“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าขอไม่ออกเรือนกับคนอย่างเยี่ยนอ๋องได้หรือไม่เ้าคะ……”
น้ำเสียงสั่นเครือของเสิ่นเจียวเจียวฟังดูทั้งหวาดกลัว ร้อนรนและแฝงไปด้วยความน้อยใจ สิ้นเสียงนั้นใบหน้างามก็รีบหันไปหาเสิ่นจิ่งเยี่ยนผู้เป็พี่ชายทันที สายตาที่นางใช้เต็มไปด้วยแววแห่งความอ้อนวอน
ดวงพักตร์ที่ดูกลัดกลุ้มของคุณหนูตระกูลเสิ่น บัดนี้เป็สีแดงก่ำ น้ำใส ๆ รื้นเต็มดวงตาดอกท้อทั้งสอง ช่างน่าสงสารยิ่งนัก ท่าทางน่าเวทนาเช่นนี้สมกับนามของนางเป็อย่างยิ่ง อ่อนหวานนุ่มนวลชวนให้รักใคร่เอ็นดู แต่ก็เปราะบางน่าทะนุถนอมเสียจนผู้ใดที่ได้มองมิอาจหักห้ามใจไม่ให้เข้าไปปกป้องนางได้เลยแม้แต่น้อย
ไม่เพียงแต่ฮูหยินและใต้เท้าเสิ่นเท่านั้น แม้กระทั่งบุรุษหนุ่มอกสามศอกอย่างคุณชายใหญ่แห่งตระกูลเสิ่น–เสิ่นจิ่งเยี่ยนเองก็ใจอ่อนระทวยให้กับประโยคที่เสิ่นเจียวเจียวกล่าวมา
“เจียวเจียว เ้าวางใจเถอะ หากว่าเ้าไม่อยากออกเรือน ผู้ใดก็บังคับเ้าไม่ได้!” เสิ่นจิ่งเยี่ยนประกาศกร้าวเสียงดัง ใบหน้าคมเคร่งขรึมจริงจัง
เสิ่นเชียนเกอที่นั่งฟังอยู่เงียบ ๆ มาตลอดปรายตามองคนในครอบครัวของนางทีละคน แม้กิริยาท่าทางภายนอกจะดูนิ่งสงบ ทว่ามุมปากเล็กเรียวที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าคลุมหน้าผืนบางกำลังยกขึ้น…วาดเป็องศาที่ดูเย้ยหยันอย่างชัดเจน
เจี่ยงกุ้ยเฟย1ส่งสารแสดงเจตจำนงมายังตระกูลเสิ่นว่า้าให้ส่งตัวบุตรสาวของตระกูลมาเข้าพิธีแต่งงานกับเยี่ยนอ๋อง บุรุษโฉดผู้เป็ที่กล่าวขวัญไปทั่วทั้งเมืองหลวงในเื่ความเืเย็นและโเี้อำมหิตเหนือผู้ใด ว่ากันว่าอ๋องผู้นี้สังหารผู้คนมากมายได้โดยไม่กะพริบตา และมีนิสัยโหดร้ายทารุณแม้กระทั่งต่อเหล่าสตรีที่อ่อนแอกว่า
ต้องทราบก่อนว่าตระกูลเสิ่นนั้นมีบุตรีอยู่เพียงสองคนเท่านั้น คนแรกคือ คุณหนูใหญ่ตระกูลเสิ่นมีนามว่าเสิ่นเจียวเจียว และคนที่สองก็คือตัวนางผู้มีนามว่าเสิ่นเชียนเกอ
ในตอนนี้ ไม่ว่าอย่างไรเสิ่นเจียวเจียวก็ไม่ยินยอมออกเรือนเพื่อตบแต่งเข้าเป็ชายาตำหนักเยี่ยนอ๋อง บิดามารดารวมถึงพี่ชายก็ล้วนกางปีกปกป้อง ตามใจนางถึงเพียงนั้น เช่นนี้แล้วคนที่จะถูกหมายหัวให้รับหน้าที่แต่งงานกับอ๋องโฉดตามเจตจำนงของเจี่ยงกุ้ยเฟยก็คงหนีไม่พ้นต้องเป็บุตรสาวคนรองเสิ่นเชียนเกอ
เสิ่นฮูหยินผุดลุกขึ้นจากที่นั่ง ก่อนปราดมานั่งข้างกายเสิ่นเชียนเกอ ดวงตาของนางแดงก่ำ สุ้มเสียงที่กล่าวออกมาแหบพร่าไปหมด “เชียนเกอ เ้าเป็ลูกสาวแท้ ๆ ของแม่ แม่จะทำใจให้เ้าออกเรือนไปกับเยี่ยนอ๋องได้อย่างไร แต่เจี่ยงกุ้ยเฟย…จวนเสิ่นของเราไม่อาจทำให้กุ้ยเฟยไม่พอพระทัยได้จริง ๆ”
เวลาเช่นนี้สินะที่เสิ่นฮูหยินจะนึกขึ้นได้ว่า นางต่างหากที่เป็บุตรสาวแท้ ๆ ของจวนตระกูลเสิ่นแห่งนี้?
