บทที่ 14 เหตุใดชีวิตถึงยากเย็นเช่นนี้
พอจูจูเห็นท่านลุงใหญ่ ดวงตาก็เป็ประกายขึ้นมาทันที นางกางแขนออกแล้ววิ่งถลาเข้าไปหา
"ท่านลุงใหญ่!"
แม่ทัพใหญ่เซี่ยย่อตัวลงรับด้วยรอยยิ้ม
จูจูวิ่งไปได้ครึ่งทางก็เหลือบไปเห็นฮ่องเต้ิซี เท้าของนางจึงหักเลี้ยวอย่างกะทันหันจนเกือบจะล้มลงกับพื้น
ขณะที่แม่ทัพใหญ่เซี่ยรีบเข้ามาประคอง นางก็นึกอะไรขึ้นมาได้จึงเลี้ยวกลับมาซุกตัวเข้าในอ้อมกอดของแม่ทัพใหญ่เซี่ย พร้อมกับแอบชำเลืองมองฮ่องเต้ิซีแวบหนึ่ง
ฮ่องเต้ิซีเห็นแล้วรู้สึกว่าน่าขัน จึงหัวเราะออกมาเสียงดัง
แม่ทัพใหญ่เซี่ยอุ้มเ้าก้อนแป้งน้อยลุกขึ้นยืน เ้าก้อนแป้งตัวน้อยพยายามกางแขนเล็ก ๆ โอบรอบไหล่กว้างของท่านลุง ใบหน้าเล็ก ๆ ซบลงบนไหล่ของท่านลุงอย่างนุ่มนิ่มและแนบชิด
แม่ทัพใหญ่เซี่ยผู้สง่างามและหล่อเหลา เผยรอยยิ้มเอ็นดูออกมาอย่างเต็มที่
เพราะเหตุนี้อย่างไรเล่าถึงต้องบอกว่า ต้องมีลูกสาวด้วย!
เลี้ยงเด็กผู้ชายมาตั้งกี่คน ไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้เลย!
ทุกครั้งที่เจอกัน เ้าหนูอ้วนตัวน้อยจะอ้อนแนบชิดแบบนี้อยู่พักใหญ่ แม้นางจะไม่พูดอะไร แต่ต้องคิดถึงข้ามากแน่ ๆ!
อา… หลานสาวตัวน้อยของข้าน่ารักเหลือเกิน อยากจะมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้นางจริง ๆ!
มือใหญ่ของแม่ทัพใหญ่เซี่ยลูบหลังหลานสาวตัวน้อยเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มโดยไม่พูดอะไรสักคำ ดูปราดเดียวก็รู้ว่าถูกความน่ารักโจมตีจนมึนงงไปแล้ว
องค์ชายอีกหลายพระองค์เดินตามขึ้นมา เซิ่งิหลินรีบก้าวไปข้างหน้าเพื่อทำความเคารพ
คนเหล่านี้คือเหล่าองค์ชายที่ออกจากวังไปตั้งจวนของตนเอง และเริ่มเข้าเฝ้าเพื่อรับราชการแล้ว ได้แก่ องค์ชายใหญ่ องค์ชายสาม และองค์ชายสี่
จูจูได้ยินเสียงจึงเงยหน้าขึ้น แล้วทักทายทีละคน "พี่ชายอ้วน พี่สาม พี่สี่!"
องค์ชายใหญ่ "..."
ข้าไม่ได้อ้วนจริง ๆ นะ! ข้าแค่หน้ากลมไปนิดเดียวเท่านั้น! เนื้อตามตัวก็แค่เยอะไปนิดเดียวเอง!
แต่ใครจะกล้าโกรธน้องสาวลูกพี่ลูกน้องที่น่ารักเช่นนี้เล่า สุดท้ายก็ได้แต่ยิ้มจนหน้าบานเป็ดอกไม้และขานรับรัว ๆ
หลังจากทักทายเสร็จ จูจูก็ใช้สองมือน้อย ๆ ประคองใบหน้าของท่านลุงใหญ่แล้วบอกว่า
"ท่านลุงใหญ่ จูจูใส่หมวก ปายตีคนเลวมาแย้ว"
"โอ้?" แม่ทัพใหญ่ผู้เกรงขามพูดทวนคำได้อย่างเป็ธรรมชาติยิ่งนัก "ใส่หมวกหรือ?"
