คำทำนายสื่อรัก

    ห่วง

    “เฟิ่งเซียน” ฟุ่บๆ ฟุ่บๆ กระโดดไปตามกิ่งไม้ 
         “ว่าอย่างรายย”  
               ฟุ่บๆ ฟุ่บๆ!! เสียงวิชาตัวเบาติดตามกลุ่มเพ่ยหานหรงมาอย่างรวดเร็วพร้อมกับเสียงของสตรีผู้หนึ่งดังมาจากด้านหลัง “คุณชายหยุดก่อน ข้ามาขอรับตัวคุณหนูกลับโรงเตี๊ยมเจ้าค่ะ” เพ่ยหานหรงเหลือบมองสตรีชุดดำวรยุทธ์สูงส่งก่อนจะชะลอฝีเท้า สตรีนางนี้คือผู้ที่ติดตามเฟิ่งเซียนมาตั้งแต่แรกและทิ้งนางไว้ตรงต้นไม้กับเหล่าองครักษ์เงา สังเกตเห็นว่าในมือนางมีกระบี่สองเล่ม
          พึ่บ!! เหล่าผู้ฝึกวรยุทธ์ทั้งหมดต่างกระโดดลงมายืนบนพื้นเมื่อมีคนมาตามเฟิ่งเซียนกลับไปพร้อมกับดอกไม้ ฝั่งของสตรีนางนั้นมีเงาแปลกหน้ามากมายซึ่งมิใช่คนของพระองค์เกือบร้อยคน..คาดเดาได้ไม่ยากว่าสิ่งที่นางพูดคงจะเป็นเรื่องจริง ‘ข้าเป็นองค์หญิง’ แต่เรื่องงดงามคงจะเชื่อมิค่อยได้เท่าไหร่ 
           จู่ๆก็มีบุรุษชุดดำผู้หนึ่งเดินแทรกออกมาด้านหน้าแล้วกล่าวคำ “ส่งนางมาให้ข้า” 
           ผู้ฟังทำหน้านิ่ง ‘นางเป็นสตรีแต่เหตุใดบุรุษผู้นี้ถึงเสนอตัวออกมา อย่างหน้าไม่อายรึว่า..’ “เจ้าเป็นผู้ใด?” 
           “มิใช่เรื่องที่คุณชายหน้าอ่อนเช่นเจ้าจะต้องรู้ ส่งตัวนางมาให้ข้าท่านหมอหญิงกำลังรอตรวจดูอาการนางอยู่” เดินเข้าหาหมายจะจับต้องเนื้อตัวแต่เพ่ยหานหรงกลับขยับถอยห่างคว้ากระถางในมือของคนไม่ได้สติส่งไปให้บุรุษชุดดำผู้นั้นแทน ฟึ่บ!!
          “เจ้า” ชี้ไปยังสตรีชุดดำ “มารับตัวนางไปและข้าจะตามไปห่างๆ” 
          “ขอบคุณคุณชายมาก” หว่าหวารีบเร่งจะคว้าตัวคุณหนูเพราะนางมิรู้ว่าหากคุณหนูหลับไปจะเกิดสิ่งใดขึ้น นางรู้แต่เพียงว่ายามนี้อาการของคุณหนูดูรุนแรงกว่าครั้งแรก 
           “นางต้องพิษใช่หรือไม่” 
            “เป็นเช่นนั้นยามนี้ข้ากลัวว่านางจะหลับไปก่อนหากมิได้รับยาอย่างเร่งด่วนนางอาจจะหลับไปยาวนานและข้ารับมือกับชินอ๋องและจวิ้นอ๋องมิไหวเป็นแน่” สตรีชุดดำกล่าวด้วยความสัตย์จริงมิได้โป้ปด 