ใต้เท้าเสิ่นผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ มือสองข้างกำแน่น เส้นเืบนขมับข้างหนึ่งเต้นตุบ ๆ ผู้นำตระกูลเสิ่นพูดเสียงดังลั่น ใบหน้าและน้ำเสียงเคร่งเครียดจริงจัง น่าเกรงขาม “ในเมื่อเ้าเป็บุตรสาวตระกูลเสิ่น เ้าก็ต้องตระหนักถึงการเสียสละเพื่อบรรพบุรุษและส่วนรวม” แน่นอนว่า…วาจานั้นเขากล่าวกับเสิ่นเชียนเกอบุตรีคนรอง
เหอะ! บุตรสาวรึ? นางเพิ่งถูกพากลับมายังตระกูลเมื่อครั้งมีอายุได้สิบปี จนถึงเวลานี้นับว่านางเป็บุตรีตระกูลเสิ่นได้เพียงห้าปีเท่านั้น หากเทียบกันแล้ว เสิ่นเจียวเจียวอยู่ในสถานะนี้นานกว่านางเป็ไหน ๆ
เสิ่นจิ่งเยี่ยนรีบเสริม “เชียนเกอ หากเ้าออกเรือนไปอยู่ที่ตำหนักเยี่ยนอ๋อง พี่สัญญาว่าจะไปเยี่ยมเ้าบ่อย ๆ จะไม่ให้เ้าถูกเยี่ยนอ๋องรังแกได้เป็อันขาด!”
อันที่จริง เสิ่นเชียนเกอไม่ได้คิดดูถูกดูแคลนเสิ่นจิ่งเยี่ยน เมื่อครั้งที่เสิ่นจิ่งเยี่ยนยังเป็เด็กหนุ่ม ว่ากันตามหลักแล้วเขาก็นับได้ว่าเป็บุคคลที่มีชื่อเสียงผู้หนึ่งในเมืองหลวง แต่หากต้องเผชิญหน้ากับเยี่ยนอ๋องจริง ๆ นางเกรงว่ายังไม่ทันได้เอ่ยวาจาคนตรงหน้าคงหวาดกลัวจนตัวสั่นเพราะความน่าเกรงขามของอ๋องผู้นั้นไปเสียก่อน เช่นนี้แล้วยังจะกล้าไปข่มขู่คนโฉดและบ้าบิ่นนั่นอีกหรือ?
เสิ่นเจียวเจียวลอบมองเสิ่นเชียนเกอด้วยท่าทีกระดากอายอยู่หลายครั้ง ดวงตาของนางดูโศกเศร้าอย่างไร้ที่สิ้นสุด ริมฝีปากน้อย ๆ สีแดงสดพยายามอ้าออกแล้วหุบลงอยู่หลายครา ทว่าในที่สุดก็ต้องก้มหน้างุดด้วยความละอายใจ
ท่าทีเช่นนั้นของคุณหนูใหญ่ทำให้คนตระกูลเสิ่นที่อยู่ในห้องทุกคนยิ่งรู้สึกปวดใจเป็ทวีคูณ
เสิ่นเชียนเกอกวาดสายตามองท่าทีของทุกคน มุมปากภายใต้ผ้าบางยกขึ้นอีกครั้ง ดวงตาเมล็ดซิ่งที่แสนสุกใสลอบมองขึ้นสูงช้า ๆ นางพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่กลอกตาในสถานการณ์นี้ คุณหนูรองตระกูลเสิ่นจัดเป็สตรีโฉมงามผู้หนึ่ง หากไม่ใช่เพราะมีรอยแผลลึกสีแดงก่ำราวช้ำเือยู่บนแก้มข้างซ้าย ยามที่ผ้าคลุมหน้าผืนบางนั้นถูกปลดเปลื้องออก ก็เกรงว่าจะไม่มีบุรุษใดในใต้หล้าที่สามารถต้านทานความงามสะคราญของนางได้
ทั้งใต้เท้าเสิ่น เสิ่นฮูหยินและเสิ่นจิ่งเยี่ยนต่างก็ทำใจไว้แล้วว่า ในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า เสิ่นเชียนเกอจะต้องปฏิเสธเื่การแต่งงานในครั้งนี้แน่
ทว่าพวกเขากลับได้ยินวาจาอันชัดเจนและหนักแน่น…เป็คำตอบอันเหนือความคาดหมาย
“ข้าแต่ง!”
