จารึกที่ 301 : ทัณฑ์อัสนีสีเลือด : ใต้เงาแห่งสูญตา
กลิ่นโลหิตที่คละคลุ้ง ผสมผสานกับความเก่าแก่ของฝุ่นผงที่หลับใหลมานับหมื่นปี ลอยอวลอยู่ภายในโถงกว้างของสุสานบรรพชนเสี้ยวจันทรา แสงสลัวจากแินเรืองแสงตามผนังทอดเงายาวเหยียดของกลุ่มคนผู้รอดชีวิต บรรยากาศภายในสถานที่เร้นลับแห่งนี้หนักอึ้ง ราวกับมีหินผาที่มองไม่เห็นกดทับลงมาบนบ่าของทุกคน
ทันทีที่บานประตูสัมฤทธิ์สลักลายอสูรโบราณปิดสนิทลง ตัดขาดโลกภายนอกและแสงสีโลหิตอันชั่วร้ายของดวงตาปรสิตเบื้องบน สรรพเสียงทุกอย่างพลันเงียบสงัด มีเพียงเสียงหอบหายใจหนักหน่วงและเสียงหยดเลือดที่ไหลรินจากบาดแผลของมิตรสหาย
ตรงใจกลางโถงสุสาน ร่างของเด็กหนุ่มในชุดคลุมสีเทาที่เต็มไปด้วยรอยขาดวิ่น ยืนหยัดตระหง่านราวกับรูปสลัก อาเจียไม่ได้ขยับเขยื้อนแม้แต่ปลายนิ้ว ทว่ารอบกายของเขากลับแผ่ซ่านความกดดันที่ลึกล้ำและเย็นเยียบ จนทำให้อากาศรอบด้านเกิดรอยร้าวราวกับแผ่นน้ำแข็งที่กำลังจะแตกสลาย
ดวงตาทั้งสองข้างของเขายามนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ไร้ซึ่งตาขาว ไร้ซึ่งประกายแสงสว่างใดๆ มันคือ ‘ดวงตาแห่งความว่างเปล่า’ ที่สะท้อนถึงขีดสุดแห่งสายเลือด กิ่งไม้สีดำทะมึนซึ่งเป็นเสมือนสายเชื่อมต่อจากต้นไม้อดีตกาล แทงทะลุฝ่ามือของเขา ผสานเข้ากับเส้นชีพจรปราณในร่างกายอย่างแนบแน่น
ตึก... ตัก...
เสียงหัวใจของอาเจียเต้นเป็นจังหวะเดียวกับการสั่นไหวของกิ่งไม้สีดำ ทุกครั้งที่หัวใจสูบฉีด ปราณปฐมกาลอันบริสุทธิ์ที่สุดในปฐพี จะถูกดูดซับจากแก่นกลางของสุสาน ไหลทะลักเข้าสู่จุดตันเถียนของเขาอย่างคลุ้มคลั่ง
ภายในห้วงตันเถียนอันมืดมิด ทารกวิญญาณสูญตาที่นั่งขัดสมาธิอยู่กำลังลืมตาตื่น รอบกายทารกน้อยปรากฏอักขระหลิง (零) หมุนวนเป็นวงแหวนสามชั้น ชั้นนอกสุดทอประกายสีทองอร่าม ชั้นกลางส่องแสงสีเงินยวงลึกลับ และชั้นในสุด... เป็นสีดำทมิฬที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง
เวลาในโลกภายนอกล่วงเลยไปเพียงชั่วก้านธูปไหม้หมดดอก ทว่าในห้วงจิตสำนึกของอาเจีย มันยาวนานราวกับการเกิดและดับของดวงดาว เขามองเห็นการไหลเวียนของพลังฟ้าดิน มองเห็นกฎเกณฑ์ที่ถูกดวงตาโลหิตดึงรั้งไปหล่อเลี้ยงวิหารเทพอนันตกาลแต่เพียงผู้เดียว
ภาพของต้วนเทียน จอมพลังเผ่าบรรพกาลผู้ยอมแลกเลือดเนื้อ พุ่งเข้าขวางลำแสงพิฆาตจนร่างแหลกเหลวเหลือเพียงเศษเสี้ยววิญญาณร่อแร่ ผุดขึ้นมาในความทรงจำ
มือของอาเจียที่กำกิ่งไม้สีดำไว้สั่นสะท้าน ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว ทว่ามันคือความเดือดดาลที่ถูกสลักลึกถึงแก่นกระดูก ความหวงแหนในมิตรสหายที่เขารักษาไว้ด้วยชีวิต บัดนี้ถูกจุดประกายขึ้นกลายเป็นเพลิงโทสะอันเย็นเยียบ
“กฎแห่งฟ้าดินควรโอบอุ้มสรรพชีวิต...” อาเจียพึมพำผ่านริมฝีปากที่แห้งผาก เสียงของเขาแหบพร่าทว่าก้องกังวานดุจระฆังโบราณ “ทว่าดวงตาบนฟากฟ้านั่น กลับตั้งตนเป็นผู้ปกครอง ผูกขาดพลังและกลืนกินผู้คน... หากเบื้องบนไร้ซึ่งความยุติธรรม ข้าก็จะเป็นผู้ทวงถามพลังเหล่านั้นคืนมา!”
กรอบ... แกรบ... ปัง!
เสียงกระดูกและเส้นชีพจรปราณทั่วร่างของอาเจียลั่นเปรี๊ยะ คลื่นปราณไร้รูปชำระล้างสิ่งอุดตันในร่างกายจนหมดสิ้น พลังปราณที่เคยหยุดนิ่งอยู่ที่ระดับวิญญาณแรกเริ่มขั้นปลาย บัดนี้ทะลวงผ่านกำแพงคอขวดที่กางกั้นผู้ฝึกตนมานับไม่ถ้วน กลิ่นอายของเขากระโดดข้ามห้วงขีดจำกัด บรรลุเข้าสู่ ขีดสุดแห่งวิญญาณแรกเริ่ม อย่างสมบูรณ์แบบ!
ทว่า การช่วงชิงปราณปฐมกาลมาครอบครองในปริมาณมหาศาล ย่อมไม่อาจรอดพ้นจากการรับรู้ของกฎเกณฑ์ที่ปกครองทวีป
ครืนนนนน!
แม้อยู่ลึกลงไปใต้พิภพ ทว่าทุกคนในสุสานกลับสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่ถ่ายทอดลงมาจากเบื้องบน ท้องฟ้าเหนือหุบเขาศักดิ์สิทธิ์อนันตกาลในเวลานี้ บรรยากาศเดือนสามฮวาเย่วบุปผาบานสะพรั่งพลันถูกฉีกกระชาก แสงสว่างถูกกลืนหายไปสิ้น ‘เมฆาทัณฑ์อัสนี’ สีดำทมิฬก่อตัวขึ้นเป็นน้ำวนขนาดยักษ์ครอบคลุมอาณาเขตนับร้อยลี้
มันมิใช่เมฆฝนธรรมดา ทว่าอัดแน่นไปด้วยเจตจำนงแห่งการลบล้าง ภายในวังวนความมืดมิดนั้น ปรากฏสายฟ้าแลบปลาบเป็นสีโลหิตแดงฉาน!
