บทที่25 ผ่านพ้นฤดูเหมันต์
ความหนาวเหน็บที่สุดของปีมาเยือนอย่างไม่ปรานีหมู่บ้านวัดเหลียนหนิวที่เคยมีชีวิตชีวากลับถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวโพลนสุดสายตาหลังคาบ้านทุกหลังถูกทับด้วยชั้นหิมะหนา ต้นไม้แห้งกรังยืนตายซากราวกับไร้ชีวิตแม้แต่เสียงลมก็พัดหวิวจนให้ความรู้สึกวังเวงยิ่งนัก
ลำธารหลังหมู่บ้านที่เคยไหลเอื่อยกลายเป็แผ่นน้ำแข็งแข็งทื่อไม่มีแม้แต่น้ำหยดเดียวให้ตักใช้ชาวบ้านหลายคนยืนมองมันด้วยสายตาสิ้นหวังเพราะนั่นหมายความว่าการรดน้ำพืชหรือแม้แต่การหาปลาก็กลายเป็เื่ที่เป็ไปไม่ได้
ในสภาพอากาศเช่นนี้ทุกครอบครัวแทบไม่สามารถทำอะไรได้เลยนอกจากเก็บตัวอยู่ในบ้านกินข้าวเกาเหลียงที่เพิ่งเก็บเกี่ยวมาและพยายามยื้อชีวิตให้ผ่านฤดูหนาวไปให้ได้การล่าสัตว์แทบเป็ไปไม่ได้ สัตว์ป่าพากันหลบซ่อนตัวอยู่ลึกในป่าไม่ยอมออกมาให้เห็นแม้แต่เงา ส่วนผักป่าก็ไม่งอกงามในอากาศหนาวจัดเช่นนี้ทำให้หลายครอบครัวเริ่มประสบปัญหาขาดแคลนอาหารอีกครั้ง
“ปีนี้หนาวหนักกว่าที่คิด” เสียงหนึ่งดังขึ้นในบ้านหลินขณะจางเว่ยเยียนนั่งกอดเตาไฟ ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวล
หลินกวงพยักหน้าเบา ๆ “ถ้าไม่มีเสี่ยวเฉินพวกเราคงแย่ไปแล้ว”
คำพูดนั้นไม่เกินจริงเลยแม้แต่น้อยบ้านหลินเป็เพียงไม่กี่หลังในหมู่บ้านที่ยังคงมีอาหารพอกินไม่ได้อดอยากเหมือนคนอื่นทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณหลินเสี่ยวเฉินที่คอยนำอาหารออกมาจากมิติของเขาอย่างสม่ำเสมอแม้จะต้องปิดบังความจริงเอาไว้แต่เขาก็พยายามหาเหตุผลมาอธิบายทุกครั้งว่าเป็ของที่ซื้อจากในเมือง
ผักที่ปลูกไว้ก่อนหน้านี้ช่วยให้ครอบครัวมีอาหารสดกินอยู่ระยะหนึ่งโดยเฉพาะหัวไชเท้าที่ทนหนาวได้ดีแม้พื้นดินจะแข็งตัวแต่ก็ยังสามารถขุดขึ้นมาใช้ทำอาหารได้
เย็นวันหนึ่งขณะที่หิมะยังคงโปรยปรายลงมาไม่หยุดหลินอวี้หรานถือหัวไชเท้าที่เพิ่งขุดขึ้นมาเดินเข้ามาในบ้าน
“วันนี้ได้มาอีกหลายหัวเลยเ้าค่ะ”นางพูดพลางปัดหิมะออกจากเสื้อ
“ดีจริง ๆ อย่างน้อยพวกเราก็ยังมีผักกินไม่ต้องกินแต่ข้าวเกาเหลียงอย่างเดียว” จางเว่ยเยียนรับไปด้วยรอยยิ้ม
หลินเสี่ยวเฉินที่นั่งอยู่ข้างเตาไฟเงยหน้าขึ้น“พี่หญิง...อย่าลืมเก็บบางส่วนไว้ด้วยนะ เดี๋ยว่ปลายหนาวอาจจะหายากขึ้น”
