หนิงเทียน ราชันจักรพรรดิ ฉบับรีไรท์ จบแล้ว

    เล่มที่ 6 บทที่ 171 ศิษย์พี่น้อง

    “คำพูดของอาจารย์ฟางซีมีเหตุผล ให้มันเป็นผู้เลือกทางเดินของตัวเองก็แล้วกัน” หวินเซียวโหลวพยักหน้าอย่างเห็นด้วย อีกสามคนก็เช่นเดียวกันพวกมันพยักหน้าอย่างพร้อมเพรียง

    จากนั้นหวินเซียวโหลวมองตรงไปยังหนิงเทียนพร้อมกล่าวอธิบาย“เด็กน้อยหนิงเทียน ตัวข้าเป็นอาจารย์ใหญ่แห่งสถาบันศึกษานี้ อีกทั้งยังเป็นอาจารย์ประจำห้องเรียนพิเศษ

    ถ้าเจ้าต้องการเข้าเรียนห้องเรียนพิเศษละก็ เจ้าจะได้รับการสั่งสอนจากข้าโดยตรง”

    ฮุ่ยเทียนโพล่งขึ้นต่อ “เจ้าหนุ่มถึงแม้อาจารย์ใหญ่หวินจะเป็นอาจารย์ประจำชั้นก็จริงแต่ทว่า ภารกิจหน้าที่เขาช่างมากมายเหนือคณานับ เจ้ารู้หรือไม่ การที่วันนี้เจ้าได้พบกับเขา นับว่าเป็นโชคหนึ่งในพันของเจ้าแล้ว

    ห้องเรียนดาบของข้าดีกว่า ข้าพร้อมจะปลุกปั่นให้เจ้ากลายเป็นนักดาบอันดับหนึ่งของดินแดนมายา”

    ได้ยินเช่นนั้นเจี่ยซินหัวเราะออก

    “ฮาๆฮาๆ มือดาบอันดับหนึ่งของดินแดนมายาคำพูดนี้ข้าได้ยินมาไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยครั้งแล้ว หนิงเทียนจงเชื่อในตัวข้า ด้วยห้องเรียนอาคมของข้าจะสั่งสอนให้เจ้ากลายเป็นผู้เขียนอาคมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด”

    “ใจเย็นก่อนเด็กน้อย ห้องเรียนโอสถของข้าก็มีชื่อเสียงระบือไกลไปทั่วดินแดนมายา ถ้าเจ้าเรียนรู้ทักษะปรุงโอสถได้จนถึงระดับสูงแน่นอนว่าตำแหน่งใหญ่โตในวังหลวงจะเปิดรับเจ้าอย่างแน่นอน”ฟางซีกล่าวออกด้วยรอยยิ้ม

    “ไม่ ไม่ เจ้าอย่าได้ฟังคำหวานของพวกเขา เด็กน้อยหนิงเทียนห้องเรียนท่าร่างของข้ามีทักษะมากมายที่ต้องใช้สติปัญญาไหวพริบในการตีความ

    ถ้าเป็นเจ้าจะต้องไขความกระจ่างและชุบชีวิตทักษะระดับเทพสงครามได้แน่ ไม่สิแม้แต่ทักษะระดับผู้วิเศษเจ้าก็มีศักยภาพพอที่จะเรียนรู้หรือชุบชีวิตมันขึ้นมา”

    มีหรือที่หนิงเทียนจะไม่รู้ ว่าคำพูดของทั้งห้าคนนั้นมีความจริงเพียงครึ่ง อีกครึ่งหนึ่งเป็นเพียงคำเยินยอปอปั่นเท่านั้น

    พวกมันชักแม่น้ำทั้งห้าเพื่อที่จะให้หนิงเทียนเข้าเรียนในห้องเรียนของตัวเอง ดูเหมือนว่าแต่ละห้องเรียนที่อยู่ภายใต้สถาบันศึกษาหลวงจะมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดาแล้ว

    หนิงเทียนใช้ความคิดตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่ง มันหวนคิดถึงคำสั่งของบิดาใหญ่ที่บอกผ่านแก่พ่อบ้านมู่มา

    "การประลองพันศาสตรากอบกู้ชื่อเสียงของกระบี่"