มู่เฉิน อดีตมหาปรมาจารย์แห่งสำนักหมื่นอักขระ ยืนมองทะลุผ่านรอยแตกของเพดานสุสาน ร่างเนื้ออักขระบรรพกาลของเขาสะท้อนแสงจางๆ ต้านทานแรงกดดันจากเบื้องบน ดวงตาที่ผ่านกาลเวลามานับพันปีหรี่ลงเล็กน้อย
“ทัณฑ์อัสนีสีเลือด…” มู่เฉินเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าทุกถ้อยคำหนักแน่น “นี่มิใช่บททดสอบเพื่อขัดเกลาผู้ฝึกตน แต่มันคือการกำจัด เบื้องบนสัมผัสได้ถึงตัวตนที่อยู่นอกเหนือการควบคุม มันจึงส่งทัณฑ์ประหารมาเพื่อลบเจ้าระหว่างการเลื่อนขั้น”
มู่เฉินมิได้ก้าวออกไปช่วยเหลือ เขาเพียงยืนมองอาเจียด้วยสายตาเยียบเย็น นี่คือสิ่งที่เขาสั่งสอนมาตลอด ‘ความอ่อนแอคือตราบาปในโลกของผู้ฝึกตน’ หากอาเจียไม่อาจข้ามผ่านความเป็นตายในวันนี้ด้วยตนเอง การยืนหยัดเพื่อสิ่งใดในอนาคตก็เป็นเพียงคำพูดเลื่อนลอย
อาเจียค่อยๆ ปล่อยมือกิ่งไม้สีดำ รวบรวมลมปราณไว้ที่จุดตันเถียน ร่างของเขาค่อยๆ ลอยขึ้นจากพื้นดิน ทะลุผ่านช่องโหว่ของเพดานสุสาน ลอยตัวขึ้นสู่ท้องฟ้า เผชิญหน้ากับน้ำวนทัณฑ์อัสนีสีเลือดโดยลำพัง
ลมพายุบ้าคลั่งพัดผ้าคลุมสีเทาให้ปลิวไสว อาเจียเงยหน้ามองสายฟ้าสีเลือดที่กำลังรวมตัวกันเป็นรูป ‘กระบี่อัสนีเทวะ’ ขนาดยักษ์ ความกลัวตายที่เคยเป็นดั่งเงาตามตัว ถูกปณิธานอันแน่วแน่แห่งการอยู่รอดกดทับจนสิ้น
“ในเมื่อพวกเจ้ามองว่าการดำรงอยู่ของข้าคือความผิดพลาด...” อาเจียกล่าวเสียงเรียบ แววตาสะท้อนความสงบนิ่งที่ชวนให้ผู้คนสั่นสะท้าน “เช่นนั้น ข้าก็จะใช้พู่กันเล่มนี้ ลบล้างข้อห้ามของพวกเจ้าเสีย”
เปรี้ยง!
กระบี่ทัณฑ์อัสนีสีเลือดสายแรกฟาดฟันลงมา ความเร็วของมันฉีกกระชากมิติให้เกิดรอยแยกสีดำ พลังทำลายล้างที่สามารถบดขยี้ผู้ฝึกตนระดับแยกวิญญาณให้แหลกเป็นเถ้าถ่าน พุ่งตรงเข้าใส่จิตวิญญาณของอาเจีย ล็อกเป้าหมายไว้อย่างสมบูรณ์แบบ
อาเจียไม่หลบเลี่ยง มือขวากระชับพู่กันนิรันดร์ 永恒笔 (หย่งเหิงปี่) แน่น ปลายพู่กันตวัดวาดขึ้นกลางอากาศธาตุอย่างพลิ้วไหวและทรงพลัง
รอยหมึกสีดำสนิทลากเป็นเส้นโค้งที่บรรจบกันอย่างไร้รอยต่อ ปรากฏเป็นสัญลักษณ์มหาภาวะซวี ( ⦾ ) ลอยเด่นตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ลึกลงไปในศูนย์กลางของพื้นที่ว่างเปล่านั้น อักขระหลิง (零) สีดำทมิฬปรากฏขึ้นเลือนรางคล้ายมีคล้ายไม่มี
“ข่ายกลวงล้อสูญตา (空轮结界)…” อาเจียเอื้อนเอ่ยแผ่วเบา ทว่าถ้อยคำกลับสั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณของผู้ที่ได้ยิน “คืนสู่ความว่างเปล่า”
วิถีแห่งสูญตา คือการย้อนคืนสรรพสิ่ง ข่ายกลวงล้อสูญตาเบื้องหน้ามิใช่โล่ป้องกันที่แข็งกร้าว แต่มันคืออาณาเขตแห่งการสลายพลัง เมื่อกระบี่อัสนีสีเลือดพุ่งปะทะ มันมิได้ระเบิดออก ทว่ากลับถูกดึงเข้าสู่วงโคจรของอักขระหลิง เจตจำนงแห่งการทำลายล้างที่แฝงมาในสายฟ้าถูกลอกคราบออกทีละชั้น กฎเกณฑ์การลงทัณฑ์ถูกย่อยสลายจนหมดสิ้น เหลือทิ้งไว้เพียงแก่นแท้ที่บริสุทธิ์ที่สุด… ปราณแห่งฟ้าดิน!
