงฮวาใส่ถุงเก็บิญญาแล้วหายตัวไป
เมื่อถึงยมโลก คนที่เก็บิญญาหงฮวามาก็ปล่อยนางออกจากถุงหงฮวายืนมึนงงครู่หนึ่งแล้วมองไปรอบๆ ครั้นเห็นคนที่อยู่รอบๆ นางก็ใร้องลั่น“อ้า! ผี!”
ใช่ คนที่อยู่รอบๆตัวนางล้วนไม่ใช่คน พวกเขาเป็ิญญาเช่นเดียวกันกับนางิญญาเ่าั้มองนางพลางบอก “เ้าก็เป็ผีเช่นกัน จะร้องเสียงดังทำไมให้หนวกหูเฮอะ!”
“ผี!?” หงฮวาฟังแล้วก้มมองตัวเอง นางเห็นมือตัวเองขาวซีดยิ่งนัก“นี่มือข้าหรือ!?”
“ก็มือเ้าซิ”ิญญาอีกดวงบอก หงฮวามองไปรอบๆ ตัว นางเห็นคนหล่อเหลาคนนั้นนางจึงขยับไปใกล้ๆ เขา“พี่ชาย”
“หยุด!” ชายคนนั้นดุแล้วชี้นิ้วไป “เ้าไปเข้าแถวไปเกิดใหม่ซะ”
หงฮวาอยากจะต่อต้านแต่ว่าเท้าของนางกลับก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไม่อาจขัดขืนได้เลยแล้วชายคนนั้นก็หายตัวไป
หงฮวามองิญญาที่เข้าแถวเรียงต่อๆกันยาวเหยียดข้างหน้านาง ทุกคนล้วนเป็ผีทั้งหมดนางจึงพยายามทำใจยอมรับว่าตัวนางตายไปแล้วจริงๆ
ิญญาข้างหน้าเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆหงฮวาชะเง้อมองไปอย่างอยากรู้อยากเห็นจนเมื่อนางเห็นเบื้องหน้ามีคนกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ พวกเขาส่งถ้วยเล็กๆให้ิญญาที่เข้าแถวคนละถ้วย...คนละถ้วย
“ดื่มน้ำแกงแล้วไปเกิดใหม่ซะ”คนที่แจกน้ำแกงสั่ง ิญญาที่รับน้ำแกงก็ยกขึ้นดื่มอย่างไม่อาจขัดขืนได้เลยหลังจากดื่มน้ำแกงไปแล้วิญญานั้นก็ก้าวไปที่คลื่นน้ำวนตรงหน้าแล้วะโลงไป ตูม!
คนอีกคนก็ถือพู่กันจดบันทึกพลางขานว่า “ดวงที่ 98”
เมื่อหงฮวาเดินไปถึงคนเ่าั้คนๆ หนึ่งก็ส่งถ้วยน้ำแกงให้นางพลางสั่ง “ดื่มน้ำแกงแล้วไปเกิดใหม่ซะ”
หงฮวาฟังแล้วมึนงงค่อยๆ ยกน้ำแกงขึ้นจรดริมฝีปาก พลัน!ไอแค้นในตัวนางก็ต่อต้าน นางจึงหลุดพ้นจากอาการมึนงงชะงักงันไป
“หือ? ิญญาแค้นรึ?”สตรีผมขาวที่นั่งอยู่หน้าหม้อน้ำแกงเอ่ยพลางมองิญญาที่ขัดขืนคำสั่ง
“ข้าไม่ดื่ม!” หงฮวาต่อต้านแล้วโยนถ้วยน้ำแกงทิ้งไป ตุบ!
น้ำแกงหกลงพื้นสตรีผมขาวใช้พลังรวมน้ำแกงไม่ให้ััพื้น หงฮวาฉวยจังหวะที่คนพวกนั้นตกตะลึงอยู่นางวิ่งไปที่น้ำวนนั้นแล้วโดดลงไป ตูม!
“อ่ะ!” ทุกคนใ “ท่านยายเมิ่ง!”
“ปล่อยไปเถอะ”ยายเมิ่งเอ่ยพลางเก็บน้ำแกงใส่ถ้วย ก็แค่ิญญาที่ไม่ดื่มน้ำแกงลืมเลือนดวงเดียวต่อให้นางไปเกิดใหม่อย่างมากก็แค่จำเื่ราวในชาติก่อนได้เท่านั้นเองนางไม่อาจก่อคลื่นลมอะไรได้หรอก
“เอ้า แจกต่อซิ”ยายเมิ่งสั่งแล้วยื่นถ้วยน้ำแกงให้ลูกน้องลูกน้องจึงรับถ้วยน้ำแกงแล้วส่งให้ิญญาดวงถัดไป
ณ กระท่อมชาวนา หลันฮวากำลังเบ่งคลอดหน้าดำหน้าแดง “อึ๊บ!”
