ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 398 : เงามืดใต้แสงทอง

จารึกที่ 398 : เงามืดใต้แสงทอง : การสกัดกั้นและการหล่อหลอมแห่งวัฏจักร


ช่วงเวลาที่ดวงตะวันคล้อยต่ำจนลับขอบฟ้า แสงสีทองแดงฉาบย้อมหมู่เมฆเหนืออาณาเขตของนครด่านสุวรรณพิทักษ์ บรรยากาศยามราตรีที่ควรจะสงบเงียบกลับถูกแทนที่ด้วยคลื่นใต้น้ำที่ไหลเวียนอย่างเชี่ยวกราก ข่าวคราวการบาดเจ็บของผู้อาวุโสเลี่ยฮั่วถูกแพร่งพรายออกไปในหมู่ขั้วอำนาจระดับสูงราวกับไฟลามทุ่ง แม้วิหารศัสตราสวรรค์จะพยายามปิดบังอย่างสุดความสามารถ ทว่าในโลกของผู้แสวงวิถีเต๋า กลิ่นอายของสัจธรรมที่แตกสลายนั้นไม่อาจซ่อนเร้นจากจิตสัมผัสของผู้ก้าวล่วงสภาวะแยกวิญญาณได้


ณ ยอดเขาสูงตระหง่านซึ่งเป็นที่ตั้งของสาขาหลักวิหารศัสตราสวรรค์ประจำแดนบูรพา ภายในตำหนักเหล็กกล้าที่ถูกล้อมรอบด้วยค่ายกลอัคคีแปดทิศ ความร้อนระอุแผ่ซ่านจนอากาศบิดเบี้ยว ทว่าผู้อาวุโสระดับสูงทั้งเจ็ดที่นั่งอยู่รอบโต๊ะศิลาภูเขาไฟกลับมีใบหน้าที่เย็นเยียบประดุจน้ำแข็ง


เลี่ยฮั่วนั่งอยู่ตรงท้ายโต๊ะ ใบหน้าของเขาซีดเซียวไร้สีเลือด ลมหายใจติดขัด เส้นชีพจรเพลิงในร่างยังคงสั่นสะท้านจากปฏิกิริยาสะท้อนกลับของวิชาที่ถูกตีกลับ


"เพียงอักขระวารีเส้นเดียว... สามารถบดขยี้เจตจำนงเตาหลอมของเจ้าที่หล่อหลอมมานานนับร้อยปีได้เชียวหรือ?" ชายชราผู้สวมมงกุฎทองคำแดง ผู้มีสถานะเป็น 'เจ้าวิหารสาขาบูรพา' เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ดังกังวานประดุจค้อนเหล็กกระทบทั่ง


"เรียนท่านเจ้าวิหาร ข้าน้อยมิได้กล่าวเท็จแม้แต่ครึ่งคำ" เลี่ยฮั่วประสานมือด้วยความอัปยศ "อักขระของมันมิได้มีพลังทำลายล้างที่บ้าคลั่ง ทว่ามันกลับแทรกซึมเข้าไปในรอยต่อระหว่างกฎเกณฑ์ของเปลวเพลิง บังคับให้ปราณเพลิงที่ข้าน้อยดึงดูดมาจากใต้พิภพเกิดความขัดแย้งกันเอง มันคือการควบคุมสัจธรรมในระดับที่ก้าวล่วงวิถีการสร้างศัสตราของพวกเราไปไกลลิบ"


ความเงียบงันปกคลุมตำหนักเหล็กกล้า ผู้คุมกฎและผู้อาวุโสต่างมองหน้ากันด้วยความเคร่งเครียด พวกเขาคุ้นเคยกับการใช้ค่ายกลและปราณเซียนปริมาณมหาศาลเพื่อบีบบังคับสสารให้หลอมรวมกัน การใช้อักขระเพียงเส้นเดียวเพื่อเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ตามธรรมชาติ เป็นสิ่งที่พวกเขามองว่าเป็นเพียงตำนานในยุคที่สำนักหมื่นอักขระยังคงรุ่งเรือง


"หยุนเต้าหมิงแห่งหอสุวรรณดาราเป็นเพียงตาเฒ่าหน้าเงิน มันไม่มีปัญญาดึงตัวยอดคนระดับนี้มาเป็นพวกได้ด้วยตนเองแน่" เจ้าวิหารสาขาบูรพาหลับตาลง นิ้วมือเคาะลงบนพนักเก้าอี้เป็นจังหวะ "คนผู้นี้จงใจใช้หอสุวรรณดาราเป็นเวทีเพื่อท้าทายการดำรงอยู่ของพวกเรา หากปล่อยให้งานประมูลในอีกเจ็ดวันข้างหน้าดำเนินไปอย่างราบรื่น ความศรัทธาที่เหล่าผู้ฝึกตนมีต่อศัสตราของวิหารเราย่อมพังทลาย รากฐานที่เราสูบเลือดสูบเนื้อสร้างมานานนับพันปีจะสูญสิ้น"