จูจูพยักหน้าหงึก ๆ พลันชูมือเล็ก ๆ ขึ้นมาทำท่าทำทางกะขนาดอยู่เหนือหัวตัวเองไปด้วย
"หมวกฉีดำ! จูจูใส่หมวกฉีดำ! เหมือนท่านลุงใหญ่เยย! คนเลวรังแกพี่จ๋า คนเลวเรียกจูจูว่าแม่ทัพใหญ่... แย้วใหนีไปเยย"
นางเล่าเื่แบบวกวนไปมา แต่พวกผู้ใหญ่เข้าใจได้ทันที ต่างพยักหน้าและเหลือบมองเซิ่งิหลิน
เซิ่งิหลินก้มหน้าลงอย่างนอบน้อมและไม่พูดอะไร
เมื่อนางเล่าจบ ทุกคนจึงก้าวเข้าไปในตำหนักคุนหนิง องค์ชายสามและองค์ชายสี่แทบจะยื่นมือหาจูจูพร้อมกัน
"จูจู มาให้พี่อุ้มหน่อยเร็ว"
จูจูโผเข้าสู่อ้อมกอดขององค์ชายสี่โดยไม่ลังเล องค์ชายสามทำเป็ไม่ใส่ใจ แกล้งพูดตัดพ้อว่า
"จูจูไม่ชอบพี่สามหรือ? ทำไมไม่ให้พี่สามอุ้มเล่า?"
จูจูตอบอย่างเด็ดขาด "ชอบพี่สี่ พี่สี่อุ้ม ๆ"
ฮ่องเต้ิซีหัวเราะร่า องค์ชายสามก็หัวเราะตามสองสามครั้ง แต่ในแววตามีความขุ่นเคืองพาดวูบหนึ่ง
เ้าเด็กน้อยไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง!
จูจูกำลังอ้อนแนบชิดกับพี่สี่อย่างมีความสุข
ในบรรดาองค์ชายทั้งหมด จูจูมีความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดกับองค์ชายสี่
ความจริงแล้วเหล่าองค์ชายหน้าตาไม่เลวเลย เพราะฮ่องเต้ิซีมีรูปลักษณ์ที่สง่างาม และพระสนมในวังก็ล้วนงดงาม
ทว่า ยกตัวอย่างเช่นองค์ชายใหญ่ เขานั้นอ้วน ส่วนองค์ชายสาม หน้าตาคล้ายฮ่องเต้ิซีมากกว่า เป็ลักษณะคิ้วเข้มตาโต ดูดุดัน ส่วนองค์ชายคนอื่น ๆ ก็มีจุดที่ ‘ไม่หล่อเหลา’ ในสานตานางแตกต่างกันไป
มีเพียงองค์ชายสี่ที่มีรูปลักษณ์หล่อเหลาหมดจด และเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายความสดใสของเด็กหนุ่ม
ดังนั้นในสายตาของจูจูผู้นิยมชมชอบคนหน้าตาดี พี่ชายในวังหลวงจึงแบ่งออกเป็สองประเภท คือพี่สี่ และพี่ชายคนอื่น ๆ
จูจูเริ่มพูดเจื้อยแจ้วกับองค์ชายสี่อีกครั้ง องค์ชายใหญ่จึงถามเซิ่งิหลินว่า
"อ่านตำราเล่มไหนไปบ้างแล้ว?"
