ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 421 : ทวงคืนนามหมื่นอักขระ

จารึกที่ 421 : ทวงคืนนามหมื่นอักขระ : คลื่นใต้น้ำแห่งสายเลือดและการโต้กลับของเซียนโบราณ


ล่วงเข้าสู่ห้วงเวลาที่จันทราสีเงินยวงลอยเด่นอยู่กลางนภา ในเดือนสามฮวาเย่วบุปผาบานสะพรั่ง 花月 (ฮวาเยว่ - ดอกไม้ผลิบาน) สายลมที่ควรจะพัดพาความหอมหวนของมวลบุปผา กลับเจือปนไปด้วยกลิ่นอายแห่งความพินาศที่ยังไม่จางหายไปจากท้องฟ้าเหนือวิหารสุริยันจันทรา


ณ ใจกลางโถงหยกขาว บรรยากาศเงียบสงัดจนแทบจะได้ยินเสียงการไหลเวียนของปราณฟ้าดิน อาเจียนั่งขัดสมาธิอย่างสงบ ทว่าร่างกายของเขากลับถูกห่อหุ้มด้วยหมอกสีเทาหม่นที่สั่นกระเพื่อมอย่างรุนแรง บริเวณหว่างคิ้ว ลวดลายของอักขระสูญตา 空性符 (คง-ซิ่ง-ฝู) ทอประกายวูบวาบไม่เสถียร ภายในตันเถียน ทารกวิญญาณสูญตากำลังประสานอินด้วยสองมือเล็กๆ บังคับวงแหวนสามธาตุ ลม เพลิง และวารี ให้หมุนวนเพื่อสลายแรงกดดัน


อาเจียกัดฟันแน่น โลหิตจางๆ ไหลซึมที่มุมปาก "ปฏิกิริยาสะท้อนกลับรุนแรงกว่าที่คาดคิด..."


การลบเลือนราชันย์อสูรกลืนดารามิใช่เพียงการทำลายล้าง แต่คือการแทรกแซงกฎเกณฑ์ฟ้าดิน เมื่อสิ่งหนึ่งถูกลบหาย ธรรมชาติย่อมพยายามไหลบ่าเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนั้น แรงบดขยี้ที่ไร้รูปร่างจึงพุ่งตรงมากระแทก 'ปฐมอาณาเขต' 初领域 (ชูหลิ่งอวี้) ของเขาอย่างต่อเนื่อง อาเจียต้องตวัดพู่กันนิรันดร์ในห้วงจิต ถักทอลวดลายอักขระเพื่อประนีประนอมกับกฎเกณฑ์ของโลกเซียนอย่างนุ่มนวล


"เจ้ายึดติดกับความสมบูรณ์แบบมากเกินไป อาเจีย" น้ำเสียงทุ้มลึกและเปี่ยมด้วยความเมตตาดังขึ้น


อาเจียลืมตาขึ้นช้าๆ มู่เฉินในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์เดินเข้ามาใกล้ กลิ่นอายสงบเยือกเย็นราวน้ำลึกของเขาช่วยผ่อนคลายความกดดันในอากาศลงได้มาก ข้างกายมีองค์หญิงน้อยที่กำลังลอยตัวหมุนวนไปมาอย่างอิสระ


"ท่านอาจารย์" อาเจียประสานมือค้อมศีรษะ "ปฐมอาณาเขตของข้ายังเพิ่งก่อรูป เมื่อต้องรองรับเจตจำนงที่บิดเบี้ยวจากการใช้อักขระสูญตา จึงเกิดความปั่นป่วนเล็กน้อยขอรับ"


"ความว่างเปล่ามิใช่การปฏิเสธสิ่งที่มีอยู่ แต่มันคือผืนผ้าใบที่โอบรับทุกสิ่ง" มู่เฉินชี้แนะด้วยรอยยิ้ม "เจ้าไม่ต้องฝืนต้านทานแรงสะท้อนกลับ แต่จงใช้อาณาเขตของเจ้ากลืนกินและหลอมรวมมัน... วิถีแห่งอักขระ มิใช่การทำลายล้าง แต่คือการสร้างสรรค์"


อาเจียพยักหน้ารับคำสอน เขาสูดลมหายใจลึก ปรับสมดุลในร่างจนหมอกสีเทาค่อยๆ จางหายไป ทันใดนั้นเอง ภายในโถงรองของวิหาร ปราณวิญญาณหลากสีก็ปะทุขึ้นพร้อมกัน