"พวกเราควรส่งมือสังหารระดับสูงไปเด็ดหัวมันคืนนี้เลยหรือไม่?" ผู้อาวุโสร่างผอมเกร็งผู้เชี่ยวชาญวิถีลอบสังหารเสนอแนะ


"โง่เขลา!" เจ้าวิหารลืมตาขึ้นตวาด "พวกบุปผาใบมีดหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย เลี่ยฮั่วถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสโดยที่อีกฝ่ายยังไม่ทันได้ก้าวเท้าออกจากห้องรับรอง เจ้าคิดว่าหอสุวรรณดาราจะไม่มีค่ายกลป้องกันระดับแยกวิญญาณคุ้มครองแขกวีไอพีของพวกมันหรือ? การบุกเข้าไปตรงๆ คือการประกาศสงครามกับสมาคมการค้า ซึ่งจะทำให้ขั้วอำนาจอื่นฉวยโอกาสรุมทึ้งพวกเรา"


เจ้าวิหารลุกขึ้นยืน ก้าวเดินไปที่ระเบียงตำหนัก ทอดสายตามองลงไปยังเมืองหน้าด่านที่สว่างไสว "สายข่าวของเราในหอสุวรรณดารารายงานมาว่า หยุนเต้าหมิงได้สั่งการลับให้ระดมสมบัติระดับบรรพกาลสามชิ้น... แก่นวิญญาณธาตุลมบริสุทธิ์ หินอุกกาบาตเพลิงดารา และน้ำพุปรมัตถ์ ส่งตรงมาจากคลังสมบัติลับนอกเมืองเพื่อมอบให้แก่แขกผู้นั้น ทรัพยากรเหล่านี้คือวัตถุดิบระดับสูงสุดที่ใช้หลอมศัสตราระดับตำนาน"


รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเจ้าวิหาร "หากมันต้องการสร้างผลงานชิ้นเอกเพื่อเหยียบย่ำพวกเรา เราก็จะตัดมือของมันทิ้งเสียก่อนที่มันจะได้จับพู่กัน... สั่งการลงไป ให้ 'หน่วยเงาเตาหลอม' ทั้งหมดไปดักซุ่มที่ช่องเขาเมฆาคล้อย ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวที่จะลำเลียงของเข้าเมืองอย่างลับๆ กางค่ายกลกักฟ้าขังดิน จงชิงวัตถุดิบทั้งสามชิ้นนั้นมาให้ได้ หากมีผู้ใดขัดขวาง... สังหารให้สิ้น!"


"น้อมรับคำสั่ง!" ผู้อาวุโสทั้งหมดยืนขึ้นประสานมือรับคำสั่ง เจตจำนงแห่งการเข่นฆ่าและปกป้องผลประโยชน์ลุกโชนขึ้นในตำหนักเหล็กกล้า


---


เวลาเดียวกัน ภายในเรือนรับรองพิเศษของหอสุวรรณดารา อาเจียนั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นหยกขาวบริสุทธิ์ ลมหายใจของเขาเข้าออกเชื่องช้าและลึกล้ำประดุจคลื่นใต้มหาสมุทร ปราณพฤกษาสีเขียวมรกตที่หลินชิงเสวี่ยถ่ายทอดให้ ค่อยๆ ผสานเข้ากับเส้นชีพจรที่เคยปริแตก อาการบาดเจ็บจากปฏิกิริยาสะท้อนกลับทุเลาลงจนแทบไม่หลงเหลือร่องรอย ทารกวิญญาณสูญตาในจุดตันเถียนทอประกายสีเงินยวงอย่างเสถียร


ฉินมู่หลางกำลังขัดเกลากระบี่ของตนอยู่มุมห้อง เจตจำนงกระบี่ที่คมกริบแผ่ออกมาบางเบาเพื่อเป็นการป้องกันภัย ในขณะที่เฟิงอี้หรานและเฟิงหลิงเอ๋อร์กำลังช่วยกันจัดเตรียมโต๊ะศิลาและแท่นฝนหมึก เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสร้างสรรค์ครั้งยิ่งใหญ่ของอาเจีย