ทันทีที่สองคำนี้ดังขึ้นก็ราวกับมีอัสนีฟาดลงมายังห้องรับแขกตระกูลเสิ่น ถ้อยคำดังกล่าวทำเอาใต้เท้าเสิ่น เสิ่นฮูหยิน เสิ่นจิ่งเยี่ยนรวมไปถึงเสิ่นเจียวเจียวต่างก็ชะงักงันกันไปหมด พวกเขารู้สึกตกตะลึงกันเป็อย่างยิ่ง
เสิ่นเชียนเกอละสายตาจากคนทั้งหมดในครอบครัว คุณหนูรองผู้ทิ้งถ้อยคำประหนึ่งฟ้าผ่าไว้กลางวงสนทนาลุกขึ้นและหมุนตัวเดินออกไปจากห้องรับแขกในทันที
ในภพก่อนนางตัดสินใจปฏิเสธงานแต่งงานไปหนหนึ่ง ในเมื่อภพนี้มีโอกาสอีกครั้ง แม้จะรู้ดีว่าเขาผู้นั้นเป็อ๋องโฉดแห่งราชวงศ์ต้าโจว นางก็ยินดีจะแต่งกับเขา เยี่ยนอ๋องอาจเป็กุญแจดอกสำคัญที่จะช่วยชีวิตนางไว้ก็เป็ได้ หากนางปฏิเสธอีกครา มีหวังได้ตายอย่างไร้ค่าเหมือนในภพก่อนเป็แน่
สำหรับนางที่มีโอกาสกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง โลกนี้ก็เปรียบเสมือนฉากในนิยาย ชีวิตของผู้คนล้วนเป็เพียงเนื้อหาในนิยายประโลมโลกเล่มหนึ่งเท่านั้น ที่สำคัญนางไม่มีทางลืมเลยว่าในนิยายเื่นี้ เสิ่นเชียนเกอถูกลิขิตชะตาให้รับบทตัวประกอบแสนอาภัพ ผู้ซึ่งต้องตายจากไปด้วยโรคร้ายที่ไร้ทางรักษาั้แ่ยังไม่ถึงตอนอวสาน
เมื่อเสิ่นเชียนเกอกลับมาถึงเรือนกุยเยี่ยน หัวหน้าสาวใช้ของนางนามว่าเหลียงเฉินก็กระวีกระวาดออกมาต้อนรับ เหลียงเฉินก้มศีรษะต่ำแววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
เสิ่นเชียนเกอเหลือบมองสาวใช้แซ่เหลียงเล็กน้อยแต่ไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก หลังจากเดินเข้าไปนั่งบนเก้าอี้รับแขกแล้วผู้เป็เ้าของเรือนก็สั่งการออกไปเบา ๆ “เก็บข้าวของให้เรียบร้อย เราจะย้ายบ้านกัน”
ย่ะ…ย้ายบ้าน?
เหลียงเฉินที่ได้ยินเช่นนั้นก็นิ่งอึ้งไปทันที ‘คุณหนูรองเป็ถึงคุณหนูแห่งตระกูลเสิ่น นอกจากจวนตระกูลเสิ่นนี้แล้วยังจะย้ายไปที่แห่งใดได้อีก?’
ราวกับเสิ่นเชียนเกอได้ยินสิ่งที่เหลียงเฉินคิดอยู่ภายในใจ ผู้เป็คุณหนูเอ่ยออกมาว่า “สวนรองหอหนิงโช่ว!”