    ทว่าจากคำบอกเล่าของอู่จื่อ ห้องเรียนกระบี่คงจะไม่ใช่ห้องเรียนที่น่าพิสมัยอย่างแน่นอน แต่เอาเถอะยิ่งที่นั้นไม่อยู่ในสายตาผู้คนมากเท่าไร ตัวข้าจะได้อยู่อย่างสงบมากเท่านั่น

    เมื่อคิดได้เช่นนี้หนิงเทียนเปิดปากกล่าวขึ้น “ขอบพระคุณอาจารย์ทั้งห้าที่เมตตาศิษย์ แต่ศิษย์เองก็มีความสนใจในบางสิ่งมาตั้งแต่เกิด นั้นคือวิถีแห่งกระบี่ ด้วยเหตุนี้ตัวศิษย์ต้องการจะเข้าเรียนในห้องกระบี่”

    “ห้องเรียนกระบี่!!!”

    ทั้งห้าอุทานออกมาเป็นเสียงเดียวกันจากนั้นพวกมันสบตากันไปมาก่อนจะเป็น ฟางซีที่กล่าวออกมา

    “เด็กน้อยเจ้าสามารถคิดมันใหม่อีกครั้งได้หรือไม่??”

    “ถูกต้อง ต่อให้เจ้าไม่สนใจในห้องเรียนของพวกเราทั้งห้า แต่ทว่ายังมีอีกสี่สิบห้องเรียนให้เจ้าศึกษาหาความรู้ ไยต้องเป็นห้องเรียนกระบี่ด้วย” เจี่ยซินกล่าวเสริม

    “อาจารย์ ศิษย์ต้องการฝึกกระบี่ขอรับ” หนิงเทียนกล่าวออกอย่างหนักแน่นอีกครั้งหนึ่ง

    ไท่หวงจินถอนหายใจออกมา “เด็กน้อยเจ้าควรรู้ไว้ ตัวเจ้าไม่มีได้พรสวรรค์ที่มากมาย อีกทั้งยังมีพลังบ่มเพาะอยู่ในระดับธรรมดา ถ้าเจ้าไปเข้าเรียนในห้องเรียนกระบี่ละก็สติปัญญาและไหวพริบของเจ้าจะถูกลืมหายไปทันที”

    หนิงเทียนขมวดคิ้วเข้าหากัน ในตอนแรกมันได้ยินเรื่องราวของห้องเรียนกระบี่จากศิษย์ด้วยกันเท่านั้น มันจึงคิดว่านั้นอาจจะเป็นคำพูดที่เกินเลยไป

    แต่ครั้งนี้มันได้ยินออกจากปากของรองอาจารย์ใหญ่เอง มันจึงต้องเปิดปากกล่าวถามด้วยความสงสัย

    “ท่านอาจารย์ ห้องเรียนกระบี่มีสิ่งใดผิดแปลกไปจากห้องเรียนอื่นๆหรือ??”

    “หึ!!! นั้นก็เพราะ คู...” ฮุ่ยเทียนกำลังจะกล่าวอะไรบางอย่างออกไป แต่ทว่ามันต้องหยุดคำพูดเพียงเพราะเสียงกระแอมดังของอาจารย์ใหญ่หวินเซียวโหลว

    “เด็กน้อย เจ้ามีโอกาสอีกครั้งที่จะตัดสินใจมันใหม่ เอาล่ะบอกข้ามา ว่าเจ้าต้องการเข้าห้องเรียนใด?” หวินเซียวโหลวเปิดปากถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนนุ่ม

    “กระบี่ขอรับ” หนิงเทียนไม่เสียเวลาคิด มันตอบกลับอย่างรวดเร็ว

    ถ้านี่เป็นสิ่งที่ตัวมันสามารถเลือกได้ มันอาจจะฉุกคิดและเปลี่ยนใจ แต่ทว่านี้เป็นสิ่งที่มันได้รับคำสั่งมาจากผู้เป็นบิดา มันจึงไม่ใช่สิ่งที่หนิงเทียนจะเปลี่ยนมันด้วยตัวเองได้

    ได้ยินคำตอบที่หนักแน่น ทั้งห้าได้แต่ถอนหายใจพร้อมกับส่ายหน้าด้วยความเสียดาย แสงสว่างจากเพชรเม็ดงามจะค่อยๆดับแสงลงและกลายเป็นเศษดินในอนาคต