"อาเจีย... หยุนเต้าหมิงส่งข้อความผ่านแผ่นหยกสื่อสารมา" เย่ปิงอวิ๋นก้าวเดินเข้ามาในห้อง ใบหน้าที่งดงามของนางประดับด้วยความเคร่งเครียด "สินค้าที่เจ้าต้องการทั้งสามชิ้น ถูกเคลื่อนย้ายออกจากคลังลับแล้ว ทว่าสายข่าวของหอสุวรรณดาราพบความเคลื่อนไหวผิดปกติของวิหารศัสตราสวรรค์ ยอดฝีมือระดับแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์นับสิบคนหายตัวไปจากสาขาหลักอย่างเป็นปริศนา หยุนเต้าหมิงกังวลว่าพวกมันจะไปดักปล้นขบวนสินค้าที่ช่องเขาเมฆาคล้อย"


เฟิงอี้หรานวางแท่นฝนหมึกลงอย่างแรง "ตาเฒ่าพวกนั้นช่างหน้าด้านนัก สู้ตรงๆ ไม่ได้ก็ลอบกัดงั้นหรือ! ขบวนสินค้ามีผู้คุ้มกันระดับใดบ้างปิงอวิ๋น?"


"มีเพียงผู้ฝึกตนระดับวิญญาณแรกเริ่มขั้นต้นหนึ่งคน และระดับแก่นทองคำสามคน" ปิงอวิ๋นตอบ "หอสุวรรณดาราต้องการลักลอบขนส่งอย่างเงียบที่สุดเพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกต จึงไม่กล้าจัดขบวนใหญ่โต ทว่าหากปะทะกับหน่วยเงาเตาหลอมที่ชำนาญการใช้ค่ายกลดักซุ่ม ขบวนสินค้าย่อมไม่อาจต้านทานได้นาน"


"พวกเราควรลอบออกไปช่วยหรือไม่?" มู่หลางลุกขึ้นยืน กระบี่ในมือส่งเสียงร้องคำรามเบาๆ ราวกับกระหายการต่อสู้


อาเจียค่อยๆ ลืมตาขึ้น นัยน์ตาสีดำขลับยังคงความสงบเยือกเย็นไร้คลื่นอารมณ์ เขาปัดชายเสื้อคลุมเบาๆ และลุกขึ้นยืน "ไม่จำเป็นต้องให้พวกเจ้าต้องลดตัวไปเกลือกกลั้วกับพวกที่ชอบซุ่มโจมตีในเงามืดหรอก... วิหารศัสตราสวรรค์คิดจะใช้ค่ายกลขังมิติเพื่อปล้นชิง ทว่าพวกมันคงลืมไปว่า... ในเรื่องของการแทรกซึมและช่วงชิงในความว่างเปล่า ไม่มีผู้ใดเหนือกว่าสหายของข้า"


ชายหนุ่มหลุบตาลงมองเงาดำใต้ฝ่าเท้าของตน "จริงหรือไม่ เจ้าถุงเงิน?"


เงาดำกระเพื่อมไหวอย่างรุนแรง ดวงตาสีเงินทั้งแปดดวงเบิกกว้างขึ้นในความมืดมิด ราชันแมงมุมเงาจันทราสลายวิญญาณส่งเสียงฟ่อต่ำๆ ที่แฝงไปด้วยความตื่นเต้นและหิวกระหาย มันถูกกดข่มสัญชาตญาณมาเนิ่นนาน แม้ในศึกกับบุปผาใบมีดมันจะได้กวาดต้อนสมบัติ ทว่าก็ไม่ได้ออกล่าอย่างเต็มที่ บัดนี้ คำสั่งของผู้เป็นนายเปรียบเสมือนการปลดสลักกรงขัง


"จงไปที่ช่องเขาเมฆาคล้อย... อย่าให้ผู้ใดสัมผัสถึงกลิ่นอายของเจ้า นำของสามสิ่งนั้นกลับมาให้ข้าอย่างปลอดภัย ส่วนพวกเศษสวะที่ตั้งค่ายกลขวางทาง... หากพวกมันขัดขวางการหาความสมบูรณ์แห่งวิถีเต๋าของข้า เจ้าก็มีสิทธิ์ในการ 'เก็บกวาด' พวกมันได้ตามสมควร" อาเจียสั่งการด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดและเย็นเยียบ


เจ้าถุงเงินตอบรับคำสั่ง ร่างของมันจมดิ่งลงสู่ความมืดมิดที่ลึกที่สุดของมิติเงา ก่อนจะพุ่งทะยานออกไปตามรอยแยกของกฎเกณฑ์ฟ้าดิน รวดเร็วและไร้ร่องรอยประดุจภูตผีที่ไม่อาจจับต้องได้


มู่เฉินที่เฝ้ามองอยู่พยักหน้าอย่างพึงพอใจ "การให้สัตว์อสูรระดับราชันย์ที่มีสัจธรรมแห่งความว่างเปล่าไปจัดการเรื่องลอบเร้น ถือเป็นการใช้คนที่ถูกต้อง ทว่าการผสานวัตถุดิบระดับบรรพกาลทั้งสามเข้าด้วยกัน มิใช่เรื่องง่าย เจ้าเตรียมใจพร้อมแล้วหรือ อาเจีย?"