“ข้ารู้แล้ว” นางตอบพร้อมพยักหน้า“เ้าช่างคิดรอบคอบจริง ๆ”
เด็กชายเพียงยิ้มบาง ๆ ไม่ได้พูดอะไรต่อแต่ในใจกลับคำนวณปริมาณอาหารอย่างเงียบ ๆเขารู้ดีว่าการพึ่งพาระบบมากเกินไปไม่ใช่เื่ดีหากวันหนึ่งเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นพวกเขาต้องสามารถเอาตัวรอดได้ด้วยตัวเอง
สองเดือนแห่งความหนาวเหน็บผ่านไปอย่างเชื่องช้าทว่าบ้านหลินกลับใช้ชีวิตได้อย่างค่อนข้างราบรื่นแม้จะไม่ได้สุขสบายมากนักแต่ก็ไม่ถึงกับอดอยากเหมือนครอบครัวอื่น
และในที่สุดฤดูใบไม้ผลิก็มาถึงหิมะเริ่มละลายกลายเป็หยดน้ำซึมลงสู่พื้นดินที่เคยแห้งแข็งลำธารเริ่มมีน้ำไหลอีกครั้งแม้จะยังไม่มากนักแต่ก็เพียงพอให้ชาวบ้านรู้สึกมีความหวัง
วันหนึ่งหลินเสี่ยวเฉินยืนมองทุ่งนาที่เริ่มเผยให้เห็นผืนดินสีน้ำตาลเขาหันไปพูดกับพ่อแม่และพี่สาวที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ
“ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาปลูกข้าวเกาเหลียงพวกเราน่าจะปลูกผักก่อนอีกสักรอบนะ” เขาพูดพลางก้มลงจับดูดินเพื่อตรวจดูความชื้น
“ปลูกผักอีกหรือ จะดีหรือเสี่ยวเฉิน” หลินกวงขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ดีแน่นอนขอรับ” เด็กชายตอบอย่างมั่นใจ“่ต้นฤดูแบบนี้ผักโตเร็ว แถมพวกเราก็มีน้ำ มีปุ๋ย ใช้ระยะเวลาในการปลูกไม่นานก็โตพอที่จะเอามากินมาขายได้”
“แม่เห็นด้วย อย่างน้อยก็มีผักกินเพิ่มขึ้น” จางเว่ยเยียนพยักหน้า
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะเริ่มเตรียมแปลงเลย” หลินอวี้หรานยิ้มเล็กน้อย
ไม่นานทั้งสี่คนก็ลงมือทำงานร่วมกัน ขุดดิน พรวนดินและเตรียมแปลงปลูกผักอย่างขะมักเขม้นสีหน้าแววตาของทุกคนเต็มไปด้วยความตั้งใจและความหวัง
ทว่าภาพเหล่านี้ไม่อาจรอดพ้นสายตาของชาวบ้านคนอื่นได้ชาวบ้านพวกนี้สังเกตบ้านหลินมานานแล้วั้แ่ก่อนที่ความหนาวเหน็บจะมาเยือนก็เห็นคนบ้านหลินปลูกผักไปแล้วครั้งหนึ่งหลังจากความหนาวเหน็บผ่านไปก็ลงมือปลูกผักอีกและนี่คือสิ่งที่ทำให้คนบ้านหลินอยู่รอดมาได้โดยที่ไม่อดอยาดเลยแม้แต่น้อย
“ดูบ้านหลินสิ พวกเขาปลูกผักอีกแล้วเพิ่งจะผ่านฤดูเหมันต์มานะ” ชายคนหนึ่งพูดขึ้น
“แต่่หนาวที่ผ่านมา พวกเขาไม่เห็นอดอยากเลยนะ”อีกคนแย้ง