เซิ่งิหลินไม่รู้สึกแปลกใจเลยสักนิด
คนที่อยู่รอบตัวจูจูล้วนมีความรู้สึกรับผิดชอบต่อตัวนางอย่างประหลาด สำหรับพี่ชายที่ความสัมพันธ์ใกล้ชิดและจู่ ๆ ก็กลับมาอย่างเขา องค์ชายทุกคน รวมถึงท่านลุงและลูกพี่ลูกน้องของนาง แน่นอนว่าจะต้องตรวจสอบเขาด้วยตนเองให้ถี่ถ้วนถึงจะวางใจได้
เขาจึงเริ่มตอบคำถามไปตามลำดับ
ครู่ต่อมา องค์ชายคนอื่น ๆ รวมถึงองค์ชายแปดที่มีอายุเพียงเจ็ดชันษา ก็เดินเข้ามาพร้อมกัน
เดิมทีองค์ชายเจ็ดไม่อยากมาจริง ๆ แต่ในเมื่อพี่น้องทุกคนมาหมด เขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่มา จึงได้แต่เดินตามหลังมาอย่างอิดออด
พอจูจูเห็นองค์ชายเจ็ด นางก็พบเป้าหมายใหม่ ด้วยความตื่นเต้นจึงพูดจนลิ้นพันกัน
"พี่ชายหัวโล้น!"
ใบหน้าขององค์ชายเจ็ดมืดมนลงทันที
ใช่แล้ว ตอนนี้องค์ชายเจ็ดยังคงเป็เ้าหัวโล้น
ในต้าเซิ่งมีธรรมเนียมการโกนผมเด็ก เมื่อครบเดือนจะโกนผมแรกเกิด หลังจากร้อยวันจะโกนผมตามกำหนด เรียกว่า ‘การเชิญผม’
โดยเฉพาะผู้ที่ร่างกายอ่อนแอ หรือผู้ที่มีตำหนิทางรูปลักษณ์และร่างกายอย่างองค์ชายเจ็ด ซึ่งถูกมองว่าเป็เด็กที่์ไม่โปรด จะต้องโกนหัวั้แ่เด็ก เพื่อให้เหมือน ‘บุตรแห่งพระพุทธองค์’
ส่วนใหญ่จะโกนจนถึงอายุประมาณสิบขวบจึงเริ่มไว้ผม บางคนอาจจะโตกว่านั้นเล็กน้อย
หลังจากไว้ผมได้ประมาณหนึ่งปี จะต้องเลือกวันมงคลเพื่อ ‘เข้าถุง’ หมายถึงการรวบผมไว้ที่ท้ายทอยแล้วใส่ไว้ในถุงผ้าโปร่ง
ขณะนี้องค์ชายเจ็ด แม้จะผ่านวันเกิดครบสิบชันษาไปแล้ว แต่ก็ยังคงเป็เ้าหัวโล้น โกนจนสะอาดเกลี้ยงเกลา เงาวับดูน่ารักยิ่งนัก และแน่นอนว่าองค์ชายแปดในตอนนี้ก็เป็เ้าหัวโล้นเช่นกัน ส่วนเซิ่งิหลินนั้นไม่ได้โกน
จูจูพูดออกไปแล้วก็รู้สึกว่าเรียกผิด จึงรีบเปลี่ยนคำพูด "พี่เจ็ดเ้าค่ะ" พร้อมกับวิ่งเข้าไปกางแขนขอให้อุ้ม
องค์ชายเจ็ดก้มหน้าถอยหลังไปสองสามก้าว ไม่อยากอุ้มนาง
องค์ชายสี่เอ่ยถาม "น้องเจ็ด?"
องค์ชายเจ็ดชะงัก
แม้องค์ชายสี่จะมีอายุไม่มากนัก แต่เขามีนิสัยเคร่งขรึม เหล่าน้องชายจึงค่อนข้างเกรงกลัวเขา
องค์ชายเจ็ดจึงจำต้องก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว กัดฟันกรอดแล้วอุ้มจูจูขึ้นมา
จากนั้นจูจูก็ยื่นหน้าเข้ามา ตั้งใจจะกระซิบที่ข้างหู
องค์ชายเจ็ดเบือนหน้าหนีด้วยความรังเกียจ แต่จูจูไม่รู้สึกตัวเลย นางยังคงตามมา จนสุดท้ายร่างกายขององค์ชายเจ็ดต้องเอียงจนแทบจะขนานกับพื้น
ทั้งสองอยู่ในท่าทางที่พิลึกพิลั่นเช่นนั้น จูจูกระซิบที่ข้างหูว่า
"ท่านลุงใหญ่มาแย้ว! รู้หรือไม่ว่าท่านลุงใหญ่คือใคร? ท่านลุงใหญ่ก็คือแม่ทัพใหญ่เซี่ย!"