ปราณกระบี่อันคมกริบของฉินมู่หลางทะลวงตัดผ่านมิติ เปลวเพลิงสีทองอร่ามของเฟิงอวี้หรานลุกโชนอย่างสงบนิ่งแต่แฝงพลังทำลายล้าง หลินซิงเสวี่ยแผ่กลิ่นอายพฤกษาที่เปี่ยมด้วยชีวิต เย่วปิงอวิ๋นมีลวดลายค่ายกลซับซ้อนหมุนวนรอบกาย และเฟิงหลิงเออร์ที่เนตรดาราทอประกายลึกล้ำ ทุกคนก้าวเดินออกมาจากห้องปิดด่าน รากฐานของพวกเขายกระดับขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบพร้อมเผชิญหน้ากับศึกใหญ่


ใจกลางโถง เจ้าสัวยืนตระหง่านดุจเสาหลักค้ำฟ้า โดยมีเจ้าถุงเงินคอยถักทอเส้นใยมิติรักษารอยต่อระหว่างวิหารแห่งนี้กับป้อมปราการหมื่นอักขระอย่างแข็งขัน การเชื่อมโยงนี้มั่นคงราวกับเหล็กกล้า ทว่าสายตาของอาเจียกลับทอดมองออกไปไกลแสนไกล


ไกลออกไปทางทิศเหนือของทวีปตะวันออก ณ ขุนเขาหมอกเมฆาอันเป็นที่ตั้งของ **สำนักหมึกวารี 墨水宗 (ม่อสุ่ยจง)** หรือที่ทุกคนในที่นี้ตระหนักรู้ดีถึงนามที่แท้จริง... **สำนักหมื่นอักขระ 万符宗 (ว่านฝูจง)**


บนลานกว้างหน้าหอคอยบรรพชน ศิษย์สำนักนับหมื่นชีวิตยืนเรียงแถวเงียบกริบ ทว่าแววตาของทุกคนกลับลุกโชนด้วยเปลวเพลิงแห่งเจตจำนง หลี่ชางไห่ เจ้าสำนักผู้มีผมขาวโพลน ยืนเอามือไพล่หลังจ้องมองขอบฟ้าทิศตะวันตกเฉียงใต้ ดวงตาที่เคยสงบนิ่งบัดนี้ทอประกายแห่งความศรัทธา


ผู้อาวุโสใหญ่เดินเข้ามาใกล้ด้วยรอยยิ้มบางๆ "ท่านเจ้าสำนัก... กลิ่นอายแห่งความว่างเปล่าที่เพิ่งกวาดล้างกลิ่นอายอสูรเมื่อครู่ ช่างทรงพลังและคุ้นเคยยิ่งนัก"


"วิถีอักขระสูญตาของอาเจีย ก้าวหน้าไปอีกขั้นแล้ว" หลี่ชางไห่พยักหน้า น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความภูมิใจและยังมีความเคารพอย่างหาที่สุดไม่ได้


สำหรับศิษย์และผู้อาวุโสแห่งสำนักหมึกวารี การที่อาเจียสร้างปาฏิหาริย์หรือทำลายล้างศัตรูที่แข็งแกร่งกว่า มิใช่เรื่องที่น่าตื่นตระหนกอีกต่อไป พวกเขาเคยถูกขั้วอำนาจอื่นบุกโจมตีหมายจะล้างบางมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง และทุกครั้ง ชายหนุ่มผู้เริ่มต้นจากการเป็นเพียงศิษย์สายนอกในหอจารึกขยะ ก็จะปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับวิถีอักขระที่พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน กอบกู้สำนักจากห้วงแห่งความตายเสมอมา


การกระทำของอาเจียได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแล้วว่า เขาคือผู้สืบทอดสายเลือดหมื่นอักขระที่แท้จริง คือผู้นำที่พวกเขายินยอมก้มหัวให้ด้วยความสมัครใจ


"สำนักของเราซ่อนเร้นตัวตนภายใต้ชื่อหมึกวารีมาเนิ่นนาน ทนเก็บความขมขื่นเพื่อรอคอยวันที่สายเลือดแห่งบรรพชนจะตื่นขึ้น" หลี่ชางไห่หันกลับมามองเหล่าศิษย์นับหมื่น น้ำเสียงของเขากังวานก้องสะเทือนฟ้าดิน "บัดนี้ ท่านผู้นำอาเจียกำลังยืนหยัดเผชิญหน้ากับตระกูลเซียนโบราณ บดขยี้กฎเกณฑ์ที่เคยกดขี่แผ่นดินนี้... ถึงเวลาแล้ว ที่พวกเราจะต้องทิ้งชื่อหมึกวารีไปอย่างแท้จริง และทวงคืนนามแห่งความภาคภูมิใจของเรา!"