“จริงด้วย ข้าได้ยินมาว่าพวกเขามีผักกินตลอด”ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างหลังพูดบ้าง
คำพูดเ่าั้ทำให้ชาวบ้านหลายคนเริ่มลังเลในที่สุดก็มีบางคนตัดสินใจเดินไปหาหลินเสี่ยวเฉินที่กำลังทำงานอยู่
“เสี่ยวเฉิน...” ชายวัยกลางคนเอ่ยเรียก“พวกข้าอยากลองปลูกผักแบบพวกเ้าบ้าง จะได้ไหม”
เด็กชายเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะวางจอบลง “ได้สิขอรับการปลูกผักไม่ใช่เื่ง่ายทว่าก็ไม่ได้ยากเกินไปนักเพียงแต่พวกท่านต้องทำตามที่ข้าบอกทุกอย่าง”
“ข้าทำตามแน่นอน” อีกฝ่ายรีบพยักหน้า
ไม่นานชาวบ้านอีกหลายคนก็ทยอยเข้ามารวมตัวกันต่างพูดเป็เสียงเดียวกันว่าอยากปลูกผักบ้าง
หลินเสี่ยวเฉินมองพวกเขาอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็พูดอย่างชัดเจน“ถ้าพวกท่านอยากปลูกข้าสามารถหาเมล็ดพันธุ์กับปุ๋ยมาขายให้ได้ แต่มีข้อแม้”
“ข้อแม้อะไรหรือ” หัวหน้าหมู่บ้านที่เพิ่งเดินมาถาม
“ต้องทำตามขั้นตอนที่ข้าบอกอย่างเคร่งครัดั้แ่การเตรียมดิน การรดน้ำ ไปจนถึงการใส่ปุ๋ยถ้าทำไม่ครบแล้วผลผลิตไม่ดีอย่ามาว่าข้า” เด็กชายตอบ
ชาวบ้านมองหน้ากันไปมา มีคนหนึ่งพูดขึ้น “ก็ยุติธรรมดีถ้าไม่ทำตามแล้วได้ผลไม่ดีก็โทษใครไม่ได้”
“ใช่ ข้าตกลง” อีกคนเสริม
“ข้าก็เห็นด้วย เสี่ยวเฉิน...เ้าช่วยพวกเรามามากแล้วครั้งนี้พวกเราจะทำตามที่เ้าบอก” หัวหน้าหมู่บ้านพยักหน้าพลางลูบเครายาว ๆของตัวเองด้วยท่าทีเข้าใจ
หลินเสี่ยวเฉินยิ้มเล็กน้อย “ถ้าอย่างนั้นก็ดีขอรับวันนี้ข้าหยุดงานพอดี เดี๋ยวเย็นนี้ข้าจะเริ่มสอนวิธีเตรียมแปลงให้”
หลินอวี้หรานที่ยืนฟังอยู่ข้าง ๆ หันมากระซิบ“ดูเหมือนคราวนี้ทั้งหมู่บ้านจะปลูกผักตามเ้าแล้วนะ”
“ก็ดีไม่ใช่หรือ อย่างน้อยทุกคนก็จะมีของกินเพิ่มขึ้น” เด็กชายหัวเราะเบาๆ
“เ้านี่คิดเพื่อคนอื่นอยู่เสมอ”นางส่ายหน้าแล้วลูกศีรษะของน้องชายอย่างเอ็นดู
หลินเสี่ยวเฉินไม่ได้ตอบอะไร เพียงหันกลับไปมองผืนดินเบื้องหน้าในใจของเขามีแผนการอีกมากมายที่ยังไม่ได้ลงมือทำ เขาคิดเอาไว้ว่าจะปรับเปลี่ยนหมู่บ้านนี้ไปทีละน้อยค่อย ๆ ทำให้ทุกคนมีอยู่มีกินจนสามารถตั้งตัวได้จากนั้นค่อยขยับขยายบางทีเขาอาจจะฟื้นฟูเมืองทั้งนี้ขึ้นมาในภายภาคหน้าก็อาจจะเป็ได้
เด็กชายยืนกอดอกด้วยความภาคภูมิใจนี่สิถึงจะเป็ผลงานของนักศึกษาสาขาเทคโนโลยีการเกษตรอย่างเขา