ความจริงแล้วจูจูไม่ได้ยินเื่การฝากตัวเป็ศิษย์เลย นางแค่้าอวดล้วน ๆ
เพราะเด็กผู้ชายทุกคนต่างชื่นชมท่านลุงใหญ่ของนาง ดังนั้นนางจึงต้องอวดพี่ชายหัวโล้นสักหน่อย
องค์ชายเจ็ดฟังแล้วถึงกับตัวแข็งทื่อ จนถึงตอนนี้ เขาถึงเพิ่งนึกเื่นี้ขึ้นมาได้
แม่ทัพใหญ่เซี่ย เป็ลุงของนาง ลุงแท้ ๆ
ในใจของเด็กหนุ่มวัยต่อต้านพลันเกิดความรู้สึกอึดอัดอย่างรุนแรง ราวกับว่าเขาต้องก้มหัวให้เซิ่งิจูถึงจะฝากตัวเป็ศิษย์กับแม่ทัพใหญ่เซี่ยได้... แต่เซิ่งิจูเป็ต้นเหตุทางอ้อมที่ทำให้ท่านแม่ของเขาต้องตาย จะให้เขายอมได้อย่างไร!
เขาโกรธจนเกือบจะร้องไห้! ชีวิตทำไมถึงยากเย็นเช่นนี้!
้า ฮ่องเต้ิซีเรียกเขา "ชีหลาง มานี่สิ"
องค์ชายเจ็ดรีบปล่อยจูจูลงพื้นทันที แล้วก้าวฉับ ๆ วิ่งเข้าไปทำความเคารพอย่างรวดเร็วด้วยความกระตือรือร้นจนทนไม่ไหว
"ท่านแม่ทัพใหญ่เซี่ย"
"เหอะ!" ฮ่องเต้ิซีส่งเสียงหัวเราะเ็าอย่างไม่สบอารมณ์ แล้วตรัสว่า
"ออกไปลองทดสอบฝีมือดูด้านนอกเถอะ อย่ามายืนเกะกะขวางหูขวางตาข้าเลย!"
แม่ทัพใหญ่เซี่ยรับใช้ใกล้ชิดฮ่องเต้ ย่อมรู้ว่าฮ่องเต้ไม่ได้ทรงกริ้วจริง ๆ จึงยิ้มและทำความเคารพ ก่อนจะพาองค์ชายเจ็ดออกไปทดสอบ
จูจูถูกปล่อยลงพื้นจนมึนงงไปชั่วขณะ
มีคนรีบเข้ามาประคองนางขึ้นทันที ความจริงจูจูไม่ได้ล้มเจ็บอะไร นางใช้นิ้วเล็ก ๆ ชี้ไปยังคนทั้งสอง ดวงตากลมโตเหมือนลูกองุ่นเบิกกว้าง ถามฮ่องเต้ว่า
"ท่านลุง?"
ฮ่องเต้ิซีเห็นท่าทางของนางก็รู้สึกว่าน่ารัก จึงยิ้มแล้วกวักมือเรียก จูจูลังเลเล็กน้อยแต่ก็ยอมเดินเข้าไปหา
จากนั้นฮ่องเต้ิซีก็อุ้มนางขึ้นมาวางบนเข่า ใช้สองมือจับแขนเล็ก ๆ ทั้งสองข้างแยกออก แล้วยื่นใบหน้าเข้าไปฟัดแก้มกลม ๆ ของนางอย่างบ้าคลั่ง
คนอื่น ๆ "...!!?"
เซิ่งิหลินเห็นเช่นนั้นก็เบิกตากว้างขึ้นมาทันที
ฮ่องเต้พระองค์นี้เป็อะไรกันแน่? จะไม่มี... แม้แต่นิดเดียวของภาพลักษณ์ที่ควรจะเป็เลยหรือ?