    แต่กระนั้นพวกมันทำได้เพียงแต่ยอมรับในการตัดสินใจของหนิงเทียน

    “ชีวิตใครคนผู้นั้นย่อมต้องกำหนดทางเดินของตัวเอง เมื่อเจ้าตัดสินใจแล้วข้าจะไม่ห้าม” หวินเซียวโหลวกล่าวอย่างเสียดายพร้อมส่งเสียงเรียกเจี่ยซิน

    พร้อมกันนั้นเจี่ยซินใช้เล็บกรีดไปที่นิ้วจากนั้นมันใช้เลือดของตัวเองวาดเขียนอากาศที่ว่างเปล่า เพียงไม่นานสัญลักษณ์ที่ถูกสร้างขึ้นจากเลือด ก่อรูปขึ้น เจี่ยซินสะบัดมือ ส่งสัญลักษณ์ให้ลอยเข้าไปติดกับหลังมือของหนิงเทียน

    “เด็กน้อยนี้คือสัญลักษณ์แสดงตัวของสถานศึกษาหลง เดิมทีมันควรจะเป็นหน้าที่ของอาจารย์เจ้าทำมัน แต่เอาเถอะเนื่องจากเจ้าช่วยเหลือพวกเราคลี่คลายปัญหา ถือเสียว่านี้คือรางวัลตอบแทน” เจี่ยซินกล่าวออกอย่างเป็นนัย

    จากนั้นหวินเซียวโหลวหันไปมองอู๋จื่อ 

    “เด็กน้อยจากห้องหอจรัสฟ้า นำพาสหายของเจ้าไปเรือนพักและห้องเรียนกระบี่ จงบอกกล่าวถึงกฎปฏิบัติของสถาบันเราให้เขาได้ฟังอย่างชัดเจน”

    อู๋จื่อได้ยินเช่นนั้น มันตอบรับ พร้อมก้มศีรษะลงต่ำ “ศิษย์น้อมรับคำสั่ง”

    จากนั้นอู๋จื่อก็ได้เดินเข้ามาหาหนิงเทียน “พวกเราไปกันเถอะ” มันกล่าวออกด้วยสายตาที่ผิดแปลกไปจากปกติ

    เมื่อทั้งสองเดินออกจากห้องเทวาสุริยัน อาจารย์ทั้งห้าต่างสบตากันอีกครั้ง

    “น่าเสียดาย น่าเสียดายจริง แม้แก่นแท้พรสวรรค์ของมันจะต่ำแต่ด้วยไหวพริบของมันแล้วในอนาคตจะต้องกลายเป็นกำลังสำคัญของดินมายาได้แน่”

    “ท่านฮุ่ยลืมไปได้เลย ขอแค่เพียงคูเยี่ยไม่ทำลายเขาก็นับว่าเป็นบุญของเจ้าเด็กนั้นแล้ว

    “อาจารย์ใหญ่ ผู้มีพรสวรรค์กี่คนแล้ว ที่ถูกทำลายด้วยน้ำมือห้องเรียนกระบี่ เหตุใดพวกเราถึงไม่ลบห้องเรียนกระบี่ทิ้งไปให้สิ้นเรื่องสิ้นราว” ฟางซีกล่าวเปิดประเด็นออกมา

    หวินเซียวโหลวส่ายหน้าพร้อมกล่าวออก “พวกท่านนั้นกล่าวเกินไป แม้คูเยี่ยจะเป็นคนที่สติไม่สมประกอบแต่ความแข็งแกร่งของเขานั้น

    พวกเราทุกคนต่างรู้ดี ถ้าพวกเราไม่มีเหตุผลที่เพียงพอ การจะสั่งการยุบห้องเรียนกระบี่ทิ้ง เกรงว่าปัญหามากมายจะผุดออกมาให้พวกเราตามแก้อย่างไม่หยุดพักเป็นแน่”

    “เอาเถอะ ถ้ายังไม่มีเหตุผลเพียงพอข้าก็จะปล่อยมันผ่านไป แต่ทว่าถ้าภายภาคหน้ามีเรื่องไม่สมควรเกิดขึ้นเกรงว่าข้าจะไม่สามารถปล่อยให้ห้องเรียนกระบี่คงอยู่ต่อไปได้”

    ฟางซีกล่าวออกในขณะที่ ฮุ่ยเทียน เจี่ยซินและไท่หวงจิน พยักหน้าเห็นด้วยอย่างพร้อมเพรียง

    “ข้านั้นใช้กระบี่เป็นอาวุธ เรื่องมันก็มีเพียงเท่านี้” หนิงเทียนตอบกลับด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเอ่ยถามต่อ “ว่าแต่พี่ชายอู๋ ห้องเรียนกระบี่เป็นอย่างไรกันแน่??”