"สำนักหมื่นอักขระจงเจริญ! ท่านผู้นำจงเจริญ!" เสียงโห่ร้องของศิษย์นับหมื่นดังกึกก้อง เจตจำนงแห่งวิถีอักขระที่หลับใหลมานานนับพันปีถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์


"ถ่ายทอดคำสั่ง!" หลี่ชางไห่ตวัดแขนเสื้อ ปราณหมึกวิญญาณวาดเป็นค่ายกลบังคับขนาดยักษ์กลางอากาศ "เบิกเรือเหาะปราณทุกรำ ปลุกพยนต์เทวะพิทักษ์สำนักทั้งหมด พวกเราจะเคลื่อนทัพมุ่งหน้าสู่ทิศใต้ เพื่อสละชีพเคียงข้างท่านผู้นำ!"


...


ในเวลาเดียวกัน ณ ใจกลางทวีปศักดิ์สิทธิ์ ภายในราชวังลอยฟ้าที่ปกคลุมด้วยเมฆสีเลือด


ตี้เทียนอู๋ นั่งอยู่บนบัลลังก์กระดูกมังกรศิลา ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยโทสะจนดูน่าสะพรึงกลัว ศิลาชีวิตของราชันย์อสูรที่แตกละเอียดเป็นผุยผง กองอยู่แทบเท้าของเขา


"มันบังอาจบิดเบือนกฎเกณฑ์แห่งดวงดาราของข้า..." เสียงของตี้เทียนอู๋เย็นเยียบราวกับลมหนาวจากขุมนรก "เด็กเหลือขอจากแดนทุรกันดาร กลับครอบครองอักขระที่สามารถบดขยี้เจตจำนงของโลกเซียนได้!"


กุนซือเฒ่าคุกเข่าตัวสั่นงันงก "ท่านผู้นำ... หากปล่อยให้มันเติบโตและรวบรวมขุมกำลัง ปฐมอาณาเขตของมันจะเป็นภัยคุกคามต่อค่ายกลกลืนฟ้า 吞天阵 (ทวินเทียนเจิ้น) ของเราอย่างแน่นอน"


"ถ้าเช่นนั้นก็จงบดขยี้มันซะตั้งแต่ตอนนี้!" ตี้เทียนอู๋ลุกขึ้นยืน กลิ่นอายระดับข้ามผ่านมหายานระเบิดออกมากดทับจนมิติแตกร้าว "ปรับโครงสร้างค่ายกลกลืนฟ้าเสียใหม่ เปลี่ยนจากการดูดกลืนอย่างช้าๆ เป็นการทิ้งน้ำหนักบดขยี้! และถ่ายทอดคำสั่ง... ให้ผู้อาวุโสคุมกฎทั้งสี่ นำทัพ 'พยนต์เทวะสวรรค์บรรพกาล' จำนวนหนึ่งร้อยตัว เคลื่อนกำลังผ่านรอยต่อมิติเดี๋ยวนี้!"


ดวงตาของผู้นำตระกูลเซียนโบราณวาวโรจน์ด้วยความอาฆาต "ข้าอยากจะรู้นักว่า วิถีอักขระกระจอกงอกง่อยของมัน จะทนรับแรงกระแทกจากศัสตราประกอบระดับสูงสุดของแดนศักดิ์สิทธิ์ได้สักกี่ลมหายใจ!"


มหาสงครามที่แท้จริงกำลังจะอุบัติขึ้น ทว่าครั้งนี้ อาเจียมิได้ยืนหยัดเพียงลำพังอีกต่อไป เบื้องหลังของเขาคือมิตรสหายผู้ร่วมเป็นร่วมตาย และกองทัพศิษย์แห่งหมื่นอักขระที่พร้อมจะใช้เลือดเนื้อของตน ถักทอเป็นจารึกบทใหม่เพื่อพลิกคว่ำกระดานหมากแห่งสวรรค์!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน