ตอนที่ 78 จงกลายเป็นดาบ
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
คุณหมอสมคิดที่เห็นภาพนี้ เขาดูตกใจจนอ้าปากค้าง คางยานจนจะถึงพื้น
เพราะภาพที่เห็นตรงหน้านี้แทบจะไม่ต่างไปจากภาพที่เห็นในภาพยนต์แฟนตาซีที่เขาเคยดู
อักขระและวงแหวนที่เขาไม่รู้จัก ลอยเด่นอยู่บนพื้นส่องแสงสีฟ้าเรืองรองอย่างตระการตา
แม้เขารู้ว่ามีเวเนเตอร์บางคนที่สามารถใช้เวทมนตร์ได้ แต่เขาก็ไม่เคยเห็นมันกับตาแบบนี้มาก่อน
“นี่ลูก ... เป็นผู้ใช้เวทมนตร์อย่างนั้นหรอ?”
คุณหมอสมคิดไม่รู้ว่าจะระบุการกระทำนี้ว่าเป็นอะไรดี การเคลื่อนย้ายสิ่งของเพียงการสะบัดมือ การสร้างวงเวทย์ขึ้นมาบนพื้น สิ่งเดียวที่เขาคิดได้ก็คือเวทมนตร์
เขาไม่รู้ว่าเฟิร์สไปเรียนรู้เวทมนตร์พวกนี้มาได้ยังไงกัน
นี่จึงเป็นที่แน่นอนแล้วว่าบุตรชายของเขาเป็นผู้มีความสามารถพิเศษ
แต่เดี๋ยวก่อน!
ไม่ใช่ว่าลูกชายของเขาเป็นผู้มีพรสวรรค์ในการบ่มเพาะไม่ใช่หรอ? แล้วนี่ยังเป็นผู้มีความสามารถพิเศษอีก!
แค่ช่วงเวลานี้เวลาเดียวเขาต้องตกใจกับบุตรชายไปไม่รู้กี่รอบ
เฟิร์สที่สร้างวงแหวนซับซ้อนเสร็จแล้วจึงเงยหน้าขึ้นมา
“นี่ไม่ใช่เวทมนตร์หรอกพ่อ แต่มันเรียกว่าพลังแห่งอักขระ และนี่ก็ไม่ใช่วงเวทย์อย่างที่เข้าใจด้วย มันเรียกว่าวงแหวนอักขระ ซึ่งเหมือนเราจะใส่สูตรต่างๆ ลงไปข้างในวงแหวนเหล่านี้ ยิ่งวงแหวนซับซ้อนมากเท่าไหร่ ก็จะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น มันจึงแทบไม่ต่างไปจากการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์มากนัก”
เฟิร์สพยายามอธิบายให้พ่อของเขาฟังให้ง่ายที่สุด
“วงแหวนอักขระอย่างนั้นหรอ?”
“ใช่แล้ว พ่อลองเข้าไปนั่งด้านในสิ” เฟิร์สเอ่ยพร้อมกับผายมือออกไปอย่างเป็นธรรมชาติ
คุณหมอสมคิดดูลังเลเล็กน้อยก่อนจะก้าวเข้าไปในวงแหวนตามคำเชิญของเฟิร์ส
“เฟิร์สได้ปรับให้มันทำงานได้ง่ายที่สุด”
เฟิร์สนำแกนสปีริตไปวางตามมุมต่างๆ ของวงแหวน และเอ่ยต่อ
“คราวนี้พ่อลองโคจรพลังที่ทำเหมือนการดูดซับพลังสปีริตดู”
สมคิดไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา เพราะไม่รู้ว่าเขาจะพูดอะไร แต่ก็ทำตามที่เฟิร์สบอก
ตอนนั้นเองกระแสพลังจากแกนสปีริตพลันไหลเข้าไปในร่างของเขาตามวงจรวงแหวนอักขระ
ด้วยการมีอยู่ของวงแหวนนี้จะทำให้สมคิดสามารถบ่มเพาะพลังสปีริตได้ง่ายขึ้น
“นี่มัน! เหมือนว่าพ่อจะสามารถดูดซับพลังจากแกนสปีริตได้มากกว่าสามถึงสี่เท่าจากเดิม” สมคิดเอ่ยออกมาอย่างตื่นตะลึง