          “เช่นนั้นนำทางไป” ช้อนอุ้มสตรีหน้าปุ่มทะยานขึ้นไปบนยอดไม้อย่างรวดเร็วแค่เสี้ยววินาทีกลุ่มคนชุดดำมากกว่าสามร้อยคนเดินทางราวกับพายุมุ่งสู่โรงเตี๊ยมเสี่ยวซื่อในตรอกยั่วโถว ด้านบนนั้นมีท่านหมอหญิงที่ติดตามมาจากแคว้นเจ้าปรุงยาต้มรักษาอาการแพ้อย่างรุนแรงรออยู่ 
            ๑-------------------๑
    โรงเตี๊ยมเสี่ยวซื่อ 
           “พี่เฟิ่ง!!” จางซิงอีรีบวิ่งมาหาเจ้าเฟิ่งเซียนที่ยามนี้ดวงตาปรือปรอยอยู่ในอ้อมแขนของบุรุษผู้หล่อเหลาเสียจนดวงใจของสาวน้อยเช่นบุตรสาวของท่านแม่ทัพเต้นกระหน่ำ นางรับรู้ว่าพี่เฟิ่งเซียนแอบหนีออกไปตามหากุหลาบพันปีต้นหนึ่งที่ตกหายไประหว่างทางตั้งแต่สองวันที่แล้ว แม้ทุกคนจะแยกย้ายกันตามหาแต่พี่เฟิ่งของนางก็หลุดรอดออกจากสายตาไปได้ก่อนที่องครักษ์เงาที่ติดตามเจ้าเฟิ่งเซียนไปประมาณเกือบร้อยคนจะส่งข่าวกลับมา เมื่อทุกคนรับรู้แล้วจึงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเงาเฝ้าติดตาม มีผู้นำเช่นหว่าหวาและลู่ชิงเทียนองครักษ์ของรัชทายาทเจ้าอี้หลิงติดตามไปไม่ห่างซึ่งยามนี้กำลังยืนหน้าเคร่งเครียดถือกระถางดอกไม้เจ้าปัญหาอยู่ด้านหลัง
           “อืม” เสียงครางรับอย่างอ่อนแรงดังออกมาจากปากสีซีด เพ่ยหานหรงเดินออกห่างจากสตรีใบหน้าน่ารักไปยังเตียงกว้างและมีท่านหมอหญิงรออยู่ เสียงครางเบาๆดังออกมาใต้ผ้าคลุมหน้าครึ่งล่างชวนให้ผู้อุ้มมาวางอยากจะเสนอตัวนั่งร่วมฟังอาการของนางเสียให้ได้ แต่มันมิใช่เรื่องดีนัก “ขอบคุณ..” นางเอ่ยคำออกมาอย่างอ่อนแรงก่อนที่ท่านหมอหญิงจะรีบเข้ามาจับชีพจรและบอกให้ทุกคนออกไปด้านนอกเหลือไว้เพียงสตรีชุดดำที่ไปตามนางเมื่อครู่ 
             เพ่ยหานหรงมองบานประตูที่ปิดสนิทอย่างยากที่จะคาดเดา ด้านขวามือมีบุรุษชุดดำใบหน้าคมคายยืนถือกระถางดอกไม้กุหลาบพันปี ยิ่งคิดถึงดอกไม้ชนิดนี้เขาก็ยิ่ง ‘ชัง’ 
          “เอ่อ..คุณชายเจ้าคะ” สตรีใบหน้าอ่อนเยาว์เอ่ยเรียกบุรุษหล่อเหลา “ท่านเป็นผู้ที่คอยช่วยเหลือพี่เฟิ่งใช่หรือไม่ ข้าจางซิงอีเป็นสหายรุ่นน้องของนาง” สตรีตัวน้อยเอ่ยตอบและรีบก้มหน้า “ข้าติดตามพี่เฟิ่งมาต่างแคว้นตามคำสั่งของท่านพ่อจางเหวินเป่า” 
           “จางเหวินเป่า?” ต้าสึพูดออกความเห็น “แม่ทัพใหญ่แห่งเขตชายแดนใช่หรือไม่?” 