สิ้นวาจานั้น ร่างกายของเหลียงเฉินก็แข็งทื่อไปหมด
‘หอหนิงโช่ว…นั่นเป็สวนที่เสิ่นฮูหยินผู้เฒ่าอาศัยอยู่นี่’
ว่ากันตามหลักแล้ว จวนที่พำนักของเหล่าไท่จวิน2 ทุกคนจะต้องปลูกสร้างอย่างยิ่งใหญ่ อีกทั้งยังมีการประดับตกแต่งที่หรูหราอลังการแทบทั้งสิ้น ทว่ากับจวนตระกูลเสิ่น…นั่นไม่ใช่
ถึงแม้ชื่อสวนรองหอหนิงโช่วจะมีความหมายที่ดี แต่มันกลับตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ห่างไกลจากจวนหลักของตระกูลเสิ่นมาก ยิ่งกว่านั้นยังทุรกันดารเป็ที่สุด แน่นอนว่าชีวิตความเป็อยู่ของผู้คนในจวนคงมิอาจถามหาความสะดวกสบายใด ๆ ได้
เหลียงเฉินมองไปยังผู้เป็นายด้วยสายตาเป็กังวล ในใจพลันคิดไปว่าหรือจะเป็เพราะเมื่อครู่ที่คุณหนูรองไปยังห้องรับแขก และกระทำบางอย่างให้นายท่านและฮูหยินโกรธจึงได้ถูกลงโทษให้ย้ายไปอาศัยที่หอหนิงโช่วเช่นนี้
เหลียงเฉินไม่กล้ากล่าวสิ่งใดออกไป นางทำได้เพียงเร่งไปเก็บข้าวของตามคำสั่งอย่างคล่องแคล่ว ทว่าก็ไม่ลืมแอบกระซิบให้สาวใช้อีกคนรีบนำเื่นี้ไปบอกเก๋อมามาโดยเร็ว
เพียงชั่วจิบน้ำชาเก๋อมามาก็มาถึง
ทันทีที่ก้าวย่างเข้ามาในห้องรับแขก นางก็พบว่าคุณหนูรองกำลังเอนกายลงบนเก้าอี้กุหลาบ มือหนึ่งโบกสะบัดพัดคันเล็กด้วยท่าทางสบาย ๆ ปากเล็ก ๆ จัดแจงสั่งการบรรดาสาวใช้ที่กำลังทำงานอย่างแข็งขัน ท่าทีของคุณหนูในตอนนี้ดูพึงพอใจเป็อย่างมาก
เก๋อมามาเร่งฝีเท้าก้าวเข้าหาคุณหนูของตนโดยไม่รอช้า “คุณหนูรอง นี่ท่านกำลังคิดสิ่งใดอยู่น่ะเ้าคะ”
ถึงแม้เรือนกุยเยี่ยนจะไม่ได้ใหญ่โตนัก แต่ก็ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสวนหนานซานที่นายท่านและฮูหยินพักอาศัยอยู่ ถึงแม้คุณหนูรองจะเพิ่งกลับเข้าจวนเมื่ออายุได้สิบปี แต่เก๋อมามาก็เข้าอกเข้าใจนายท่านและฮูหยินเป็อย่างดี หากโยกย้ายไปไกลแล้ว การที่จะมาพบปะเยี่ยมเยียนนายท่านและฮูหยินบ่อย ๆ ก็คงไม่ใช่เื่ง่ายอีกต่อไป
เด็กน้อยที่ร้องไห้เป็มักจะได้รับลูกกวาดเสมอ ถึงแม้คุณหนูรองจะเป็บุตรสาวแท้ ๆ ของนายท่านและฮูหยินแต่ก็ใช่ว่าจะได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ดังนั้นที่ผ่านมาคุณหนูรองจึงพยายามอย่างหนักให้ตนโดดเด่น เป็ที่รัก คอยเอาอกเอาใจบิดามารดาเป็อย่างดีมาตลอดเพื่อให้ได้เข้าไปอยู่ในใจบุคคลทั้งสอง
เก๋อมามาถูกสั่งให้ปรนนิบัติรับใช้เสิ่นเชียนเกอั้แ่นางย้ายกลับเข้ามาอยู่ในจวน แม่นมวัยกลางคนผู้นี้จงรักภักดีต่อคุณหนูผู้พลัดพรากมาโดยตลอด เมื่อเทียบกับเสิ่นฮูหยินแล้ว เก๋อมามากลับรักและเอ็นดูคุณหนูรองมากเสียยิ่งกว่าผู้เป็มารดาแท้ ๆ หลายเท่า อีกทั้งยังปฏิบัติต่อนางประหนึ่งลูกในอุทรอย่างแท้จริง
เสิ่นเชียนเกอลุกขึ้นจากเก้าอี้ก่อนเดินเข้าไปกุมมือเก๋อมามาไว้ หญิงสาวมองหน้าผู้สูงวัยกว่าแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “มามา ท่านพ่อและท่านแม่ได้ตอบรับการหมั้นหมายระหว่างข้าและเยี่ยนอ๋องไปแล้ว”
เยี่ยนอ๋องอย่างนั้นหรือ?เยี่ยนอ๋องผู้ที่สังหารผู้คนได้ราวกับเป็ผักปลา อีกทั้งยังว่ากันว่าเขาไม่เคยได้รับการเหลียวแลจากฮ่องเต้เลยแม้แต่น้อยผู้นั้นน่ะหรือ?