พริบตาต่อมา ปราณที่ถูกชำระล้างจนไร้มลทินก็ควบแน่นกลางอากาศ กลายเป็นหยาดฝน ‘ศิลาปราณชั้นยอด’ สีใสกระจ่าง ร่วงหล่นลงมาจากข่ายกลวงล้อสูญตา
อาเจียหรี่ตามองหยาดฝนศิลาเหล่านั้น เส้นทางเบื้องหน้ายังยาวไกล การเผชิญหน้ากับวิหารเทพอนันตกาลต้องใช้ทรัพยากรมหาศาลเพื่อฟื้นฟูและสร้างค่ายกล เขาจะไม่ยอมให้พลังเหล่านี้สูญเปล่าไปกับผืนดิน
“เจ้าสัว เจ้าถุงเงิน” อาเจียส่งกระแสจิตดังก้อง “กางค่ายกลกักเก็บ... เตรียมเสบียงสำหรับสงครามเบื้องหน้า”
ร่างสูงใหญ่ที่หล่อหลอมจากศิลาทมิฬพุ่งทะยานขึ้นมาจากรอยแตกของสุสาน ‘เจ้าสัว’ หุ่นกลศิลาผู้เงียบขรึม ภายในร่างของมัน เส้นชีพจรกลไกส่องสว่าง แกนปราณขับเคลื่อนทำงานอย่างแม่นยำ มันวิเคราะห์ความผันผวนของกระแสปราณในอากาศ
แขนศิลาทั้งสองข้างกางออก เปลี่ยนสภาพเป็นโครงข่ายค่ายกลย่อส่วน รองรับศิลาปราณที่ร่วงหล่นลงมาอย่างสมบูรณ์แบบ ท่วงท่าของมันหนักแน่นและเฉียบขาด ปราศจากการพูดจายกยอตัวเองดั่งเช่นอดีต มันคือผู้พิทักษ์ที่ทำหน้าที่อย่างซื่อตรง
ในมุมอับของมิติ ‘เจ้าถุงเงิน’ ราชันแมงมุมมิติสูญตา พุ่งทะยานซ้อนทับเงาของเจ้าสัว มันพ่นใยถักทอจากเส้นสายแห่งความว่างเปล่า กลายเป็นตาข่ายกว้างรองรับศิลาปราณที่เล็ดลอดลงมาอย่างระมัดระวัง
ฉินมู่หลาง ยอดกระบี่ผู้สวมชุดขาวบริสุทธิ์ แหงนหน้ามองภาพเบื้องบน แววตาของเขาที่เคารพในความแข็งแกร่งของอาเจียยิ่งลึกล้ำขึ้น “เขาเปลี่ยนทัณฑ์ประหาร ให้กลายเป็นทรัพยากร... วิถีของเขามิใช่การพุ่งชนอย่างมืดบอด แต่เป็นการกลืนกินอย่างแยบยล”
หลินชิงเสวี่ยแห่งยอดเขาพู่กันหยกยืนกอดกระบี่นิ่ง ‘โสตสวรรค์’ ของนางเปิดรับฟังความเคลื่อนไหว นางไม่ได้ยินเสียงอื่ืน ทว่านางกลับได้ยินเสียงจิตอันมุ่งมั่นอันเงียบเชียบของบุรุษผู้กำลังบีบอัดพลังเพื่อเตรียมปกป้องผู้คนเบื้องหลัง แววตาของนางอ่อนแสงลงเล็กน้อย
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!