"ข้าน้อยทบทวน 'มหาคัมภีร์โครงสร้างการผสานอักขระ 10 ระดับชั้น' มาตลอดการเดินทางขอรับท่านอาจารย์" อาเจียประสานมือ "การผสานครั้งนี้ ข้าจะก้าวข้าม 'ไตรอักขระวัฏจักร' และทดลองใช้เค้าโครงของ 'จตุรธาตุบรรพกาล' ข้าต้องการให้ศัสตราชิ้นนี้ มีชีวิตและเจตจำนงเป็นของตนเอง"


---


ไกลออกไปสามร้อยลี้ ท่ามกลางหุบเขาสลับซับซ้อนที่ถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกหนาทึบ ขบวนรถม้าขนาดเล็กที่ไม่มีตราสัญลักษณ์ใดๆ กำลังเคลื่อนตัวผ่านช่องเขาอย่างระมัดระวัง ผู้คุ้มกันระดับวิญญาณแรกเริ่มที่นั่งอยู่บนหลังคารถม้าแผ่จิตสัมผัสกวาดออกไปรอบด้านตลอดเวลา เหงื่อเย็นๆ ซึมชื้นตามกรอบหน้า เขาตระหนักดีว่าของในกล่องหยกทั้งสามใบที่อยู่ด้านล่างนั้น มีมูลค่ามากพอที่จะทำให้ขั้วอำนาจทั้งหลายยอมก่อสงคราม


ทันใดนั้นเอง!


*วูบ!*


ม่านหมอกรอบด้านพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานประดุจโลหิต อุณหภูมิในช่องเขาพุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลันจนหินผาเริ่มหลอมละลาย เสาอัคคีแปดต้นพุ่งทะลุผืนดินขึ้นมาล้อมรอบขบวนรถม้าไว้ ก่อตัวเป็น 'ค่ายกลกักฟ้าขังดิน' ที่ตัดขาดการเชื่อมต่อกับสัจธรรมภายนอกอย่างสมบูรณ์!


"ระวังตั—" ผู้คุ้มกันระดับวิญญาณแรกเริ่มตวาดลั่น ทว่ายังไม่ทันสิ้นคำ ร่างเงาสีดำนับสิบก็พุ่งทะยานลงมาจากหน้าผาพร้อมกับโซ่ตรวนเพลิงที่หมายจะผนึกการเคลื่อนไหวของทุกคน


หน่วยเงาเตาหลอมแห่งวิหารศัสตราสวรรค์ลงมืออย่างเด็ดขาดและโหดเหี้ยม พวกมันไม่พูดพร่ำทำเพลง ไม่สนการเจรจา เป้าหมายเดียวคือกล่องหยกทั้งสามใบ


ผู้คุ้มกันพยายามดึงปราณเซียนมาต่อต้าน ทว่าภายใต้ค่ายกลอัคคี พลังของพวกเขาถูกกดทับจนเหลือเพียงครึ่งเดียว ภายในไม่กี่ลมหายใจ ผู้คุ้มกันระดับแก่นทองคำทั้งสามก็ถูกโซ่เพลิงรัดตรึงจนกระอักเลือด ล้มลงไปกองกับพื้น ส่วนผู้คุ้มกันระดับวิญญาณแรกเริ่มถูกยอดฝีมือชุดดำสามคนรุมกดดันจนต้องล่าถอย


หัวหน้าหน่วยเงาเตาหลอมก้าวเดินเข้าหาตัวรถม้าด้วยท่าทีเย็นชา ดาบยาวในมือฟาดฟันเพียงครั้งเดียว หลังคารถม้าก็แตกกระจาย เผยให้เห็นกล่องหยกโบราณสามใบที่วางอยู่บนแท่นหยกเหมันต์


"ภารกิจลุล่วง... ช่างง่ายดายเสียจริง นำของกลับไปให้ท่านเจ้าวิหาร" หัวหน้าหน่วยออกคำสั่งพลางยื่นมือออกไปหมายจะคว้ากล่องหยกใบแรก


ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่ปลายนิ้วของเขากำลังจะสัมผัสกับผิวหยก


*ฟุ่บ!*


กล่องหยกทั้งสามใบ... หายวับไปกับตา!