    “ข้าเองก็ไม่รู้รายละเอียดมากนัก ส่วนใหญ่ก็ได้ยินเขาร่ำลือกันมา เขาเล่ากันว่า อาจารย์ประจำห้องเรียนกระบี่คูเยี่ยนั้นมีนิสัยที่แปลกประหลาด ท่านไม่สนใจที่จะสอนสั่งให้ความรู้ศิษย์ในห้อง

    ด้วยเหตุนี้ ศิษย์ของห้องเรียนกระบี่จะต้องศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเอง

    บางครั้งพวกมันจะถูกตราหน้าว่าเป็นพวกเกียจคร้านไม่คิดจะฝึกฝนบ่มเพาะพลังอย่างแท้จริง และยังกล่าวอีกว่าพวกคิดจะเข้าห้องเรียนกระบี่คือพวกขี้เกียจไม่คิดจะฝึกฝนตัวเอง

    ห้องเรียนกระบี่ที่ไม่มีทั้งความเข้มงวดและกฎเกณฑ์ มันจึงเป็นสถานที่ให้คนพวกนั้นถือเป็นโอกาสและเข้าร่วม” อู๋จื่อกล่าวอธิบาย จากนั้นมันก็สะบัดแขนเสื้อยกมือวาดกลางอากาศ

    สัตว์อสูรลมปราณระดับสามปรากฏตัวออกมา “นี้คือกวางตาเพลิงของข้า” กล่าวจบอู๋จื่อกระโดดขึ้นไปนั่งบนหลังมัน

    “ขึ้นมาสิ พวกเราจะไปยังเรือนพักของเจ้ากัน”

    จากนั้นทั้งสามขึ้นขี่บนหลังของกวางตาเพลิง ก่อนที่มันจะกระโดดไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

    “พี่อู๋จื่อเรือนพักของข้าอยู่ไกลขนาดต้องใช้สัตว์อสูรเป็นพาหนะเลยหรือ?”

    “ห้องเรียนกระบี่นั้นอยู่ส่วนในสุดของสถาบันศึกษา อยู่ติดกับป่าผีเสื้อบำเพ็ญ เอ่อ...ถ้าจะบอกว่ามันกันดารที่สุดในสถาบันศึกษาหลวงก็ไม่ผิดไปนักหรอก”

    หนิงเทียนหาได้สนใจกับการเป็นอยู่ของห้องเรียนกระบี่แม้แต่น้อย มันติดใจตรงคำว่าป่าผีเสื้อบำเพ็ญที่อู๋จื่อกล่าวออกมา “ป่าผีเสื้อบำเพ็ญ?”

    “อ่อ ป่าผีเสื้อบำเพ็ญ เป็นสถานที่ฝึกฝนของนักเรียนในสถาบันศึกษาหลวง ด้านในนั้นมีทั้งสมุนไพรและสัตว์อสูรมากมายให้พวกเราใช้เพื่อสร้างเสริมความแข็งแกร่ง

    แต่ทว่าการเข้าไปในป่าผีเสื้อบำเพ็ญได้นั้นจะต้องใช้คะแนนความดีที่สูงลิ่วเลยละ ขนาดตัวข้าศึกษาที่นี่มาร่วมสามปียังมีโอกาสเข้าไปด้านในเพียงครั้งเดียวเอง”

    “พี่ชายอู๋จื่อ แล้วแต้มความดีที่ว่า ข้าจะไปหามันจากที่ใด”

    “แต้มความดี อาจจะได้จากอาจารย์ประจำห้อง การล่าสัตว์อสูรที่สำคัญหรือการเข้ารับภารกิจของหอไตรวิชา หอไตรวิชามีภารกิจนับพันให้เราได้ทำ

    เมื่อทำสำเร็จเราจะได้คะแนนความดีตามที่ระบุไว้ในภารกิจ และคะแนนความดีนี้เราสามารถนำมันไปแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งของจำเป็นในการบ่มเพาะได้ที่ชั้นสองของหอไตรวิชา”