เฟิร์สได้ดัดแปลงค่ายกลดาวเคลื่อนดาราคล้อยให้ใช้งานได้อย่างง่าย ประสิทธิภาพของมันจึงได้ลดลง และอีกอย่างเนื่องจากสมคิดที่ไม่ใช่ผู้ใช้อักขระเป็นผู้ใช้ง่าย มันจึงไม่ได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพอย่างที่ควรจะเป็น
แต่ถึงอย่างนั้นด้วยความเร็วการบ่มเพาะขนาดนี้ก็นับว่าเหนือกว่าคนทั่วไปมากแล้ว
“นี่เป็นเหตุผลที่เฟิร์สบ่มเพาะได้เร็ว ไม่ใช่ว่าเฟิร์สเป็นผู้มีความสามารถอะไรนั่นหรอก” เฟิร์สกล่าวออกมาอย่างยิ้มๆ
สมคิดยังคงตื่นตะลึงไม่หาย มองลูกชายของตัวเองอย่างไม่เชื่อสายตา
“ลูกไปเรียนรู้ศาสตร์เหล่านี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่”
เฟิร์สยิ้มและเอ่ย “พวกเราไปหาที่นั่งดีๆ คุยกันเถอะครับ ผมจะบอกพ่อทุกอย่างเอง”
เด็กหนุ่มใช้อำนาจอักขระคลุมทั้งบ้านเอาไว้แล้ว ทำให้ไม่มีใครสามารถแอบฟังเรื่องที่พวกเขาพูดได้
แม้เทคโนโลยีจะล้ำเลิศแค่ไหน แต่เมื่ออยู่ภายใต้อำนาจอักขระ พวกมันก็ไม่ต่างไปจากของเด็กเล่น
เฟิร์สเริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พ่อของเขาฟัง
หากพ่อของเขาเป็นแค่คนธรรมดา เขาอาจจะไม่เล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้พ่อของเขาฟัง
เพราะการรู้มากนั้นอาจจะเป็นอันตรายมากกว่า
แต่เมื่อพ่อของเขาตัดสินใจเดินในเส้นทางการบ่มเพาะ นั่นหมายความว่าเขาพร้อมที่จะปกป้องตัวเองได้แล้ว เฟิร์สจึงเล่าให้ฟัง
ยิ่งคุณหมอสมคิดได้ฟังก็ยิ่งตกตะลึงมากยิ่งขึ้น เขาไม่คิดเลยว่าลูกชายของเขาจะมีประสบการณ์อันแปลกประหลาดเหล่านี้ในต่างโลก
น่าแปลกที่ในขณะการนิทรา เวลาของผู้คนนั้นเหมือนจะหยุดลง แต่ลูกชายของเขากลับหลุดออกไปต่างโลก
เมื่อได้ฟังเรื่องราวทุกอย่างแล้ว คุณหมอสมคิดก็เบาใจลงและอดไม่ได้ที่จะรู้สึกภาคภูมิในตัวลูกชายของตนเอง
“เฟิร์สเก่งมาก” คุณหมอสมคิดกล่าวพร้อมกับใช้มือลูบไปที่ศีรษะของบุตรชาย
ไม่จำเป็นต้องมีคำพูดมากมาย เพียงคำพูดไม่กี่คำประโยคนี้ก็ทำให้เฟิร์สรู้สึกซาบซึ้งใจได้แล้ว
“ผมจะพยายามทำให้แม่กลับมาอยู่กับพวกเราให้เร็วที่สุด พวกเราต้องอยู่พร้อมหน้ากัน” เฟิร์สเอ่ยด้วยแววตาที่มุ่งมั่น
เขาตั้งปณิธานไว้แล้วว่าจะช่วยให้แม่ของเขาฟื้นตื่นจากนิทราให้ได้
แม้เฟิร์สมีความต้องการรีบเร่งเพียงใด แต่เขาก็ไม่ลืมที่จะสร้างรากฐานการบ่มเพาะให้กับตนเอง
ความจริงแล้วการเข้าสู่ขอบเขตดาราขาวเก้าแฉกสำหรับเขานั้นง่ายดายยิ่ง แต่ต้องไม่ลืมว่าการจะก้าวเข้าสู่อาณาจักรใหม่อย่างดาราแดงนั้นยากมาก