“เบ่งอีก” หมอตำแยบอก“จะออกมาแล้ว เบ่งอีก”
“อึ๊บ!” หลันฮวาเบ่งสุดกำลัง “อ้า!”
“คลอดแล้วๆ”หมอตำแยร้อง พลางประคองเด็กเอาไว้ นางค่อยๆดึงเด็กออกมาจากช่องคลอดแล้ววางเด็กน้อยลงพลางมองดูเพศทารกน้อยแล้วบอกว่า“ผู้หญิง”
“เฮ้อ...”หลันฮวาถอนหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก หมอตำแยตัดสายสะดือแล้วผูกเอาไว้
จากนั้นก็ดึงรกออกจากช่องคลอดทิ้งใส่อ่างดินเผาข้างๆเตียง แล้วนางก็นำเด็กทารกไปอาบน้ำ เด็กทารกไม่ร้องสักคำหมอตำแยจึงลองตีก้นทารกน้อย ทารกน้อยพลันร้องไห้ “แง้!”
“เฮ้อ...ข้านึกว่าจะเป็ใบ้ซะแล้ว”หมอตำแยถอนหายใจอย่างโล่งอก ทารกน้อยจ้องหมอตำแยอย่างขุ่นเคืองนัก คนๆนี้ตีก้นนางจนนางเจ็บยิ่งนัก!
ทารกน้อยก็คือหงฮวาที่เกิดใหม่โดยที่ยังมีความทรงจำของชาติก่อนติดมาด้วย!
หมอตำแยอาบน้ำให้ทารกน้อยแล้วก็ห่อผ้าอุ้มกลับไปให้หลันฮวา“เอ้า ดูลูกเ้าซิ”
หลันฮวารับลูกมาอุ้มมองอย่างรักใคร่ “ลูกข้า”
“ท้องหน้าเ้าก็พยายามคลอดลูกชายให้ได้ล่ะ”หมอตำแยบอก เพราะว่าลูกชายคือผู้สืบทอดตระกูล ครอบครัวไหนๆก็ให้ความสำคัญกับลูกชายกันทั้งนั้น หากว่าสตรีคนใดคลอดลูกชายไม่ได้สถานะในบ้านก็จะตกต่ำยิ่งนัก
“พี่จ้านคงไม่รังเกียจที่นางเป็ผู้หญิงหรอก”หลันฮวาเอ่ย หมอตำแยจึงได้แต่บอกอย่างมากประสบการณ์ว่า“ถึงอย่างไรบุตรชายก็สืบทอดตระกูล หากเ้าไม่มีลูกชายให้จ้านคงวันหน้าเขาก็คงต้องรับอนุเข้ามา หลังจากนี้อีก 3 เดือนเ้าก็พยายามมีลูกอีกคนเถอะท้องหน้าต้องได้ลูกผู้ชายเป็แน่”
“อื้ม”หลันฮวาพยักหน้า หงฮวาที่เกิดใหม่ได้แต่ยู่ปากอย่างไม่ชอบใจนางเป็สตรีแล้วอย่างไรชาติก่อนนางก็ฝ่าฟันหาเลี้ยงตัวเองจนกลายเป็เ้าของหอคณิกาอันดับหนึ่งของเมืองหลวงได้นางในชาตินี้ก็จะฝ่าฟันไป ต้องใช้ชีวิตที่สุขสบายอีกครั้งให้ได้!
หมอตำแยจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วจึงเปิดประตูออกไปบอก“เมียเ้าคลอดแล้ว เป็ผู้หญิง”
“โอ้! ขอบคุณท่านมากๆ” จ้านคงเอ่ยพลางมอบเงินให้หมอตำแยหมอตำแยรับเงินมาแล้วเอ่ยว่า “ข้ากลับก่อนล่ะ มีอะไรก็ไปตามข้าล่ะกัน”
“ขอบคุณท่านมากๆ”จ้านคงกุมมือคารวะส่ง หมอตำแยจึงกลับบ้านไป จ้านคงจึงเข้าห้องไปดูเมียและลูกสาว
“ท่านพี่”หลันฮวาเรียก จ้านคงนั่งลงข้างๆ นางเขามองดูลูกสาวในห่อผ้าพลางเอ่ยอย่างตื่นเต้นว่า “ลูกข้าๆ”
เขายื่นมือไปหลันฮวาจึงส่งลูกให้สามีอุ้ม จ้านคงค่อยๆ อุ้มอย่างทนุถนอมตาก็จับจ้องลูกน้อยอย่างไม่อาจละสายตาได้เลย “ลูกข้าๆ”
“ท่านพี่ตั้งชื่อให้นางซิ”หลันฮวาบอก จ้านคงพยักหน้า “อื้ม”
เขามองดูลูกอย่างไม่อาจละสายตาพลางบอก“ไต้ซือให้ชื่อมา 2 ชื่อ หากเป็ผู้ชายให้ตั้งชื่อว่าิหากเป็ผู้หญิงให้ตั้งชื่อว่าเจียว เช่นนั้นนางก็ชื่อเจียวเถอะ จ้านเจียว”
“อื้ม”หลันฮวาพยักหน้าเห็นด้วยแล้วเรียกว่า “เจียวเจียว”
หงฮวาที่ถูกตั้งชื่อใหม่ยู่ปากอย่างไม่ชอบใจนักจ้านเจียวไม่ไพเราะเลย ฟังแล้วแข็งทื่อเหมือนชื่อผู้ชายไม่มีผิดข้าไม่ชอบๆ...ข้าไม่ชอบ!
“โอ๊ะ! นางหิวหรือ?” จ้านคงเอ่ย หลันฮวามองลูกสาวแล้วพยักเพยิดตาม“น่าจะหิวกระมัง”
“เอาๆให้ลูกกินนมก่อน” จ้านคงส่งลูกให้ภรรยาหลันฮวาจึงรับลูกมาอุ้มแล้วเปิดทรวงอกให้ลูกดูดนมจ้านเจียวยอมดูดเต้านมที่มีน้ำนมสีเหลืองใสเริ่มไหลออกมา นางดูดจ๊วบๆครู่หนึ่งน้ำนมก็หมดแล้ว
จ้านคงมองภรรยาป้อนนมลูกแล้วกลืนน้ำลายเอือกเขาห่างเื่นั้นมานาน ตอนนี้เห็นภรรยาจึงเกิดอารมณ์ขึ้นมา เขาจึงบอก “เ้าดูลูกไปก่อนข้าไปห้องส้วมสักเดี๋ยว”
“เ้าค่ะ”หลันฮวารับคำ จ้านคงก็รีบออกไปนอกห้องหามุมลับตาแล้วใช้มือจัดการองคชาติที่แข็งขึงให้เรียบร้อย ตัวเขาเป็ชาวนายากจนย่อมไม่มีเงินเลี้ยงดูภรรยาหลายคน เขาจึงมีเพียงหลันฮวาเป็ภรรยาคนเดียวอีกทั้งหลันฮวาก็ไม่ได้บกพร่องอะไร เขาจึงไม่คิดจะรับอนุเข้ามาแม้แต่น้อย
จ้านเจียวที่ดูดน้ำนมหมดแล้วจึงผละออกพลางร้อง“แง้”
“โอ๋? ยังไม่อิ่มรึ?”หลันฮวาถามพลางอุ้มลูกเปลี่ยนข้าง ให้นางดูดนมอีกข้างหนึ่ง จ้านเจียวจึงดูดนมจ๊วบๆ
จนน้ำนมหมดแล้วนางจึงหลับไปหลันฮวามองลูกอย่างรักใคร่แล้วค่อยๆ วางลูกน้อยลงบนเตียงตัวนางก็ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดเต้านมให้สะอาด เพราะหมอตำแยสอนว่าหลังจากให้ลูกดูดนมแล้ว ทุกครั้งจะต้องใช้น้ำอุ่นเช็ดให้สะอาดทุกครั้งไปไม่เช่นนั้นหากว่าสกปรกจนทำให้ลูกท้องเสีย ทารกอาจจะตายได้เลยหลันฮวาจำคำหมอตำแยแล้วจึงไม่กล้าละเลยเื่นี้
หลังจากเช็ดเต้านมสะอาดแล้วนางจึงไปนอนข้างๆลูกสาว ตามองลูกอย่างรักใคร่จนผล็อยหลับไปจ้านคงเข้าไปในห้องจึงเห็นว่าภรรยาหลับไปแล้วเขาจึงเป่าตะเกียงดับไฟแล้วนอนลงข้างๆ ภรรยา วางแขนกอดนางหลวมๆ
วันคืนผ่านไป จ้านเจียวเติบโตอย่างแข็งแรงจนอายุครบ 1 ขวบปีแล้วนางพูดได้ก่อนที่จะเดินได้ ทำให้หมอตำแยเอ่ยชมว่า “วันหน้าลูกเ้าต้องฉลาดแน่นอน”
จ้านเจียวที่ได้ยินคำชมก็ยิ้มพอใจคิดในใจว่า ‘ข้าย่อมฉลาดซิชาติก่อนข้าเป็ถึงเ้าของหอคณิกาอันดับหนึ่งในเมืองหลวงเชียวนะ’
หลังจากผ่านวันเกิดของจ้านเจียวไป 1 เดือน โจรป่าก็บุกเข้าปล้นหมู่บ้าน “ฆ่า!”
“อ้า! โจร!” ผู้คนร้องลั่นพากันวิ่งหนีอลหม่านไปหมด“ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!”
จ้านคงพาเมียและลูกหนีแต่ว่าพวกเขาก็ไม่อาจหนีพ้น จ้านคงถูกดาบฟันจนล้มลงไป “โอ้ย!”
“ท่านพี่!” หลันฮวาะโลั่น นางใจนตัวแข็งทื่อ อึดใจต่อมานางก็ถูกโจรฟันฉั๊วะ!
“โอ๊ย!” นางร้องลั่น จ้านเจียวใ “ท่านแม่!”
หลันฮวากอดลูกไว้แน่นพลางล้มลงไปตุบ!
จ้านเจียวถูกมารดาล้มทับจนนางกระดิกตัวไม่ได้เลยนางอายุแค่ขวบกว่าๆ เรี่ยวแรงน้อยนิดจนไม่อาจผลักท่านแม่ออกได้เลยนางอยากจะร้องเรียกท่านแม่แต่พอเห็นโจรคนนั้นเงื้อดาบมองอย่างดุดันเหี้ยมโหดนางจึงไม่กล้าส่งเสียงใดๆ เลยแล้วโจรฟันคนแล้วก็พุ่งไปฟันคนอื่นต่อไป ฉั๊วะ!
“โอ๊ย!” คนล้มลงไป โจรก็พุ่งไปฟันคนอื่นต่อไปเรื่อยๆ ฉั๊วะ!ๆๆๆๆ...
“โอ๊ย!”ๆๆๆๆๆ...
จนกระทั่งทั้งหมู่บ้านไม่เหลือคนรอดชีวิตแล้วพวกโจรจึงรื้อค้นทรัพย์สินแล้วจากไปทิ้งศพเอาไว้เกลื่อนกลาด
“ฮึ๊บ!” จ้านเจียวพยายามออกจากใต้ร่างมารดาแต่ว่านางมีแรงน้อยนิดจึงไม่อาจออกจากใต้ร่างมารดาได้เลย!
นางนอนหายใจอยู่ใต้ร่างมารดาท่ามกลางอากาศหนาวเย็น
วันคืนผ่านไป 2 วัน จ้านเจียวยังคงถูกร่างมารดาทับเอาไว้นางหมดแรงและหิวน้ำยิ่งนัก นางจึงละเมอส่งเสียงแหบแห้งออกไป “น้ำ...”
“หือ?”ขอทานคนหนึ่งได้ยินเสียงจึงก้าวไปดู
“น้ำ...”
ขอทานคนนั้นเดินตามเสียงไปจนถึงศพชายหญิง2 คนนอนตายอยู่ข้างกัน
“น้ำ...”
เสียงดังมาจากใต้ศพสตรีขอทานจึงผลักศพสตรีออก เขาจึงเห็นเด็กคนหนึ่งอยู่ใต้ร่างศพนั้นเดาว่าเด็กคนนี้คงเป็ลูกของคน 2 คนนี้กระมัง เขาเอาน้ำให้เด็กดื่ม น้ำเย็นๆรินไหลลงคอไป จ้านเจียวกลืนน้ำลงไป ตาค่อยๆ ลืมขึ้นอย่างอ่อนล้าขอทานเทน้ำให้เด็กนิดหนึ่งก็หยุด จ้านเจียวจึงขอ “น้ำ...ขออีก...”
“พอก่อน” ขอทานบอกจ้านเจียวลืมตามอง นางเห็นคนๆ หนึ่งสวมเสื้อผ้าขาดๆ เนื้อตัวสกปรกมอมแมมนางจำได้ว่าเขาเป็ขอทานที่เคยมาที่หมู่บ้านของนางสองสามครั้ง “เ้า...”
