ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 377 : รอยแค้นสลักศิลา

จารึกที่ 377 : รอยแค้นสลักศิลา : ตีความรอยต่อแห่งความพินาศ


ความเงียบสงัดเข้าโอบล้อมห้องโถงใต้บาดาลที่มืดมิด มีเพียงแสงสว่างสีเทาเงินยวงจางๆ ที่ทอประกายออกมาจากปลายพู่กันนิรันดร์ในมือซ้ายของอาเจีย อาภรณ์สีครามของเขากลมกลืนไปกับเงาทะมึนของชั้นหิน สายตาอันลึกล้ำจดจ่ออยู่กับ 'ศิลาดำแห่งความทรงจำ' ที่ตั้งอยู่บนแท่นบูชาที่แตกหัก


สหายทั้งห้าและมู่เฉินยืนล้อมรอบอยู่ในความเงียบ ไม่มีผู้ใดเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมาทำลายความศักดิ์สิทธิ์และรันทดของช่วงเวลานี้ ภาพนิมิตที่อาเจียเพิ่งได้รับรู้นั้น แม้พวกเขาจะไม่ได้เห็นด้วยตาตนเอง ทว่าความผันผวนทางจิตวิญญาณที่ส่งผ่านสายใยการเชื่อมต่อ ก็เพียงพอที่จะทำให้ทารกวิญญาณของทุกคนสั่นสะท้านด้วยความเคียดแค้น


"สวรรค์มิได้เพียงแค่ลบชื่อของอารยธรรมเราออกจากหน้าประวัติศาสตร์..." อาเจียทำลายความเงียบขึ้น น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ทว่าแฝงความหนาวเหน็บที่เสียดแทงทะลุอากาศธาตุ "ทว่าพวกมันยังลบเลือน 'ความจริง' ของการต่อสู้ ราชาองค์ก่อนมิได้พ่ายแพ้เพราะอ่อนแอ ทว่าท่านพ่ายแพ้เพราะ... ท่านพยายามจะปกป้องกฎเกณฑ์เดิมของโลกใบนี้"


"ปกป้องกฎเกณฑ์เดิมงั้นหรือ?" มู่เฉินขมวดคิ้ว บรรพชนเฒ่าก้าวเข้ามาใกล้แท่นบูชา "หมายความว่าอย่างไร อาเจีย? วิหารเทพอนันตกาลต่างหากที่เป็นผู้บิดเบือนกฎเกณฑ์"


อาเจียยกมือขวาที่แฝงมวลธาตุดั้งเดิมขึ้น ลูบไล้ไปตามรอยขีดข่วนบนพื้นผิวศิลาดำอย่างแผ่วเบา "ในภาพความทรงจำ... ราชาองค์ก่อนมีพลานุภาพที่จะฉีกกระชากสวรรค์ให้เป็นชิ้นๆ ได้ด้วยปลายพู่กัน ทว่าหากท่านทำเช่นนั้น มหาทวีปที่อยู่เบื้องล่าง ซึ่งเต็มไปด้วยผู้บริสุทธิ์นับไม่ถ้วน ย่อมถูกผลกระทบจากการล่มสลายของสวรรค์บดขยี้ตามไปด้วย... ท่านจึงเลือกที่จะใช้ร่างกายและเจตจำนงของตนเอง เป็น 'โล่' รองรับดวงตาอสนีบาตนับพันดวง เพื่อจำกัดวงความเสียหาย"


"สละตนเองเพื่อรักษาผืนแผ่นดิน..." หลินชิงเสวี่ยเบิกตากว้าง ดวงตาคู่สวยรื้นไปด้วยหยาดน้ำใส "ช่างเป็นความเมตตาที่ยิ่งใหญ่ ทว่าก็เป็นความเมตตาที่ถูกสวรรค์หยิบยกมาเป็นจุดอ่อนในการสังหารท่าน"