    เพียงไม่นาน อู๋จื่อพาหนิงเทียนมายังพื้นที่โล่งกว้างปกคลุมด้วยพื้นหญ้าจางๆ เพียงแค่มองก็รู้ได้เลยว่า ที่ต้นหญ้าเหล่านี้ขึ้นอย่างเป็นระเบียบเป็นเพราะฝีมือของคน

    บนพื้นหญ้ากว้างมันมีเรือนพักสลับกันเป็นขั้นบันได นับร้อยเรือน สภาพของเรือนพักเหล่านั้นค่อนข้างจะเก่าแก่ ราวกับว่าไม่ได้มีผู้คนเข้ามาพักอาศัยเป็นเวลานาน

    ถ้าสภาพโดยรอบไม่ได้มีต้นหญ้าที่ขึ้นอย่างเป็นระเบียบละก็ คงจะมองได้ว่าที่แห่งนี้คือสุสานบ้านร้างก็ไม่ผิดอะไรนัก

    “เรามาถึงแล้วน้องชายหนิง ที่นี่ คือเรือนพักสำหรับศิษย์ในห้องเรียนกระบี่ ก็อย่างที่ข้าได้บอกไป ที่มันเก่าแก่เป็นเพราะห้องเรียนแห่งนี้มีศิษย์เพียง6-7คนเท่านั้น”

    หนิงเทียนเป่าปากออกอย่างโล่งอก ในคราวแรกที่มันได้ยินอาจารย์ใหญ่บอกว่ามันจะต้องร่วมอาศัยชายคาเดียวกับเสี่ยวซวงทำให้มันรู้สึกกระอักกระอ่วนใจอยู่ไม่น้อย

    “น้องชายหนิงเมื่อจัดเตรียมเรือนพักเสร็จแล้ว ข้าจะพาเจ้าไปยังห้องเรียนกระบี่

    แต่ว่าหลังจากพื้นที่หลังเรือนพักเป็นต้นไป น้องสาวเสี่ยวซวงจะตามพวกเราไปด้วยไม่ได้จนกว่านางจะได้เข้าร่วมเป็นศิษย์ของสถาบันศึกษาหลวงอย่างเป็นทางการ” อู๋จื่อกล่าวเตือน

    หนิงเทียนสบสายตากับเสี่ยวซวงอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่ทั้งสามจะช่วยกันทำความสะอาดเรือนพักสองเรือนที่อยู่ติดกัน จากนั้นหนิงเทียนจะกำชับความแก่เสี่ยวซวงให้อยู่แต่เรือนพัก ก่อนจะจากไป

    หนิงเทียนและอู๋จื่อขึ้นหลังอสูรพาหนะอีกครั้ง คราวนี้มันใช้เวลาราวๆครึ่งชั่วยามในการปีนป่ายทางชันสูงลักษณะคล้ายขั้นบันไดขึ้นมาจนถึงที่หมาย

    “น้องชายหนิง ข้ามาส่งเจ้าเพียงเท่านี้ ขอให้เจ้าโชคดี”

     

    อู๋จื่อกล่าวออก

    “ขอบคุณพี่ชายอู๋จื่อ” หนิงเทียนกล่าวคำลา สายตาของมันมองไปยังประตูไม้ด้านหน้ามัน

    แกร๊กก….หนิงเทียนใช้สองมือพลักมันให้เปิดออก ภาพแรกที่มันเห็นคือผู้ชายวัย20-30ปียืนอยู่ตรงหน้า เขาสวมเสื้อผ้าที่หยาบ

    ลักษณะรูปร่างของเขานั้นแสนธรรมดา ชายคนนั้นมองมาที่หนิงเทียนด้วยสายตางุนงง ก่อนจะเปลี่ยนสายตาเป็นประกายออกมา

    “เจ้า...เจ้าคือน้องเล็ก วิเศษเป็นอย่างที่ทางห้องเทวาสุริยันแจ้งข่าวมาจริงๆ” ชายคนนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นจากนั้นมันกล่าวแนะนำตัวเอง

    “ข้าชื่อจูตัน เป็นศิษย์คนแรกห้องเรียนกระบี่ เจ้าสามารถเรียกข้าว่าศิษย์พี่ใหญ่ได้เลย”

    จากนั้นจูตันมองไปยังหลังมือของหนิงเทียน เมื่อเห็นถึงสัญลักษณ์แล้วมันกล่าวออกอย่างโล่งอก