หลายคนที่ติดอยู่ในขั้นดาราขาวเก้าแฉกและไม่สามารถออกจากขั้นนี้ได้ แม้จะใช้เวลาไปทั้งชีวิตก็ตาม
เฟิร์สไม่รู้ว่าทำไมพวกเขาถึงติดอยู่ในขั้นนั้น แต่ด้วยประสบการณ์ที่เคยบ่มเพาะมานับร้อยปี ฐานของการบ่มเพาะนั้นสำคัญมากที่สุด ดังนั้นเขาจึงตั้งใจที่จะฝึกกายากระบี่ให้มั่นคงเสียก่อน ถึงจะบุกเข้าสู่อาณาจักรใหม่
เป้าหมายของเขาคืออบิสระดับสีน้ำเงิน เพื่อหาวัตถุดิบในการปรุงยาช่วยเหลือแม่ของเขาให้ตื่นจากนิทรา
ความจริงแล้วการปลุกให้แม่ของเขาฟื้นตื่นนั้นมีอยู่สองวิธีด้วยกัน หนึ่งคือการปรุงยานั้นขึ้นมาด้วยตนเอง หรืออีกหนึ่งคือการเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงจนทั่วโลกนั้นยอมรับ เมื่อเป็นเช่นนั้นเขาจึงจะสามารถร้องขอยาที่ปลุกแม่ของเขาให้ตื่นขึ้นมาได้
เส้นทางทั้งสองไม่ว่าวิธีใดก็ยากเย็นทั้งสิ้น
ดังนั้นเขาจึงต้องใจเย็นและก้าวเดินอย่างไม่ประมาท
การรีบร้อนเข้าสู่ขอบเขตดาราขาวเก้าแฉกไปก็ใช่ว่าจะสามารถทะลวงอาณาจักรดาราแดงได้ สิ่งที่เขาต้องทำคือการสั่งสมที่มากพอเหมือนเช่นการบ่มเพาะอื่นๆ ที่อยู่ในจุดคอขวด
หลังจากที่เฟิร์สได้พูดคุยกับพ่อของเขาแล้ว เขาก็ได้ทำการชี้แนะการบ่มเพาะ และวางค่ายกลปกป้องพ่อของเขาเอาไว้
หากมีปรมจารย์ค่ายกลมาที่นี่ พวกเขาจะต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าบ้านหลังนี้มีค่ายกลมากมายป้องกันไว้
แม้ว่าเฟิร์สนั้นจะดูเย็นชา แต่เขาเป็นผู้ที่ห่วงใยคนข้างกายของเขามากที่สุด
หลังจากจัดการเรื่องที่บ้านเรียบร้อยแล้ว เขาจึงตัดสินใจกลับไปทำงาน
ครั้งนี้เฟิร์สได้เข้ามาที่ศูนย์ใหญ่นิวโฮปภาคเหนือด้วยตัวเอง
ทันทีที่เขาปรากฏตัวเสียงฮือฮาของเหล่าพนักงานก็ดังขึ้น
“นั่นผู้หมวดเฟิร์สวัน”
“เขาคือผู้หมวดเฟิร์สวัน”
“เขากลับมาทำงานแล้ว หลังจากที่ได้รับสิทธิ์ให้หยุดงานมานาน”
“ผู้หมวดคนนี้ได้รับความสำคัญจากเบื้องบนเป็นอย่างมาก พวกเขาถึงกับอนุญาตให้เขาหยุดทำงานเพื่อบ่มเพาะโดยเฉพาะ”
“นั่นๆ เขามาทางนี้แล้ว”
เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นอย่างอื้ออึง
เฟิร์สเดินผ่านพวกเขาไปอย่างสงบนิ่ง ราวกับว่าไม่ได้รับรู้ใดๆ แต่ความจริงแล้วเขากลับได้ยินในทุกคำพูด แม้ว่าพวกเขาจะพูดเสียงเบาแค่ไหนก็ตาม
‘หมายความว่าไง? ให้ฉันหยุดพักเพื่อบ่มเพาะ ไม่ใช่ว่าฉันติดต่อม้าสีเงินให้หาคนมาควงเวรแล้วไม่ใช่หรอ?’