เก๋อมามาได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักงันไปในทันที
“มามา ในเมื่อบางสิ่งบางอย่างไม่ใช่ของของข้า ข้าก็ไม่คิดเสียดายเลยสักนิด” เสิ่นเชียนเกอไม่ได้มีท่าทีที่ดูไม่ยินยอมหรือออกอาการคับข้องใจอย่างที่เคยเป็มาแม้แต่น้อย แววตาของนางเต็มไปด้วยความแน่วแน่ ยิ่งกว่านั้นยังเป็ประกายเจิดจ้าด้วยความมุ่งมั่น ดวงตาคู่นั้นยามนี้ดูสดใสประดุจไข่มุกเม็ดงามสะท้อนแสงแวววาวน่าหลงใหล ไข่มุกเม็ดกลมโตที่ครั้งหนึ่งเคยหมองหม่นแต่คราวนี้ราวกับถูกนำมาขัดถูอย่างดี ดีเสียจนเปลี่ยนกลายเป็ของล้ำค่าจนมิอาจประมาณได้
ยามนี้เก๋อมามาตระหนักรู้อย่างชัดแจ้งแล้ว นางไล่สายตามองสาวน้อยตรงหน้าทั่วทั้งตัว ในใจก็ทั้งรู้สึกรักและสงสารอีกทั้งยังรู้สึกขุ่นเคืองใจแทนคุณหนูอาภัพผู้นี้ด้วย
‘์ช่างกลั่นแกล้ง ทั้ง ๆ ที่คุณหนูรองเป็บุตรสาวร่วมสายเืของนายท่านและฮูหยินแท้ ๆ!’
ในเมื่อคุณหนูรองสามารถปล่อยวางได้ นางเองก็ไม่คิดห้าม เก๋อมามายื่นมือไปลูบศีรษะเสิ่นเชียนเกอเบา ๆ ด้วยความเวทนา “ได้เ้าค่ะคุณหนูรอง ไม่ว่าท่านจะย้ายไปที่ใด เก๋อมามาคนนี้ก็จะคอยติดตามท่านไปด้วย”
สิ้นวาจา แม่นมวัยกลางคนก็รีบจัดแจงเหล่าสาวใช้ให้เก็บข้าวของของเสิ่นเชียนเกอในทันที
เสิ่นเชียนเกอก้าวไปยังเตียงนอนที่อยู่ไม่ไกลนัก นิ้วเรียวชี้ที่ม่านมุ้งลายดอกอิงฮวาสีชมพูที่ปิดคลุมเตียงอยู่ “ม่านผืนนี้ทิ้งไปเลยก็แล้วกัน”
เหลียงเฉินหยุดชะงักไปเพราะคำกล่าวนั้น ในตอนนี้มือของนางกำลังลูบไล้ไปบนม่านมุ้งแสนอ่อนนุ่มที่ถูกกล่าวถึง สาวใช้แซ่เหลียงจ้องมองผู้เป็นายด้วยแววตาฉงนพร้อมเอ่ยถาม “คุณหนูรอง ท่านชอบม่านผืนนี้ที่สุดไม่ใช่หรือเ้าคะ?”