ทัณฑ์อัสนีฟาดฟันลงมาอย่างหนักหน่วง จากกระบี่สายฟ้า แปรเปลี่ยนเป็นมังกรอัสนีสีเลือดนับสิบตัว พุ่งเข้าปะทะข่ายกลวงล้อสูญตา ทว่ายิ่งการโจมตีรุนแรงเท่าใด ข่ายกลวงล้อก็ยิ่งทำหน้าที่สลายพลังและควบแน่นศิลาปราณได้อย่างมั่นคง
ทันใดนั้น วังวนเมฆาทัณฑ์อัสนีพลันหยุดนิ่ง สายฟ้าสีเลือดทั้งหมดถูกสูบกลับเข้าไปในจุดศูนย์กลาง ก่อนที่รอยแยกบนท้องฟ้าจะเผยให้เห็น ‘ดวงตาโลหิต’ ขนาดมหึมา แสงสีแดงฉานสาดส่องลงมาดั่งเสาแสง พุ่งตรงเข้าครอบคลุมร่างของอาเจียในชั่วพริบตา
มันมิใช่การโจมตีทางกายภาพ... ทว่ามันคือทัณฑ์สุดท้าย ‘มารในใจ’
สภาพแวดล้อมรอบกายแตกสลาย อาเจียพบว่าตนเองยืนอยู่ในเงามืด ร่างกายผอมบางกำลังถูกทุบตี ภาพมายาสลับเปลี่ยนไปมาอย่างโหดร้าย จากความอ่อนแอ กลายเป็นภาพความสูญเสีย อาเจียเห็นต้วนเทียนร่างถูกเจาะทะลุ เห็นหลินชิงเสวี่ยล้มลงกองกับพื้น คราบเลือดเปรอะเปื้อนใบหน้า
เสียงกระซิบอันเย็นเยียบดังก้องในห้วงวิญญาณ
‘เจ้าฝืนลิขิตไปเพื่อสิ่งใด? ในโลกนี้ ผู้ที่อ่อนแอย่อมถูกเหยียบย่ำ... ท้ายที่สุด เจ้าก็ไม่อาจรักษาชีวิตผู้ใดไว้ได้ เจ้าจะต้องสูญเสียทุกอย่างที่พยายามไขว่คว้า...’
ความหนาวเหน็บเริ่มกัดกินขั้วหัวใจ หากเป็นผู้ฝึกตนที่จิตไม่นิ่งพอ ย่อมเกิดธาตุไฟแตกซ่านและพ่ายแพ้ต่อบาดแผลในใจ แต่อาเจียเพียงแค่หลับตาลง
“ข้าเคยอ่อนแอ และข้าเคยหวาดกลัวความตาย…” อาเจียเอ่ยเสียงแผ่วเบา ทว่าหยั่งรากลึกลงไปในจิตวิญญาณ “แต่สิ่งที่ข้าหวาดกลัวยิ่งกว่าความตาย คือการต้องทนมองดูผู้คนที่ข้าเห็นคุณค่า ร่วงหล่นไปโดยที่ข้าไม่อาจทำสิ่งใดได้!”
ดวงตาแห่งความว่างเปล่าเบิกกว้างขึ้น รังสีปราณเซียนแท้สีเงินยวงปะทุออกจากร่าง กวาดล้างความมืดมิดในภาพมายาจนสิ้น
“หากกฎเกณฑ์เบื้องบนคือการกดขี่... ข้าก็จะใช้มรรคาแห่งสูญตา ลบล้างกฎเกณฑ์เหล่านั้น!”
ตูมมมม!