    “เจ้าได้รับสัญลักษณ์ประจำตัวแล้ว เช่นนั้นก็ง่ายขึ้นเยอะ น้องเล็กตามข้ามา ข้าจะพาเจ้าไปพบกับศิษย์พี่คนอื่นๆของเจ้า”

    หนิงเทียนมองไปยังแผ่นหลังของชายที่ชื่อจูตัน “คนคน นี้อย่างน้อยที่สุดจะต้องอยู่ในดินแดนราชันทรราชอย่างแน่นอน ดูเหมือนห้องเรียนกระบี่จะไม่ได้แย่อย่างที่ใครๆเขาพูดถึงเลย”

    ขณะที่จูตันกำลังเดินนำพร้อมฮัมเพลงอย่างร่าเริงมันได้เปิดปากกล่าวขึ้น “จริงสิศิษย์น้องเจ้าชื่อว่าอะไร ข้ายังไม่รู้จักชื่อของเจ้าเลย”

    “ข้าชื่อหนิงเทียน”

    “หนิงเทียนเป็นชื่อที่แปลกไม่น้อย เอาละศิษย์น้องหนิงต่อไปนี้พวกเราถือว่าเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว มีเรื่องอะไรขอบอกให้พี่ใหญ่ได้เลย”

    ระหว่างทางเดินจูตันก็ยังกล่าวไม่หยุด “เนื่องจากห้องเรียนกระบี่ของเรามีคนน้อย พื้นที่ใช้สอยของพวกเราจึงมีขนาดกว้างขวางกว่าห้องเรียนอื่นๆมากนัก”

    มันกล่าวออกด้วยความภาคภูมิใจราวกับว่าการมีขนาดพื้นที่กว้างเนื่องจากคนที่น้อย คือความภูมิใจสูงสุดของคนในห้องเรียนกระบี่

    “ออกพ้นประตูด้านหน้า เดินอีกไม่กี่ก้าว ผ่านระเบียงไปก็ถึงแล้ว” จูตันไม่ลืมกล่าวกับหนิงเทียนด้วยรอยยิ้ม

    หนิงเทียนคิดถึงเรื่องที่มันได้ยินมา มันจึงกล่าวถามขึ้นว่า“ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านอาจารย์ของเรา”

    ยังไม่ทันได้กล่าวจบจูตันยิ้มแห้งๆออกมา “ศิษย์น้องเล็กห้องเรียนกระบี่ของเรามีอาจารย์ประจำนามว่า คูเยี่ย เวลาส่วนใหญ่ท่านอาจารย์จะเก็บตัวเงียบอยู่ในห้อง

    ด้วยเหตุนี้การเรียนรู้ของพวกเราคือการศึกษาด้วยตัวเอง ในหนึ่งเดือนท่านจะออกมาชี้แนะพวกเราเพียงครั้งหนึ่ง มันเป็นเช่นนี้มา กว่าสิบปีแล้ว แต่เจ้าไม่ต้องห่วงถ้าเจ้ามีสิ่งใดไม่เข้าใจ

    เจ้าสามารถถามศิษย์พี่คนอื่นๆของเจ้าได้ แม้ว่าเราจะพึ่งเสียน้องเจ็ดไปแต่ทว่าเราก็ได้เจ้ามาเป็นน้องเจ็ดคนใหม่ มันช่างวิเศษยิ่งนัก”

    “เสียน้องเจ็ดไป??” หนิงเทียนกล่าวออกด้วยความสงสัย

    “น้องเจ็ดคนเก่าของเรา เป็นคนมีพรสวรรค์มาก เขาคงไม่อยากปิดกั้นพรสวรรค์ของตัวเองอยู่ในห้องเรียนกระบี่อีกต่อไป เขาจึงลาออกไปเข้าห้องเรียนหมัดฆ่าพยัคฆ์นะ”

    ทั้งสองสนทนากันไปมา จนเดินมาถึงหน้าห้องโถงใหญ่หนิงเทียนได้ยินเสียงโวยวายปนเสียงร้องระงมดังออกมา

    “เจ้าห้า เบาๆหน่อยสิโว้ย ข้าเจ็บจะตายอยู่แล้ว”

    “พี่รอง ท่านไปทำอีท่าไหนมาถึงโดนคนของห้องเรียนขวานภูผารุมทำร้ายเอาได้”

    คล้ายกับเรื่องหนิงเทียน ราชันจักรพรรดิ ฉบับรีไรท์ จบแล้ว ที่คุณอ่าน