"สวรรค์ไร้ซึ่งความเมตตา ย่อมไม่เข้าใจความเมตตา" ฉินมู่หลางกำด้ามกระบี่แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด "การปกป้องผู้คนคือวิถีของผู้กล้า ทว่าการปล่อยให้คนชั่วลอยนวลเพื่อรักษาความสงบจอมปลอม ย่อมนำมาซึ่งความพินาศที่ยาวนานกว่า ราชาองค์ก่อนเลือกที่จะตายเพื่อปกป้อง ทว่าพวกเรา... จะต้องไม่ตายเพื่อปกป้อง"


"พี่มู่หลางกล่าวถูกต้อง"


อาเจียหันกลับมาสบตากับสหายทุกคน แววตาของเขาปราศจากความโศกเศร้าที่อ่อนแอ มีเพียงความเด็ดขาดของสถาปนิกผู้เตรียมจะรื้อถอนและก่อสร้างโครงสร้างใหม่


"หากเราตั้งรับและเอาแต่เป็นโล่กำบัง เราก็จะเป็นเพียงเป้านิ่งให้วิหารเทพส่งทัณฑ์สวรรค์ลงมาทุบตีซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกว่าเราจะแตกสลาย... การตีความศิลาดำแห่งความทรงจำนี้ มิใช่เพื่อให้เราจมปลักกับความเศร้า ทว่าเพื่อให้เรา 'เรียนรู้ความผิดพลาด' ของอดีต"


ชายหนุ่มชูพู่กันนิรันดร์ขึ้น "ราชาองค์ก่อนพยายามรักษาโครงสร้างฟ้าดินที่วิหารเทพครอบงำอยู่... แต่ข้า จะไม่รักษามัน ข้าจะ 'เขียนทับ' มัน! หากสวรรค์ใช้ดวงตาอสนีบาตนับพันดวงเพื่อทำลายล้าง ข้าก็จะสร้างโครงข่ายที่กลืนกินสายฟ้าเหล่านั้นมาเป็นเชื้อเพลิงให้แก่แผ่นดินของเราเอง!"


อาเจียทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิเบื้องหน้าแท่นบูชา "อี้หราน พี่มู่หลาง ชิงเสวี่ย ปิงอวิ๋น หลิงเอ๋อร์... พวกเจ้าคือขุนพลแห่งหมื่นอักขระ บัดนี้พวกเจ้ามีจารึกบัญชาทัพอยู่ในมือ จงขึ้นไปเบื้องบน นำพยนต์ศิลาของพวกเจ้า กระจายกำลังออกไปตามโหนดต่างๆ ของค่ายกลคลุมนภา ข้าจะใช้เวลาที่นี่เพื่อหลอมรวมความทรงจำจากศิลาดำ และสกัด 'อักขระบัญญัติใหม่' ออกมา เมื่อข้าส่งสัญญาณ พวกเจ้าจงใช้เจตจำนงของพวกเจ้าและกองทัพพยนต์ ผสานอักขระเหล่านั้นเข้ากับค่ายกลหลักของหุบเขา!"


"รับคำสั่ง!" สหายทั้งห้าตอบรับพร้อมกันด้วยเสียงอันหนักแน่น พวกเขาไม่รอช้า ทะยานร่างกลับขึ้นสู่เบื้องบนทันที เพื่อทำหน้าที่ของตนเองอย่างเคร่งครัด


มู่เฉินมองดูศิษย์รักที่เข้าสู่สภาวะสมาธิอันลึกล้ำ บรรพชนเฒ่าลอยตัวถอยห่างออกไปเงียบๆ ทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ประตูถ้ำใต้ดิน ไม่ให้มีสิ่งใดมารบกวนการลอกคราบทางปัญญาครั้งสำคัญนี้


ภายในความเงียบสงัด อาเจียปล่อยให้จิตวิญญาณของตนดำดิ่งลงสู่รอยขีดข่วนบนศิลาดำอีกครั้ง