ไม่มีเสียงการใช้ปราณ ไม่มีแสงสว่างของการฉีกมิติ ไม่มีแม้กระทั่งความผันผวนของกฎเกณฑ์ในค่ายกลกักฟ้าขังดิน! กล่องหยกที่ควรจะวางอยู่ตรงนั้น มลายหายไปราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่!


"เกิดอะไรขึ้น?!" หัวหน้าหน่วยเงาตวาดลั่น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง จิตสัมผัสของเขากวาดค้นหาทั่วทั้งรถม้าและบริเวณโดยรอบ ทว่าพบเพียงความว่างเปล่า "ของหายไปไหน! ใครลอบเข้ามาในค่ายกลของพวกเรา!"


ลูกน้องชุดดำทุกคนต่างหยุดชะงัก มองหน้ากันด้วยความสับสน พวกมันมั่นใจว่าค่ายกลกักฟ้าขังดินนั้นสมบูรณ์แบบ แม้แต่ยุงสักตัวยังบินผ่านเข้ามาไม่ได้ นับประสาอะไรกับการขโมยสิ่งของขนาดใหญ่ไปต่อหน้าต่อตา!


พวกมันไม่รู้เลยว่า ในเงามืดใต้ท้องรถม้า รอยแยกมิติขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าเพิ่งจะปิดตัวลง ราชันแมงมุมเงาจันทราสลายวิญญาณได้อ้าปากกลืนกล่องหยกทั้งสามเข้าสู่มิติพกพาของมันเรียบร้อยแล้ว การทะลวงผ่านค่ายกลที่สร้างจากวิถีธาตุทั่วไป สำหรับสัตว์อสูรที่ถือกำเนิดจากความว่างเปล่า มันง่ายดายยิ่งกว่าการเดินผ่านใยแมงมุมของตัวมันเองเสียอีก


เจ้าถุงเงินที่ซ่อนตัวอยู่ใต้เงาของล้อรถม้า ดวงตาสีเงินของมันจับจ้องไปยังพวกมือสังหารชุดดำ มันจดจำคำสั่งของผู้เป็นนายได้อย่างแม่นยำ 'หากพวกมันขัดขวางการหาความสมบูรณ์แห่งวิถีเต๋า... ให้เก็บกวาดพวกมันได้'


แม้พวกมันจะไม่ได้ขัดขวางโดยตรงเพราะของถูกขโมยมาก่อนแล้ว ทว่ากลิ่นอายความเกลียดชังที่พวกมันมีต่อเจ้านาย ทำให้เจ้าถุงเงินประเมินพวกมันเป็น 'ขยะที่ต้องถูกกวาดทิ้ง'


พริบตาเดียว!


ใยแห่งความว่างเปล่าที่มองไม่เห็น พุ่งกระจายออกจากมิติเงาประดุจตาข่ายมรณะ!


พวกมือสังหารแห่งหน่วยเงาเตาหลอมยังไม่ทันได้ตั้งตัว เส้นใยที่บางเฉียบยิ่งกว่าเส้นผมและคมกริบยิ่งกว่ากระบี่เซียน ก็ตัดผ่านเกราะป้องกัน ตัดผ่านปราณอัคคี และตัดผ่านเส้นด้ายแห่งวิญญาณของพวกมันอย่างเงียบเชียบ!


ร่างชุดดำนับสิบที่ยืนอยู่รอบรถม้า ชะงักงันราวกับเวลาถูกแช่แข็ง ก่อนที่ศีรษะและแขนขาของพวกมันจะร่วงหล่นลงสู่พื้นพร้อมกัน โลหิตสีแดงฉานสาดกระเซ็นย้อมผืนดิน วิญญาณที่ควรจะหลุดลอยออกจากร่างเพื่อหลบหนี กลับถูกเส้นใยสลายวิญญาณดูดกลืนและทำลายจนสิ้นซาก


ผู้คุ้มกันของหอสุวรรณดาราที่นอนบาดเจ็บอยู่บนพื้น เบิกตากว้างด้วยความสยดสยอง พวกเขามองไม่เห็นผู้ลงมือ เห็นเพียงยอดฝีมือที่กดดันพวกเขาแทบตายเมื่อครู่ กลายเป็นเศษเนื้อในชั่วพริบตา ความหวาดกลัวต่อสิ่งเร้นลับที่มองไม่เห็น ทำให้พวกเขาสั่นสะท้านไปถึงกระดูก