เมื่อเสิ่นเชียนเกอนึกขึ้นได้ว่า ม่านมุ้งของนางผืนนี้เหมือนกันกับของเสิ่นเจียวเจียว มุมปากบางก็เหยียดเป็รอยยิ้มเ็าคล้ายจะเย้ยหยันตนเอง
เสิ่นฮูหยินเป็ผู้เย็บปักม่านมุ้งผืนนั้นของเสิ่นเจียวเจียวเองกับมือ ในภพก่อนเสิ่นเชียนเกอรู้สึกอิจฉาอย่างยิ่ง ทว่าเพื่อไม่ให้มารดาไม่พอใจนางจึงไม่เคยร้องขอให้เสิ่นฮูหยินเย็บมุ้งให้ ภายหลังก็เป็เก๋อมามาที่ทนเวทนาไม่ได้ จึงได้ปักม่านมุ้งที่เหมือนกันกับของเสิ่นเจียวเจียวทุกประการให้นาง ภพที่แล้วเสิ่นเชียนเกอแทบจะสั่งให้กางม่านมุ้งผืนนี้ในทุก ๆ เดือน หลอกลวงตนเองเพื่อให้รู้สึกว่าเสิ่นฮูหยินก็เป็ผู้เย็บปักมุ้งนี้ให้เองกับมือเช่นกัน ในตอนนั้นใจดวงน้อยยึดเอามันเป็สัญลักษณ์ทดแทนความรักจากมารดาอย่างเหนียวแน่น
มือเรียวเกี่ยวดึงม่านมุ้งผืนงามลงมาก่อนโยนทิ้งลงบนพื้น “ม่านผืนนี้ใช้มานานแล้ว มันเก่าเกินไปแล้ว”
สำหรับตระกูลเสิ่นแล้ว นางก็เปรียบดั่งม่านมุ้งผืนนี้ ในเมื่อพวกเขาไม่เคยคิดสนใจไยดีนางเลยสักนิด นางเองก็ไม่จำเป็ต้องเอาอกเอาใจพวกเขาเช่นกัน
ได้ใช้ชีวิตผ่านมาแล้วชีวิตหนึ่ง นางรู้ดีว่ามีเพียงการทำให้ชีวิตของตนเองดีขึ้นด้วยตัวเองเท่านั้นจึงจะเป็สิ่งที่จีรังที่สุด!
+++++++++++++++++++
ณ ตำหนักหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ในจุดที่แสนห่างไกลจากวังหลวง เงาร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งกำลังวูบไหวอยู่ภายใต้แสงตะเกียงที่สาดส่อง ความเคลื่อนไหวของไฟตะเกียงที่กำลังเข้าใกล้ในมุมที่พอเหมาะส่งผลให้เงานั้นแลดูใหญ่โตมากขึ้นไปอีก
ขันทีร่างเล็กที่อยู่ข้างกายรายงานบุรุษผู้เป็เ้าของเงาด้วยเสียงแ่เบา “ท่านอ๋อง คุณหนูรองตระกูลเสิ่นได้ตอบตกลงเื่การแต่งงานแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ความตกตะลึงพัดผ่านดวงตาที่สุดแสนจะเ็าของบุรุษผู้นั้นอย่างไม่อาจปกปิด คิ้วกระบี่งดงามเลิกสูงขึ้นอย่างงุนงง ทว่าเพียงไม่นานแววตาทั้งสองก็เปลี่ยนเป็เย็นะเืราวกับสามารถแช่แข็งทุกสิ่งรอบข้างให้กลายเป็น้ำแข็งได้ในพริบตา “ตกลงอย่างนั้นหรือ?นางชอบพอจิ้งหย่งโหวอยู่ไม่ใช่รึ?!”
.
.
.
[1] กุ้ยเฟย ตำแหน่งพระอัครชายาชั้นสูงสุดลำดับที่ 1 ตำแหน่งพระอัครชายาชั้นสูงสุดลำดับที่ 2 3 4 จะเรียกว่า ซูเฟย เต๋อเฟย เสียนเฟย ตามลำดับ
[2] เหล่าไท่จวิน (老太君) คือบรรดาศักดิ์ที่ฮ่องเต้พระราชทานให้แก่มารดาของพระญาติสนิทหรือขุนนางที่มีความดีความชอบต่อบ้านเมือง