ครานี้ ชายหนุ่มมิได้มองเพียงภาพความพินาศ ทว่าเขา 'ตีความเส้นสาย' ที่ซ่อนอยู่ในรอยกรงเล็บเหล่านั้น รอยกรีดแต่ละรอย มิใช่การทำลายที่ไร้ความหมาย ทว่ามันคือร่องรอยของการฝืนดึงมวลธาตุมาต้านทานกฎเกณฑ์


"ราชาองค์ก่อนใช้วิถีแห่งการปะทะ... นำความแข็งแกร่งเข้าแลกความแข็งแกร่ง..." อาเจียพึมพำในห้วงสมาธิ "ทว่าวิถีสูญตา (零) ของข้า คือความว่างเปล่า... ความว่างเปล่าย่อมไม่อาจถูกบดขยี้ เพราะมันไม่มีสิ่งใดให้บดขยี้"


อาเจียโคจรหยาดหมึกหยดแรกในทารกวิญญาณ ให้ไหลเวียนไปตามเส้นชีพจรที่สมานตัวดีแล้ว ชายหนุ่มใช้มือขวาที่แฝงมวลธาตุดั้งเดิม กดทาบลงบนศิลาดำ ดึงเอา 'ความทรงจำแห่งความเจ็บปวด' ของราชาองค์ก่อน เข้ามาหลอมรวมกับความว่างเปล่าของตนเอง


เขาไม่ได้ลบล้างความเจ็บปวด ทว่าเขาใช้มันเป็น 'แม่พิมพ์'


"ความผิดพลาดของการเป็นโล่ คือการต้องรับแรงกระแทก..."


อาเจียตวัดพู่กันนิรันดร์ขึ้นในความมืด หยาดหมึกสีดำสนิทเปล่งประกายสีเทาเงินยวง ชายหนุ่มวาดเส้นสายที่คดเคี้ยวและลื่นไหลประดุจสายน้ำ ทว่าแฝงความเหนียวแน่นประดุจใยแมงมุม


"ข้าจะไม่สร้างโล่ที่แข็งแกร่ง ทว่าข้าจะสร้าง 'ตาข่าย' ที่กลืนกินและสะท้อนกลับ!"


อักขระตัวแล้วตัวเล่าถูกวาดขึ้นกลางอากาศธาตุ พวกมันล่องลอยและส่องสว่างอยู่รอบตัวอาเจีย แต่ละตัวแฝงไปด้วยความเข้าใจในกฎเกณฑ์ที่ลึกล้ำขึ้นไปอีกขั้น อาเจียกำลังสร้างชุดอักขระใหม่ที่ไม่เคยมีปรากฏในคัมภีร์ใดของสามภพ វាคือ 'อักขระบัญญัติสูญตา' ที่เกิดจากการผสานอดีตและปัจจุบันเข้าด้วยกัน


เวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างเชื่องช้าในถ้ำใต้บาดาล ทว่าบนท้องฟ้าเหนือหุบเขาศิลาจารึก สถานการณ์กำลังตึงเครียดขึ้นทุกขณะ


หลังจากที่แม่ทัพกู่หยางรอดชีวิตกลับไปพร้อมซากเรือรบเพียงหยิบมือ ข่าวการพ่ายแพ้ยับเยินของกองทัพวิหารตะวันทมิฬก็แพร่สะพัดไปถึงหูของเบื้องบนรวดเร็วประดุจไฟลามทุ่ง


ณ จุดที่ห่างไกลออกไปบนฟากฟ้าเหนือขอบเขตม่านเมฆ มวลอากาศธาตุกำลังถูกบีบอัดอย่างรุนแรงจนเกิดรอยปริแตกสีดำ รอยแยกมิตินั้นถูกฉีกออกด้วยเจตจำนงที่ทรงพลังเกินกว่าผู้ฝึกตนระดับเซียนมนุษย์จะจินตนาการได้


จากรอยแยกมิติ ปรากฏร่างของบุรุษวัยกลางคนในชุดเกราะสีทองคำบริสุทธิ์ บนเกราะสลักลวดลายวัฏจักรของดวงดารา ใบหน้าของเขาหล่อเหลาทว่าเย็นชาไร้ความรู้สึก ดวงตาสีทองคู่กระด้างทอดมองลงไปยังหุบเขาศิลาจารึกที่ถูกปกคลุมด้วยค่ายกลคลุมนภา


กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างของบุรุษผู้นี้ มิใช่เพียงปราณสวรรค์ที่หนาแน่น ทว่ามันคือ 'อำนาจแห่งการควบคุมกฎเกณฑ์' อย่างแท้จริง!