เมื่อจัดการศัตรูเสร็จสิ้นและเก็บกวาดแหวนมิติของพวกมันเข้าคอลเลกชันส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว เจ้าถุงเงินก็หันหลังกลับ ดำดิ่งลงสู่มิติเงา และมุ่งหน้ากลับสู่นครด่านสุวรรณพิทักษ์เพื่อส่งมอบทรัพยากรให้แก่ผู้เป็นนาย


---


กลับมาที่เรือนรับรองพิเศษ อาเจียเปิดเปลือกตาขึ้น รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนใบหน้า


เงาดำที่มุมห้องยืดขยายออก เจ้าถุงเงินโผล่พรวดขึ้นมา มันอ้าปากคายกล่องหยกโบราณทั้งสามใบลงบนโต๊ะศิลา พร้อมกับส่งเสียงฟ่อเบาๆ เป็นการรายงานผลงาน ก่อนจะหดตัวกลับไปเกาะอยู่ใต้ชายเสื้อคลุมของอาเจียอย่างว่าง่าย


"มันทำสำเร็จจริงๆ..." เฟิงหลิงเอ๋อร์อุทาน ดวงตาดาราของนางมองดูกล่องหยกด้วยความทึ่ง "ฝ่าค่ายกลของวิหารศัสตราสวรรค์ไปชิงของมาได้โดยไม่มีใครรู้ตัว สัตว์อสูรของเจ้านี่น่ากลัวยิ่งกว่าอาจารย์ของข้าเสียอีก"


อาเจียไม่ตอบคำ เขาเดินเข้าไปใกล้โต๊ะศิลา ปลายนิ้วสัมผัสลงบนฝากล่องหยกใบแรก เมื่อฝากล่องเปิดออก พายุหมุนขนาดจิ๋วที่แฝงไปด้วยความเกรี้ยวกราดก็พุ่งทะยานขึ้นมา มันคือ 'แก่นวิญญาณธาตุลมบริสุทธิ์' ที่ยังคงดิ้นรนจะฉีกกระชากสรรพสิ่งรอบข้าง


กล่องที่สองเปิดออก เผยให้เห็นก้อนหินสีดำขลับที่ปลดปล่อยความร้อนระอุจนอากาศในห้องบิดเบี้ยว 'หินอุกกาบาตเพลิงดารา' สิ่งที่หลอมรวมความรุนแรงของเพลิงสวรรค์ที่ร่วงหล่นลงสู่แผ่นดิน


และกล่องที่สาม เมื่อเปิดออกกลับไม่มีรูปลักษณ์ใดๆ มีเพียงมวลน้ำใสบริสุทธิ์ที่ลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ 'น้ำพุปรมัตถ์' สิ่งที่หนักอึ้งประดุจขุนเขา ทว่าอ่อนนุ่มประดุจปุยนุ่น สัจธรรมของมันคือการโอบอุ้มและละลายทุกสรรพสิ่ง


ลม พายุ และ วารี... ธาตุทั้งสามที่มีเจตจำนงรุนแรงและขัดแย้งกันอย่างถึงที่สุด หากผู้ฝึกตนทั่วไปนำพวกมันมาวางไว้ใกล้กันโดยไร้ค่ายกลสะกด พวกมันจะทำลายล้างกันเองจนเกิดการระเบิดที่สามารถกวาดล้างเมืองหน้าด่านได้ทั้งเมือง


"ธาตุที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงเช่นนี้ เจ้าจะหลอมพวกมันให้เป็นหนึ่งได้อย่างไร?" ชิงเสวี่ยถามด้วยความกังวล นางสัมผัสได้ถึงความเกรี้ยวกราดของวัฏจักรที่แฝงอยู่ในวัตถุดิบทั้งสาม


"วิหารศัสตราสวรรค์จะใช้ค่ายกลเพลิงมหาศาล เพื่อใช้ความร้อนบีบบังคับให้พวกมันยอมจำนน..." อาเจียหยิบพู่กันนิรันดร์ออกมาจากมิติ แสงสีทองประกายม่วงจากตัวพู่กันทอแสงอ่อนโยนรับกับปราณของเขา "แต่ข้าจะไม่บีบบังคับพวกมัน... ข้าจะให้พวกมันได้เห็นถึง 'ความกว้างใหญ่' ของสัจธรรม... ข้าจะมอบ 'ความว่างเปล่า' ให้พวกมันได้เริงระบำ"


อาเจียหลับตาลง รวบรวมสมาธิถึงขีดสุด เขาไม่ได้ชักนำปราณเพื่อกดทับวัตถุดิบ ทว่าเขากำลังชักนำ 'เจตจำนง' ของตนเอง