“ทั้งหมู่บ้านคงมีเ้าคนเดียวที่รอดกระมัง”ขอทานเอ่ยพลางนั่งลงกับพื้นอย่างไม่กลัวเปรอะเปื้อน จ้านเจียวยันตัวลุกขึ้นขอทานช่วยประคอง “ค่อยๆ”
“ขอบคุณท่านมาก”จ้านเจียวบอกน้ำเสียงแหบแห้งระโหยโรยแรง ขอทานยักไหล่อย่างไม่สนใจ เขาเอ่ยว่า“คิดว่าจะมาขอข้าวสักหน่อย กลับต้องมาเจอศพซะนี่ วันนี้ข้าซวยจริงๆ”
เขาพูดแล้วก็ลุกขึ้นยืนจ้านเจียวลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปทางบ้านของนาง ขอทานมองตามครู่หนึ่งแล้วเดินจากไปเขาเดินไปหาดูว่าที่นี่ยังพอมีของกินให้เขาอยู่หรือไม่
จ้านเจียวเดินเข้าไปในบ้านที่ถูกรื้อค้นจนข้าวของกระจัดกระจายทรัพย์สินมีค่าล้วนถูกขนไปหมดแล้ว เหลือแต่โต๊ะเก้าอี้พังๆ นางเดินเข้าไปในครัวหม้อใส่ข้าวสารหายไปแล้ว ข้าวของไม่เหลืออะไรเลย นางจึงเดินไปตักน้ำจากโอ่งเก่าๆที่มีรอยแตกร้าว มีตะใคร่น้ำขึ้นตามรอยแตกทำให้น้ำไม่รั่วออกมาหากว่าโอ่งใบนี้ยังอยู่ในสภาพดีๆ เกรงว่าคงถูกพวกโจรยกไปแล้วเป็แน่นางดื่มน้ำอึกๆ จนพอมีเรี่ยวแรงขึ้นมาบ้างแล้วนางจึงเดินไปหยิบฟืนท่อนหนึ่งที่ขนาดเหมาะมือแล้วเดินออกไปที่หลังบ้าน
ตรงนั้นมีกอเผือกเติบโตอยู่เผือกนี้ไม่มีใครขุดกิน เพราะมันมีพิษ แต่นางที่เคยใช้ชีวิตมาแล้วชาติหนึ่งเคยกินเผือกมาแล้ว นางจึงรู้ว่ามันกินได้ นางจึงใช้ไม้ฟืนท่อนนั้นค่อยๆขุดดินข้างกอเผือกด้วยเรี่ยวแรงเท่าที่มี ขุดดินออกทีละนิด...ทีละนิด
จนได้หัวเผือกใหญ่ๆ 1หัวและหัวเล็กๆ อีก 4 หัวนางจึงหยุดมือแล้วหยิบหัวเผือกใส่เสื้อจากนั้นก็เดินกลับไปที่ห้องครัวนางลงมือจุดไฟ กว่าจะจุดไฟติดมือนางก็พองเป็ตุ่มน้ำแล้วหลังจากไฟลุกดีแล้วนางก็เอาหัวเผือกตัดใบทิ้งด้วยเศษจานดินเผาแตกๆแล้วล้างหัวเผือกจนสะอาด จากนั้นก็เอาหัวเผือกทั้งหมดใส่เข้าไปในเตาไฟนางยืนมองเผือกในเตาพลางใช้ไม้คอยเขี่ยพลิกไม่ให้หัวเผือกไหม้ไฟ
ขอทานเดินค้นหาของกินไปจนถึงกระท่อมที่จ้านเจียวอยู่เขาเห็นเด็กตัวน้อยกำลังเขี่ยอะไรในเตาไฟ เขาจึงเดินเข้าไปดูครั้นเห็นนางกำลังเผาบางอย่างในเตาเขาจึงถามว่า “เ้าเผาอะไรรึ?”
Donate
เชิญบริจาคให้ไรท์ได้ทาง บัญชี ธ.กสิกรไทย
เลขบัญชี 084-3-79715-6
ชื่อบัญชี น.ส.แสงแข ช้วนใย
หรือทาง True Money wallet :098-651-1489
จะบริจาค 1 บาท 2 บาทก็ได้ค่ะ
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรท์เตอร์ได้ทาง
เพจ readfree.in ค่ะ
https://www.facebook.com/readfree.in/
ทางเว็บไซต์ www.readclub.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : @www.readclub.in
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