เขาคือ 'มหาปราชญ์เทียนกัง' หนึ่งในสิบสองมหาปราชญ์ผู้คุมกฎแห่งวิหารเทพอนันตกาล!


"มดปลวกที่บังอาจหยิบยืมพลังแห่งอดีตกาล มากำแหงกับเจตจำนงของสวรรค์..." น้ำเสียงของเทียนกังดังกังวานก้อง แม้จะอยู่ห่างไกลหลายพันลี้ ทว่าผู้คนบนหุบเขากลับได้ยินชัดเจนประดุจเขากระซิบอยู่ข้างหู "อู๋ขุยอาจจะประมาทจนถูกพวกเจ้าข่มขู่ได้ ทว่าสำหรับข้า... ข้ามิได้ลงมาเพื่อสนทนา ข้าลงมาเพื่อ 'ลบเลือน'"


มหาปราชญ์เทียนกังยกฝ่ามือขวาขึ้น เบื้องบนท้องฟ้าเหนือหุบเขาศิลาจารึก พลันปรากฏวงเวทสีทองขนาดยักษ์ที่ครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลยิ่งกว่าค่ายกลคลุมนภาของอาเจีย วงเวทนั้นหมุนวนและดึงดูดปราณฟ้าดินทั้งหมดในรัศมีหมื่นลี้ให้มารวมศูนย์กัน!


"ทัณฑ์สวรรค์: มหาสุญญากาศบดขยี้วิญญาณ!"


สิ้นเสียงประกาศิต วงเวทสีทองก็เปล่งแสงเจิดจ้า ลำแสงทำลายล้างที่มิได้พุ่งลงมาเป็นเส้นตรง ทว่ามันคือ 'มวลอากาศธาตุ' ทั้งก้อนที่ถูกบีบอัดให้มีความหนาแน่นจนกลายเป็นของแข็ง กดทับลงมายังค่ายกลคลุมนภาอย่างช้าๆ ทว่าทรงพลังจนมิอาจต้านทาน!


นี่มิใช่การโจมตีทางกายภาพ ทว่าเป็นการใช้ 'น้ำหนักของมิติ' เข้าบดขยี้!


"ศัตรูมาแล้ว!" เฟิงหลิงเอ๋อร์ที่ยืนอยู่บนหอคัมภีร์ แผดเสียงเตือนผ่านจารึกนภากาศ "พลังระดับมหาปราชญ์! มันใช้มวลของมิติกดทับลงมาตรงๆ ค่ายกลคลุมนภาของเรารองรับน้ำหนักระดับนี้ได้ไม่เกินสิบลมหายใจ!"


"สิบลมหายใจก็มากพอแล้ว!" ฉินมู่หลางที่ประจำอยู่ทิศอุดรคำรามก้อง ยอดกระบี่หนุ่มชูจารึกพิฆาตทัพขึ้นฟ้า "กองธงพิฆาตทัพ! ผสานรังสีอำมหิต ค้ำยันมิติเบื้องบน!"


พยนต์ศิลาสองพันตัวที่อยู่ภายใต้การควบคุมของมู่หลาง ยกแขนขึ้นพร้อมกัน ปลดปล่อยรังสีอำมหิตสีขาวโพลนที่แฝงอักขระพิทักษ์ พุ่งทะยานขึ้นไปค้ำยันโครงสร้างของค่ายกลคลุมนภา


"กองธงอัคคีทัพ! แผดเผามวลความหนาแน่นนั้นเสีย!" เฟิงอี้หรานสั่งการ พยนต์อีกสองพันตัวปลดปล่อยเปลวเพลิงบรรพกาลพุ่งขึ้นไปสมทบ เผาผลาญอากาศธาตุที่ถูกบีบอัดให้ขยายตัวออก


หลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋นก็มิได้นิ่งเฉย พวกนางสั่งการพยนต์ศิลาของตนให้สร้างม่านมิติและเถาวัลย์ศิลา ซ้อนทับและยึดเหนี่ยวโครงสร้างของโดมโปร่งแสงอย่างสุดกำลัง


การประสานงานของขุนพลทั้งห้าและกองทัพพยนต์หมื่นตัว สร้างปราการต้านทานที่แข็งแกร่งจนน่าเหลือเชื่อ ทว่าพลังของมหาปราชญ์ที่แท้จริงนั้น หนักอึ้งเกินกว่าที่พวกเขาจินตนาการไว้


*เปรี๊ยะ! ครืนนน!*


รอยแตกร้าวเริ่มปรากฏขึ้นบนโดมของค่ายกลคลุมนภา แรงกดทับมหาศาลส่งผลให้พยนต์ศิลาบางตัวเริ่มมีรอยปริที่ข้อต่อ สหายทั้งห้าต้องกัดฟันรีดเค้นปราณและเจตจำนงจนโลหิตซึมออกจากมุมปาก


"พวกมันกำลังจะทะลวงเข้ามาแล้ว!" เฟิงอี้หรานตะโกนลั่น


ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่โดมค่ายกลกำลังจะพังทลายลงนั้นเอง...


*วูบบบบบ!*


ลำแสงสีเทาเงินยวงที่เจิดจ้าและลึกล้ำ พุ่งทะลวงขึ้นมาจากถ้ำใต้ดินของหุบเขา! ลำแสงนั้นพุ่งตรงขึ้นสู่ยอดตำหนักประธาน อาเจียทะยานร่างขึ้นมาปรากฏตัวกลางลานศิลา ท่ามกลางวงล้อมของขุนพลทั้งห้า


อาภรณ์สีครามของชายหนุ่มสะบัดพลิ้ว ดวงตาของเขาทอประกายสีเทาเงินยวงที่เปี่ยมด้วยความสงบนิ่งและอำนาจแห่งการบัญญัติ พู่กันนิรันดร์ในมือซ้ายของเขาลอยเคว้งอยู่เบื้องหน้า ล้อมรอบด้วย 'อักขระบัญญัติสูญตา' นับร้อยตัวที่เขาเพิ่งสกัดได้จากศิลาดำแห่งความทรงจำ!


"ส่งเจตจำนงของพวกเจ้าและพยนต์ทั้งหมดมาที่ข้า!" อาเจียแผดเสียงก้องกัมปนาท


สหายทั้งห้าไม่ลังเล พวกเขาใช้จารึกบัญชาทัพ ดึงพลังจากกองทัพพยนต์หมื่นตัว ถ่ายทอดผ่านสายใยวิญญาณเข้าสู่อาเจีย!


อาเจียรับมวลพลังงานมหาศาลนั้นไว้ ชายหนุ่มไม่ได้กางม่านพลังป้องกัน ทว่าเขาตวัดพู่กันนิรันดร์ บังคับให้อักขระบัญญัติสูญตานับร้อยตัว พุ่งทะยานขึ้นไปหลอมรวมกับโดมของค่ายกลคลุมนภา!


"โครงข่ายสูญตา: กลืนนภาสะท้อนวัฏจักร!"


ในวินาทีที่อักขระผสานเข้ากับค่ายกล โดมโปร่งแสงที่กำลังแตกร้าวก็พลันแปรสภาพ! มันไม่ได้แข็งแกร่งขึ้น ทว่ามันกลายเป็น 'พื้นผิวยางยืด' ที่โปร่งใสและไร้ก้นบึ้ง!