'มหาคัมภีร์โครงสร้างการผสานอักขระ 10 ระดับชั้น' เปิดออกในห้วงวิญญาณ


ขั้นที่สาม 'ไตรอักขระวัฏจักร' ที่อาเจียเชี่ยวชาญ คือการสร้างวงจรแห่งการเกื้อกูล สร้าง-ส่งเสริม-กักเก็บ ทว่าคราวนี้ เขาต้องการก้าวข้ามไปสู่ขั้นที่สี่ 'จตุรธาตุบรรพกาล (วิถีแห่งเจตจำนงก่อกำเนิด)'


รูปแบบของขั้นนี้มิใช่สามเหลี่ยมแบนราบอีกต่อไป ทว่ามันคือ 'ทรงสี่หน้า (Tetrahedron)' ที่ปิดทึบทุกมิติ อักขระจะต้องมีชีวิตและสติปัญญา!


อาเจียลืมตาขึ้น นัยน์ตาสีดำสนิทแปรเปลี่ยนเป็นสีเงินยวงที่ลึกล้ำ พู่กันนิรันดร์ในมือเริ่มตวัดเขียนลงกลางอากาศธาตุ!


*ฟริ้ง!*


อักขระตัวแรกถูกจารึกขึ้น มันมิใช่อักขระที่มีความหมายเฉพาะเจาะจง ทว่ามันคือตัวแทนของ 'จุดศูนย์กลาง' อาเจียวาดเส้นสายที่บิดเบี้ยวแต่ทรงพลัง ดึงเอาแก่นวิญญาณธาตุลมเข้ามาผสานไว้ที่ยอดของทรงสี่หน้าที่เขากำลังจำลองขึ้นในอากาศ


อักขระตัวที่สองและสามถูกตวัดตามมาอย่างรวดเร็ว หินอุกกาบาตเพลิงดาราและน้ำพุปรมัตถ์ถูกดึงเข้าสู่ฐานของทรงสี่หน้า


เมื่อวัตถุดิบทั้งสามสัมผัสกัน ความขัดแย้งที่รุนแรงก็ระเบิดออกทันที! เพลิงดาราพยายามเผาผลาญน้ำพุปรมัตถ์ ในขณะที่พายุลมบริสุทธิ์พยายามฉีกกระชากทั้งสองสิ่งให้แหลกละเอียด พลังงานมหาศาลอัดแน่นอยู่ในพื้นที่คับแคบ สหายทั้งห้าต้องรีบถอยกรูดไปชิดกำแพง พร้อมกางม่านปราณคุ้มกันอย่างเต็มกำลัง


"มันกำลังจะระเบิด!" เฟิงอี้หรานตะโกน ใบหน้าอาบด้วยเหงื่อเย็น


"ไม่... มันจะไม่ระเบิด" อาเจียกัดฟันแน่น มือที่จับพู่กันสั่นระริกจากแรงต้านทานมหาศาล เลือดไหลซึมออกจากมุมปากอีกครั้ง ทว่าดวงตาของเขายังคงแน่วแน่


"จุดสุดท้ายของทรงสี่หน้า... คือสัจธรรมที่จะโอบรับทุกสิ่ง!"


อาเจียรวบรวมพลังปราณเฮือกสุดท้าย ทารกวิญญาณสูญตาในตันเถียนเปล่งแสงเจิดจ้า เขาตวัดพู่กันนิรันดร์วาด 'อักขระสูญตา (零)' ขนาดเท่าฝ่ามือ ประทับลงไปที่มุมสุดท้ายของฐานทรงสี่หน้า!


พริบตาที่ความว่างเปล่าเข้าแทรกแซง... ปรากฏการณ์ปาฏิหาริย์ก็บังเกิดขึ้น!


ความเกรี้ยวกราดของธาตุลม เพลิง และวารี ที่เคยปะทะกันอย่างบ้าคลั่ง พลันหยุดชะงัก! เมื่อมี 'ความไม่มี' (อักขระสูญตา) เป็นตัวแปรที่สี่ พลังงานที่ล้นทะลักและขัดแย้งกัน ย่อมมีพื้นที่ให้ถ่ายเท ลมพัดพาเพลิงให้ลุกโชน เพลิงเผาผลาญวารีให้กลายเป็นไอ ไอวารีถูกความว่างเปล่าดูดกลืนและกลั่นกรองกลับมาเป็นลมบริสุทธิ์!


วงจรใหม่ได้ถูกสร้างขึ้นแล้ว! วัฏจักรแห่งการเกิดและดับสูญที่ไหลเวียนอย่างสมบูรณ์แบบภายในโครงสร้างทรงสี่หน้า!