เฟิร์สคิดในใจอย่างประหลาดใจ
เมื่อขึ้นมาถึงชั้นห้องทำงานของสารวัตรเอไอ เขาก็ได้รับการต้อนรับจากคนที่นั่นเป็นอย่างดี
“สวัสดีครับสารวัตร”
“นั่งก่อนสิ” สารวัตรเอไอผสานมือทั้งสองข้างและมองไปที่เฟิร์สอย่างใจเย็น
“ขอบคุณครับ” เฟิร์สเอ่ยก่อนจะนั่งลงตรงข้ามกับชายวัยกลางคน
“ดูเหมือนว่าคุณพร้อมที่จะทำงานแล้ว”
“ใช่ ผมพร้อมแล้วและมีเรื่องที่อยากจะขอร้องคุณด้วย”
“หืม ... มีเรื่องอะไรอย่างนั้นหรอ? ลองว่ามาสิ”
“ตั้งแต่นี้ไป ผมขอรับแค่งานอบิสสีขาวระดับสูงได้หรือเปล่า?”
สีหน้าของสารวัตรเอไอแทบจะไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย ดูเหมือนเขาจะคาดเดาเอาไว้แล้ว
นับตั้งแต่เฟิร์สเดินเข้ามาในห้อง เขาก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศรอบตัวของเฟิร์สที่เปลี่ยนแปลงไป
แม้ว่าบนร่างของเฟิร์สจะปกปิดกลิ่นอายของตนเองได้เป็นอย่างดี แต่สำหรับผู้มีประสบการณ์ชั้นสูงและเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับเฟิร์สพอสมควรอย่างสารวัตรเอไอ จึงพอจะคาดเดาพลังรบของเฟิร์สได้
“คุณยกระดับไปอีกขั้นแล้วอย่างนั้นหรอ?” สารวัตรเอไอเอ่ยโยนหินถามทาง
เฟิร์สยิ้มก่อนที่เขาจะกระตุ้นให้สัญลักษณ์ดารากลางหน้าผากให้เผยออกมา
“ใช่แล้วครับตอนนี้ผู้อยู่ในขั้นที่แปดแล้ว”
“โอ้ ช่างรวดเร็วเสียจริง คุณแค่บ่มเพาะได้ปีเดียวก็มาถึงระดับนี้แล้ว ดูเหมือนว่าการบ่มเพาะของคุณจะรวดเร็วเสียยิ่งกว่าเวเกอร์ของสถาบันพยัคฆ์ครามเสียด้วยซ้ำ” สารวัตรเอ่ยอย่างยิ้มๆ
“คุณชมผมเกินไปแล้ว” เฟิร์สเอ่ยอย่างไม่ถ่อมตน
สารวัตรเอไอคลายมือของตนเองลงแล้วเปลี่ยนอิริยาบท สายตาของจ้องมองเฟิร์สด้วยแววตาที่แฝงอะไรบางอย่าง
“ผู้หมวดเฟิร์สวัน หลังจากที่คุณปิดด่านบ่มเพาะ เบื้องบนได้มีคำสั่งลงมา พวกเขาได้แต่งตั้งให้คุณเป็นเจ้าหน้าที่พิเศษ ต่อไปนี้คุณไม่จำเป็นต้องเล่นละครลิงอีกต่อไป นิวโฮปต้องการให้คุณเป็นดาบของนิวโฮป คุณจะยอมรับหน้าที่นี้หรือไม่” น้ำเสียงของสารวัตรกล่าวออกมาด้วยท่าทางที่จริงจัง
นิวโฮปต้องการให้เฟิร์สกลายเป็นดาบให้กับพวกเขาอย่างนั้นหรือ?