           “เป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ อีกแค่สี่เดือนจะถึงวัยปักปิ่นแต่ข้าก็เป็นถึงนายกองมีทหารในมือถึงห้าพันนายแล้วท่านเล่าเจ้าคะ เป็นคุณชายจากสกุลใด?” มิมีผู้ใดเอ่ยถามอายุอานามแต่นางกลับกล่าวออกมา
           “สกุลหาน เรียกว่าหานหรง” มิได้กล่าวสิ่งใดต่อจากนั้น ความคิดของเพ่ยหานหรงในตอนนี้กำลังกังวลไปถึงสตรีหน้าปุ่มด้านใน “เฟิ่งเซียนบอกข้าว่านางเป็นองค์หญิง” 
           “เป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ” จางซิงอีเดินตามพร้อมพูดคุย นางรู้สึกต้องใจบุรุษรูปงามกำยำล่ำสันผู้นี้ยิ่งนักจึงอยากพูดคุยคบหาไว้เมื่ออยู่ในต่างแคว้นอย่างน้อยผูกมิตรก็ย่อมดีกว่าผูกศัตรู
           “เป็นองค์หญิงเหตุใดถึงมิอยู่ในห้องหอ กิริยามารยาทมิเรียบร้อยเช่นนี้” หันขวับกลับมา “มิใช่ว่านางหลอกลวงข้ารึ” 
           “หลอกลวงสิ่งใดเล่า ข้าจางซิงอีก็เป็นถึงบุตรสาวแม่ทัพใหญ่ข้าหยิบดาบตั้งแต่จำความได้และมิได้เป็นสตรีในห้องหอ หรือท่านตัดสินคนเพียงแค่กิริยาท่าทางว่าผู้ใดควรเป็นองค์หญิงผู้ใดควรคบหาผู้ใดควรถอยห่างเช่นนั้นรึ” 
          “หาใช่เช่นนั้นข้าเพียงแค่แปลกใจกับสตรีต่างแคว้น” เพ่ยหานหรงมิชอบต่อความกับสตรีมากนักแม้ในใจครุ่นคิด 'จางซิงอีเป็นบุตรสาวแม่ทัพใหญ่หยิบจับดาบมาแต่เยาว์วัยกิริยาห้าวหาญแม้นางจะมีเขินอายต่อเขาบ้าง นั่นถือเป็นเรื่องปกติ’ หรือนางจะเป็นสตรีในคำทำนายก็ยังมิอาจจะคาดเดา วันเกิดของเขากำลังจะมีขึ้นในอีกสองเดือนข้างหน้าแล้วแต่เรื่องเช่นนี้จะตัดสินคนจากภายนอกก็ดูจะมิถูกต้องอย่างที่นางว่า..แล้วสตรีที่มิเหมือนสตรีก็เริ่มเข้าเค้าเมื่อสังเกตสตรีสองนางจากแคว้นเจ้า..เขาจะเลือกสตรีผิดคนมิได้เด็ดขาด  แม่หมอเจียวจินบอกว่านางจะมา… ตาคมมองสตรีตัวน้อยยังมิถึงวัยปักปิ่นตรงหน้าเห็นนางหลบสายตาใบหูแดงก่ำจึงเลื่อนสายตาไปทางอื่น คำพูดของกุ้ยเฟยเขายังคงจำได้ ‘ยามที่พบเจอ ยามที่เราอยู่ใกล้กันจิตใจนางนั้นมักสั่นไหว’ แต่เขาหาได้เป็นเช่นนั้นกับจางซิงอี…ที่แหลือก็คงต้องใช้ใจตัดสิน ตาคมมองไปยังประตูที่ปิดสนิทแววตาอ่อนลงมากกว่าห้าส่วน ‘เขาเริ่มห่วงสตรีอัปลักษณ์ที่พบกันเพียงสองวัน’ 
          ห่วงจริงๆจากใจบุรุษ  

     

    คล้ายกับเรื่องคำทำนายสื่อรัก ที่คุณอ่าน