มวลมิติที่มหาปราชญ์เทียนกังบีบอัดลงมา หมายจะบดขยี้หุบเขา เมื่อปะทะเข้ากับโดมที่แปรสภาพ มันไม่ได้กระแทกให้แตกหัก ทว่ามันถูก 'ดูดซับ' ให้ยุบตัวลงไปในตาข่ายอักขระนั้น!


แรงกดทับมหาศาลถูกความว่างเปล่ากลืนกิน ก่อนที่ค่ายกลคลุมนภาจะดีดตัวกลับอย่างรุนแรงประดุจคันธนูที่ถูกง้างจนสุดสาย!


*ตู้มมมมมมมมม!*


มวลมิติทำลายล้างที่มหาปราชญ์เทียนกังส่งลงมา ถูกสะท้อนกลับขึ้นไปบนฟากฟ้าด้วยความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า! พลังงานนั้นพุ่งแหวกหมู่เมฆสีแดงฉาน ทะลวงเข้าใส่วงเวทสีทองของมหาปราชญ์อย่างจัง!


วงเวทแตกสลายกระจายเป็นเสี่ยงๆ ร่างของเทียนกังบนฟากฟ้าต้องผงะถอยหลังไปหลายก้าว ดวงตาสีทองของมหาปราชญ์เบิกกว้างด้วยความตกตะลึงอย่างไม่อาจปกปิด!


"มันสะท้อนการโจมตีระดับมหาปราชญ์ได้เยี่ยงไร!" เทียนกังเค้นเสียงด้วยความไม่อยากเชื่อ


เบื้องล่าง อาเจียยืนตระหง่านอยู่บนลานศิลา ทอดสายตามองขึ้นไปยังเงาร่างสีทองบนฟากฟ้า รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏบนใบหน้า ชายหนุ่มมิได้ทะนงตัวจนเกินพอดี ทว่าเขาประกาศศักดาอย่างชัดเจน


"มหาปราชญ์เทียนกัง... น้ำหนักของสวรรค์ที่ท่านภาคภูมิใจ บัดนี้เบาหวิวประดุจขนนกเมื่ออยู่ต่อหน้าความว่างเปล่าของพวกเรา" อาเจียเอ่ยเสียงก้อง "หากท่านยังคิดจะใช้กำลังบังคับขู่เข็ญ ก็จงเตรียมตัวรับแรงกระแทกจากกรรมของพวกท่านเองเถิด สำนักหมื่นอักขระ... มิใช่สถานที่ที่สวรรค์จะมาเดินเล่นได้อีกต่อไป!"


การต้านทานและย้อนศรระดับมหาปราชญ์สำเร็จผลอย่างงดงาม การตีความความผิดพลาดของอดีต และการร่วมมือกันของขุนพลทั้งห้า ทำให้อาเจียสามารถสร้างปราการที่แม้แต่ระดับสูงสุดของสวรรค์ก็ไม่อาจทะลวงผ่านได้โดยง่าย สงครามได้ยกระดับขึ้นสู่ความเท่าเทียมกันในเชิงกลยุทธ์แล้ว!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน

The Lost Swordsman

The Lost Swordsman

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
476K 499
บันทึกสงครามวอร์เทนเนีย (Wortenia Senki)

บันทึกสงครามวอร์เทนเนีย (Wortenia Senki)

นิยาย แฟนตาซี
64K 246
[นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

[นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
2.77M 1648
มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

นิยาย เกมออนไลน์
3.72M 1271
ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

นิยาย แฟนตาซี
150K 136
อสูรมังกรฟ้า เล้งซาน [จบ]

อสูรมังกรฟ้า เล้งซาน [จบ]

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
4.85M 1165
ยุทธเวทผลาญปีศาจ

ยุทธเวทผลาญปีศาจ

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
223K 810
หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
355K 668
เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

นิยาย แฟนตาซี
1K 34
พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

นิยาย เกมออนไลน์
479K 1734