เขาตามเสี่ยวอวี๋เอ๋อร์มายังสถานที่ปลีกวิเวกห่างไกลมุมหนึ่งของวังอ๋อง พบว่าตำหนักอิ๋งเมิ่งแม้จะเล็ก ตกแต่งเรียบง่าย ทว่ากลับดูงามหรูมีเสน่ห์เฉพาะตัว
หลังผ่านม่านมุกภายในห้องเข้าไป เขาเห็นเพียงดรุณีอาภรณ์ม่วงคนหนึ่งกำลังเดินทอดน่อง ขณะอ่านม้วนหนังสือด้วยสมาธิจดจ่อไปด้วย
จางเอ่อร์รีบแสดงความเคารพ “ถวายบังคมองค์หญิง”
จ้าวเสวี่ยสวินเมื่อได้ยินเสียง คู่ั์ตาพลันทอประกายเล็กน้อย รีบเดินออกจากหลังม่าน ดึงเขาให้ลุกขึ้น “ท่านกับข้าเป็ญาติผู้พี่ผู้น้องกัน แม้ภายหลังสวินเอ๋อร์โตแล้วจะไม่เคยพบหน้าท่าน แต่ก็เคยได้ยินชื่อเสียงคุณธรรมดีงามของคุณชายจางเอ่อร์เลื่องลือทั่วใต้หล้า ในใจนั้นชื่นชมเลื่อมใสเป็อย่างยิ่ง!”
จางเอ่อร์ลุกยืนเงยหน้าขึ้น สบกับดวงหน้างามประณีตเลิศล้ำหนึ่งคราก็ตกตะลึงไปครู่ขณะก่อนเอ่ยคำ “องค์หญิงชมเกินจริงแล้ว องค์หญิงต่างหากรูปโฉมงามเลิศในใต้หล้าไร้ผู้ใดเทียม ทำเอาจางเอ่อร์ตื่นตะลึงแล้ว”
มุมปากดุจกลีบบุปผาของเสวี่ยสวินยกขึ้นแ่เบา หยักยิ้มน้อยๆ “หากพูดจาเกรงใจตามมารยาทเช่นนี้กันต่อไป รังแต่จะห่างเหินกันเปล่าๆ เรียกข้าว่าสวินเอ๋อร์ก็ได้ อันที่จริงสวินเอ๋อร์อยากทักทายท่านมานาน เพียงแต่ในงานเลี้ยงเมื่อคืนเห็นพี่ชายเมาสุราแล้ว จึงไม่เข้าไปรบกวน วันนี้เลยตั้งใจเตรียมถั่วเขียวต้มน้ำตาลมาให้ท่าน”
ระหว่างพูดก็สั่งเสี่ยวอวี๋เอ๋อร์ยกถั่วเขียวต้มน้ำตาลเข้ามา “ญาติผู้พี่เชิญลิ้มรสดู”
‘ถั่วเขียวต้มน้ำตาลถือเป็อาหารแก้เมาค้างชั้นดี ช่างเป็สตรีเฉลียวฉลาดคนหนึ่ง!’ จางเอ่อร์เห็นการกระทำเช่นนี้ขององค์หญิงสวินก็นึกถึงท่าทีกระตือรือร้นแสดงไมตรีจิตเมื่อวาน หรือนางจะถูกตาต้องใจตนเข้าแล้ว
ครั้นถั่วเขียวต้มน้ำตาลชามใหญ่ลงสู่ท้อง อาการปวดหัวของจางเอ่อร์จึงบรรเทาลงไม่น้อย
เสวี่ยสวินเห็นเขาดื่มน้ำถั่วเขียวต้มในชามจนหมด จู่ๆ ก็เม้มริมฝีปากกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ตอนนี้พี่ชายกินเสร็จแล้ว มีสำนวนว่าไว้ ‘กินของคนเขาวาจาย่อมสั้น’ อันที่จริงสวินเอ๋อร์มีเื่หนึ่งอยากจะขอ ท่านต้องรับปากนะเ้าคะ”
จางเอ่อร์ฟังแล้วอึ้งตะลึงอีกรอบ ทว่าก็กลับมารักษาสีหน้าเป็ปกติอย่างรวดเร็ว กล่าวตอบด้วยความเคารพ “องค์หญิงสวินทรงมีสิ่งใด้าร้องขอ จางเอ่อร์ย่อมทำให้สุดความสามารถ”
“ท่านพี่รู้จักของสิ่งนี้หรือไม่” เสวี่ยสวินหยิบป้ายหยกที่ปลดลงจากเอวบุรุษผู้บุกรุกเมื่อวันก่อนออกจากแขนเสื้อ
จางเอ่อร์ตื่นใ มือควานคลำ่เอวโดยไม่รู้ตัว เมื่อคืนเขาหาในโรงเตี๊ยมอยู่เป็นานยังหาไม่พบ นึกในใจว่าทำหล่นหายไว้ที่ใด บัดนี้ถูกองค์หญิงสวินถามถึงจึงไม่รู้ว่าควรต้องตอบเช่นไร!
“ท่านพี่มิต้องใไป นี่เป็ของที่ข้าปลดได้จากเอวบุรุษผู้บุกรุกคนหนึ่งในจวนพี่หญิงิ่เมื่อวานนี้ บัดนี้เพียงคืนมันสู่เ้าของเดิมก็เท่านั้น” เสวี่ยสวินคลี่ยิ้ม ยื่นส่งป้ายหยกให้จางเอ่อร์ น้ำเสียงอ่อนโยนดุจสายน้ำ
จางเอ่อร์ได้ยินแล้วประหลาดใจเหลือประมาณ หรือว่าแท้จริงแล้วสตรีที่ตนจับตัวไว้เมื่อวานคือนาง ทว่าบนใบหน้ากลับยังคงเรียบเฉยไม่แสดงอาการใดๆ รอดูว่าอีกฝ่ายคิดจะทำอะไร
เสวี่ยสวินยิ้มกล่าว “นี่เป็สมบัติสืบทอดในวงศ์ตระกูลของท่านแม่ข้า ป้ายหยกทั้งหมดมีเพียงสองชิ้น หนึ่งในนั้นท่านแม่มอบไว้ให้ข้า อีกชิ้นคาดว่าท่านน้าคงส่งมอบให้บุตรชายนาง เมื่อวานครั้นข้าเห็นป้ายหยกนี้ ก็เข้าใจได้ทันทีว่าคนที่เข้าห้องมาเป็ผู้ใด และเข้ามาด้วยเหตุผลใด”
ผู้คนทั่วใต้หล้าต่างรู้ว่าฉินเว่ยสองแคว้นกำลังทำศึกในเมืองวั่ยหวง คุณชายจางเอ่อร์เคราะห์ดีเข่นฆ่าฝ่าวงล้อมมาได้ น้อยคนนักจะล่วงรู้ถึงจุดประสงค์แท้จริงในการเข้าสู่วังจ้าวของเขา
คิดไม่ถึงว่าเื่เหล่านี้กลับถูกดรุณีน้อยที่เติบโตในวังลึกผู้หนึ่งมองออก!
จางเอ่อร์รู้ซึ้งถึงความคิดจิตใจอันสุขุมลุ่มลึกขององค์หญิงสวิน แต่ไม่ยินดีพูดเปิดโปง ทว่าตนมีจุดอ่อนอยู่ในมือนาง ได้แต่คิดว่าควรแก้สถานการณ์เช่นไรดี
แต่แล้วจู่ๆ เสวี่ยสวินกลับเอ่ยปาก “สวินเอ๋อร์ไม่ขอสิ่งใด เพียงอยากขอให้พี่ชายช่วยข้าสักหน”
เขาตะลึงงันงุนงง ไม่เข้าใจว่าเป็เื่ใด “ช่วยเหลือ มิทราบองค์หญิงสวินอยากให้ข้าช่วยสิ่งใด”
องค์หญิงสวินเอียงกายก้มลงกระซิบบางอย่างข้างหูเขา หลังฟังจบแม้กระทั่งคนเ็าทะนงตนมาตลอดอย่างตน ยังหลุดหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
…
ริมสระบัวของวังจ้าว ดอกบัวบานสะพรั่งชะล้างผ่านระลอกคลื่นส่ายไหวนุ่มนวล งามละไมอิ่มเอิบ
วันนี้องค์หญิงสามจ้าวเมี่ยวหลานแต่งกายสวยสดงดงาม กำลังเดินเล่นในสวนบุปผากับพระอัครมเหสี ระหว่างทางมีคุณชายใส่ใจเข้ามาทักทายองค์หญิงไม่หยุดหย่อน ในนั้นยังรวมถึงเพ่ยกงหลิวปังและเหวินซิ่นจวินหลิวเจียว
จ้าวเมี่ยวหลานย่อมภาคภูมิใจเป็อย่างยิ่ง พูดคุยยิ้มหัวเสียงเบากับนางกำนัลรับใช้เย่ว์หยาเอ๋อร์ไปตลอดทาง ทว่าพระอัครมเหสีกลับสีหน้าครึ้มเข้มตลอดเวลา
เมี่ยวหลานเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ “เสด็จแม่เป็อะไรไปเพคะ คุณชายทุกท่านมาเยือนแคว้นจ้าวของเรา ท่านไม่ดีใจหรือ”
พระอัครมเหสีชี้นิ้วมือเรียวยาวยังบริเวณที่ห่างไกลออกไป “เ้าดูเอาเองเถิด”
ครั้นแล้วจึงเห็นนางกำนัลกลุ่มหนึ่งกำลังวุ่นวายกับการขนย้ายหีบเครื่องประดับมากมาย แต่ไรมาแคว้นจ้าวส่งเสริมให้มัธยัสถ์ เป็เหตุให้ในวังอ๋องเองยังน้อยครั้งนักที่จะเห็นของกำนัลพระราชทานเช่นนี้
“ข้าวของเ่าั้ล้วนเป็จ้าวอ๋องพระราชทานให้จ้าวเสวี่ยสวิน ได้ยินมาว่าท่านอ๋องยังเห็นชอบอนุญาตให้คุณชายจางเอ่อร์พานางไปเที่ยวเล่นในเมืองซิ่นตู เ้าเป็องค์หญิงสูงศักดิ์กำเนิดจากอัครมเหสีเยี่ยงข้า จะแพ้ให้ผู้อื่นได้อย่างไร!” พระอัครมเหสีขึงตาดุดัน สิ้นวาจาก็เดินออกไปอย่างขุ่นเคือง
จ้าวเมี่ยวหลานนึกถึงคุณชายจางเอ่อร์ แววตาพลันมืดครึ้ม ความเบิกบานดีใจบนใบหน้ามลายสิ้น
แม้ที่ผ่านมาเมี่ยวหลานจะไม่เคยมีประสบการณ์เื่ความรัก แต่สำหรับนางแล้ว สิ่งนี้คงเป็ความรู้สึกใจเต้นระรัวกระมัง...
ใบหน้างามหมดจดของเมี่ยวหลานปรากฏร่องรอยหยามิ่ดูแคลน “จ้าวเสวี่ยสวิน เ้าไม่พ้นเป็แค่องค์หญิงกำเนิดจากสนมคนหนึ่ง ดูซิว่าเ้าจะไปได้ดีอีกสักกี่น้ำ!”
...