ตราประทับปฐมกำเนิด (万符之源) เปล่งแสงสว่างวาบจากหน้าผาก อักขระหลิง (零) ปรากฏขึ้นพร้อมกับอำนาจแห่งต้นกำเนิด มันบดขยี้ภาพลวงตาของมารในใจจนแตกสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย พลังแห่งสูญตากลืนกินเจตจำนงของความหวาดกลัว เปลี่ยนมันเป็นความเข้มแข็ง หล่อเลี้ยงทารกวิญญาณสูญตาให้มั่นคงจนถึงขีดสุด!
เมฆาทัณฑ์อัสนีบนท้องฟ้าสูญเสียพลังงาน มันค่อยๆ สลายตัวไปในอากาศ เผยให้เห็นท้องฟ้าที่เปิดกว้างและหมู่ดาวที่ทอแสงระยิบระยับ
อาเจียร่อนลงสู่พื้นดินหน้าปากทางเข้าสุสานอย่างแผ่วเบา เขาฟาดแขนเสื้อหนึ่งครั้ง ศิลาปราณบริสุทธิ์ทั้งหมดก็ลอยเข้าสู่แหวนมิติอย่างเงียบเชียบ แววตาของเขาสงบนิ่ง ไร้ซึ่งท่าทีของคนหน้าเงินที่ได้สมบัติ มีเพียงความมุ่งมั่นที่เยียบเย็นดุจสายน้ำใต้ธารน้ำแข็ง
“วิญญาณแรกเริ่มของเจ้าหลอมรวมกับวิถีแห่งสูญตาได้อย่างสมบูรณ์แล้ว อาเจีย” เสียงขององค์หญิงน้อยดังขึ้นจากพู่กันนิรันดร์ “พลังของเจ้ายามนี้ ก้าวล่วงขีดจำกัดไปไกลนัก”
อาเจียพยักหน้ารับ เขาล้วงมือเข้าไปในแหวนมิติ นำเอา ‘แกนปราณขับเคลื่อน’ สีหม่นที่เต็มไปด้วยรอยร้าวออกมา มันคือเศษซากจากเรือโบราณที่เขาเก็บรักษาไว้
“กองทัพของวิหารเทพอนันตกาลย่อมถูกดึงดูดมาที่นี่” อาเจียหันไปมองสหายทุกคน “เจ้าสัว นำแผ่นศิลาจารึกอักขระและศัสตราประกอบทั้งหมดออกมา... เราจะใช้ศาสตร์กลวิธานฟ้า ปรับโครงสร้างของมันใหม่ ‘มหานาวาปราณสูญตา’ จะต้องพร้อมสำหรับการเดินทางก่อนรุ่งสาง”
มู่เฉินก้าวเดินเข้ามา ก้มมองเศษซากแกนปราณ “การเผชิญหน้ากับกองทัพที่มีผู้ฝึกตนระดับหลอมความว่างเปล่า มิใช่เรื่องที่พลังใจเพียงอย่างเดียวจะฝ่าฟันไปได้ เจ้ารู้ตัวใช่หรือไม่”
“ข้าทราบดีขอรับ ท่านอาจารย์” อาเจียตอบเสียงเรียบ แววตาสะท้อนภาพของมหานาวาที่จะถูกสร้างขึ้น “แต่นี่มิใช่การหนี... นี่คือการเตรียมพร้อม เพื่อกรุยทางสู่สมรภูมิที่แท้จริง”
อักขระสีทอง สีเงิน และสีดำ พวยพุ่งออกจากร่างของอาเจีย เข้าปกคลุมเศษซากแกนปราณและแผ่นศิลาจารึก ศาสตร์กลวิธานฟ้าถูกนำมาผสานเข้ากับอักขระหลิง มหานาวาปราณสูญตากำลังจะถูกหล่อหลอมขึ้นมาใหม่ ภายใต้เจตจำนงอันเงียบเชียบทว่าเด็ดขาดของบุรุษผู้เตรียมพร้อมบดขยี้กฎเกณฑ์แห่งฟากฟ้า!