วัตถุดิบระดับบรรพกาลทั้งสามหลอมละลายและผสานเข้าด้วยกันด้วยความเต็มใจ พวกมันไม่ถูกกักขัง ทว่ากำลังเริงระบำอยู่ในสระน้ำแห่งความว่างเปล่าที่อาเจียสร้างขึ้น


แสงสว่างเจิดจ้าสาดส่องไปทั่วห้องรับรอง ก่อนที่ทรงสี่หน้าแห่งปราณจะค่อยๆ ยุบตัวลง ควบแน่นกลายเป็นวัตถุชิ้นหนึ่งหล่นลงมาบนโต๊ะศิลา


มันคือ 'กำไลหยกทมิฬ' วงหนึ่ง


ผิวนอกของมันมืดมิดประดุจรัตติกาล ทว่าภายในกลับมีลวดลายเส้นสายสีแดงเพลิง สีน้ำเงินใส และสีขาวขุ่น หมุนวนและไหลเวียนไปมาไม่หยุดนิ่ง ราวกับมีจักรวาลจำลองซ่อนอยู่ภายใน


อาเจียทิ้งพู่กันนิรันดร์ลง ทรุดตัวลงหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ใบหน้าซีดเผือด ทว่ารอยยิ้มแห่งความปีติปรากฏชัดบนริมฝีปาก เขาทำสำเร็จ... เขาสามารถก้าวเข้าสู่การผสานอักขระระดับที่สี่ 'จตุรธาตุบรรพกาล' ได้อย่างสมบูรณ์!


"สำเร็จแล้ว..." มู่เฉินรำพึงด้วยความทึ่ง ร่างโปร่งแสงของท่านลอยเข้ามาพินิจดูกำไลหยกทมิฬ "ศัสตราที่ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ควบคุม ทว่าสร้างกฎเกณฑ์ของตนเองขึ้นมา... สิ่งนี้มิใช่ศัสตราวิเศษระดับสวรรค์อีกต่อไป ทว่ามันก้าวล่วงเข้าสู่ขอบเขตของ 'ศัสตราระดับบรรพกาลจำลอง' ที่มีเจตจำนงเป็นของตนเอง!"


"กำไลวงนี้มีความสามารถเช่นไร?" มู่หลางถามด้วยความสงสัย


"มันสามารถดูดกลืน เจือจาง และสะท้อนกลับการโจมตีทางวิถีเต๋าทุกรูปแบบที่ต่ำกว่าสภาวะหลอมความว่างเปล่า... โดยอาศัยวัฏจักรการหมุนเวียนของสามธาตุบรรพกาล และที่สำคัญ..." อาเจียหยิบกำไลขึ้นมา แววตาของเขาทอประกายลี้ลับ "มันไม่ต้องการปราณของผู้ใช้ในการขับเคลื่อน มันสามารถดึงพลังจากฟ้าดินมาหล่อเลี้ยงตนเองได้ตลอดกาล"


สหายทั้งห้าสูดลมหายใจลึก ศัสตราที่ไม่ต้องใช้ปราณของผู้ใช้ในการขับเคลื่อน หมายความว่าแม้แต่ผู้ฝึกตนระดับรวบรวมลมปราณ หากสวมกำไลวงนี้ ก็สามารถต้านทานการโจมตีของยอดฝีมือระดับแยกวิญญาณได้! นี่คือสิ่งที่ทำลายล้างสามัญสำนึกและระบบอำนาจของโลกเซียนอย่างสิ้นเชิง!


"หากวิหารศัสตราสวรรค์เห็นสิ่งนี้ในงานประมูล... พวกมันจะต้องกระอักเลือดตายเป็นแน่แท้" ปิงอวิ๋นกล่าว รอยยิ้มเย็นชาปรากฏบนใบหน้าของนาง


อาเจียเก็บกำไลหยกทมิฬเข้าสู่ห้วงมิติส่วนตัว เขามองออกไปนอกหน้าต่าง ทอดสายตาฝ่าความมืดมิดไปยังยอดเขาอันเป็นที่ตั้งของวิหารศัสตราสวรรค์


"ตาเฒ่าเลี่ยฮั่วและพรรคพวกของมันคงกำลังรอคอยข่าวดีจากการปล้นชิงอย่างใจจดใจจ่อ..." อาเจียเอ่ยเสียงเรียบ "ให้พวกมันเสพสุขกับความหวังลมๆ แล้งๆ ไปเถิด... เพราะในอีกหกวันข้างหน้า ข้าจะกระชากหน้ากากของพวกมันลงมา และฝังรากฐานความเชื่อมั่นของวิหารศัสตราสวรรค์ ให้จมดินมิดชั่วนิรันดร์"

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน