จักรพรรดิเสียเจิ้งทรงถือกลองไม้ก้านยาวหน้ากลองตีด้วยหนังวาดลายัห้าเล็บสีแดงใบหน้ากลมป้อมของโอรสประดับด้วยรอยยิ้มทันทีที่เห็นและเมื่อพระบิดาขยับหัตถ์สะบัดไปมา ลูกตุ้มก็กระทบหน้ากลองเกิดเสียงไม่นานนักเสียงหัวเราะดั่งระฆังแก้วจากปากเล็กก็ตามมา
“ชอบละสิเล่นแบบนี้ก็ได้นะ” พระองค์ทรงปั่นก้านหมุนให้ลูกตุ้มเหวี่ยงไปมาเร็วขึ้น
อาเฉินพยักหน้าเร็วๆยื่นมือมาขอด้วยความปรารถนาจะเป็เ้าของเด็กชายรู้ความว่าหากจะรับของต้องทำเช่นไร เขาผงกหัวโน้มตัวเล็กน้อยสร้างความเอ็นดูเกิดขึ้นในใจผู้พบเห็น เมื่อพระบิดายื่นกลองส่งให้ก็รับไปเล่นเลียนแบบทันที แม้จะเก้กังด้วยยังไม่รู้ประสาแต่เขาก็หัวเราะเอิ๊กอ๊ากบ่งบอกว่าสุขใจนัก
“เฉินเล่อคงจะมีตุ๊กตาเสือแล้วสินะ”ด้วยธรรมเนียมแล้ว เด็กทุกคนล้วนได้รับตุ๊กตาตัวแรกจากมารดา
“อาเฉินมีสีเหลืองเพคะพี่เจวียนเอ๋อร์ทำให้ั้แ่นางตั้งครรภ์” มารดาหรือสตรีในครอบครัวต้องทำตุ๊กตาเสือน้อยเพื่อเตรียมรับขวัญเด็กที่กำลังจะเกิดในบ้านเพื่อหวังให้มันช่วยปัดเป่าความชั่วร้าย เสมือนเป็สิ่งแทนความรักจากคนในครอบครัว
ฉวนลี่ถิงรับเอาตุ๊กตาเสือน้อยที่พระมเหสีทำให้หลานชายแล้วกล่าวชื่นชม “เห็นทีหม่อมฉันคงจะต้องเข้าวังไปคารวะพระมเหสีอีกครั้งเพื่อขอบคุณน้ำพระทัยที่ทรงมีต่ออาเฉิน”
หญิงสาวส่งตุ๊กตาให้เสี่ยวหงรับไปเก็บเสียงหัวเราะของอาเฉินกับกลองไม้ในมือทำให้นางยิ้มออกมาอีกหนทีละเล็กละน้อยที่เขาจะค่อยๆ จดจำเื่ราวของบิดาแต่ครั้นพอหันมาเจอสายพระเนตรวาววับที่องค์จักรพรรดิมองนางอยู่ฉวนลี่ถิงก็ให้บังเกิดเค้าลางความยุ่งยากขึ้นในใจนางไม่ชอบสายตาแบบนี้ของพระองค์เลยสักนิด นางเป็น้องสาวพี่เจวียนเอ๋อร์ทรงลืมแล้วหรือไร
เมื่อทรงเห็นว่าหญิงสาวรู้ตัวแล้วคนแอบมองเลยเปลี่ยนเื่สนทนา แต่ก็ยังคงเป็เื่ใกล้ตัวของนาง “ได้ยินมาว่าเ้าทำโรงทอผ้ารึ”
“ทั้งย้อมทั้งทอเพคะ”
“พาข้าไปดูหน่อยเป็ไร”
โรงทอต่ำต้อยของนางมีเื่น่าสนใจอะไรให้ทรงอยากดู...กำลังคิดถ้อยคำมาปฏิเสธองค์จักรพรรดิก็ตรัสขึ้นพร้อมย่างพระบาทนำออกจากห้องรับรอง
“ปล่อยอาเฉินเล่นอยู่กับพวกเขาก่อนคงจะไม่เป็ไรนะ”
ลองได้ตัดสินพระทัยแล้วใครจะขัดได้ฉวนลี่ถิงได้แต่ตอบ
“เพคะ” แล้วลุกเพื่อเดินนำหน้าพระองค์ไปยังโรงย้อมผ้าและเริ่มเล่าถึงการทำงานของนางกับเหล่านางกำนัล
“ซีเอ๋อร์ชอบผ้าของเ้าโรงทอในวังอาจ้าคนมีฝีมือเช่นเ้า”
“พระมเหสีทรงเมตตาต่อช่างฝีมือพื้นๆอย่างหม่อมฉันมาก แต่จะให้เข้าไปถวายงานเห็นทีจะไม่ไหว ฝีมือหม่อมฉันยังด้อยนักประสบการณ์ถือว่ายังน้อย สู้ช่างฝีมือในวังไม่ได้หรอกเพคะ”
“ข้ายังจำถุงหอมที่เจวียนเอ๋อร์เคยให้ฝีมือปักลวดลายของนางประณีตมาก” ทรงจดจำได้ถึงความรู้สึกยามแรกเห็นเมื่อได้รับถุงหอมมาแต่ก็เพียงแค่นั้นเพราะสิ่งที่ได้รับไม่ได้สลักสำคัญเกินหน้าถุงหอมของสตรีนางอื่นกี่มากน้อยและตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าเก็บรักษาหรือทิ้งถุงหอมนั่นไว้ที่ใดแล้ว
“หม่อมฉันเทียบไม่ได้แม้เสี้ยวกระผีกของพี่เจวียนเอ๋อร์”
“ข้าไม่คิดเช่นนั้น”
เป็อีกครั้งที่ทรงมองนางด้วยแววเนตรกรุ้มกริ่มคนฟังทำได้แค่นิ่งเฉยเสีย
ฟ้าดินเอ๋ย...นางคงไม่ได้หลงตัวเองเกินไปหรอกนะแม้นางไม่เคยมีคู่รัก แต่ก็ใช่จะไม่ประสาเื่หญิงชายทั้งอี้จือทั้งเฉิงหงิต่างเคยส่งสายตาแบบนี้ให้นางมาแล้วทั้งนั้น
แต่สายตาของคนที่สามารถล่อลวงใจนางให้เคลิบเคลิ้มกลับมีเพียงผู้เดียวเท่านั้น...
ครั้นรู้ตัวว่าตนกำลังคิดเลยเถิดฉวนลี่ถิงก็รีบดึงสติกลับมาแล้วเปลี่ยนเื่คุยอีกหนริมฝีปากเจื้อยแจ้วบอกเล่าลายผ้าทอ ผ้าย้อมต่างๆ ที่อยู่บนชั้นวางนางและนางกำนัลในตำหนักเหมันต์พิศุทธิ์ผ่านกระบวนการใดมาบ้างก่อนจะสำเร็จเป็ผ้าสวยๆนางพูดและพูดโดยไม่เว้นจังหวะ ทั้งยังไม่สนด้วยว่าจะทรงชอบเื่ที่นางพูดหรือไม่และนางก็ไม่ได้พูดกับองค์จักรพรรดิแค่คนเดียว ขันทีที่ร่วมเดินชมโรงทอด้วยนางผูกมิตรไว้หมด ไม่ให้เ้าครองแคว้นมีโอกาสแทรกบทสนทนาได้ ราวครึ่งชั่วยามต่อมานางจึงหมดเื่ให้พูด และก็ถึงเวลาที่ต้องเสด็จกลับวังพอดี
เมื่อรถม้าพระที่นั่งเคลื่อนตัวออกจากตำหนักเหมันต์พิศุทธิ์เป็ที่เรียบร้อยแล้วฉวนลี่ถิงก็ถอนหายใจยาวเหยียดที่ตนเองสามารถผ่านวันอันยุ่งยากไปได้ใจดวงน้อยพานกระหวัดถึงอีกคนว่าป่านนี้งานจะยุ่งตึงมือปานใด
ก่อนเสด็จไปทรงงานที่คลองฉางจี๋พระองค์ได้บอกหมายกำหนดกลับให้นางรับรู้นับเป็ครั้งแรกที่นางเฝ้าการพบหน้าคนอย่างใจจดจ่อความคิดถึงที่มีความสุขปะปนอยู่ด้วยทุกเสี้ยวอณูส่งผลให้นางลงมือทอผ้าพับหนึ่งเพื่อมอบแด่เสวี่ยอ๋อง หวังว่าเมื่อนางจากไปทรงเห็นผ้าแล้วอาจจะคิดถึงวันคืนแห่งมิตรภาพซึ่งเคยมีร่วมกัน
การรอคอยที่มีกำหนดแน่ชัดจบลงเมื่ออิ๋งอีเข้ามารายงานฉวนลี่ถิงที่กำลังจะลงมือกินมื้อค่ำกับองค์ชายน้อยเฉินเล่อว่าเสวี่ยอ๋องเสด็จกลับมาถึงแล้วหญิงสาวลุกขึ้นจูงหลานชายเดินออกจากเรือนพัก ลัดเลาะไปตามทางเดินกระทั่งได้พบเ้าของตำหนักที่กำลังเสด็จมุ่งตรงมาหานาง
“ถวายพระพรเพคะ”นางย่อกาย อาเฉินที่ยืนอยู่ข้างตัวทำตามรวดเร็วดวงพักตร์ที่อยากเห็นมาหลายวันนั้นคล้ำแดดขึ้นมาก
“กำลังจะกินข้าวกันมิใช่หรือ”ทรงทราบเพราะหลังลงจากรถม้าก็ถามถึงนางกับหลานชายจากนางกำนัลทันที
“เสวยอะไรมาหรือยังเพคะ”
ทรงส่ายพักตร์และทอดพระเนตรวงหน้านวลนิ่งไม่เห็นนางพักหนึ่งแล้ว ไม่รู้อย่างไร ความรู้สึกที่เรียกว่า ‘คิดถึง’ เหตุใดจึงเข้าจู่โจมดวงหทัยรวดเร็วปานนั้นทรงงานเสร็จก็รีบเสด็จกลับทันที การที่ตำหนักเหมันต์พิศุทธิ์มีใครสักคนรออยู่มันให้ความรู้สึกเช่นนี้เองหรอกหรือ
“เส่”
หลานชายตัวน้อยเรียกพระองค์แต่ดวงตาจ้องเป๋งกับสิ่งที่อยู่ในอุ้งหัตถา
“อาเฉินนะอาเฉินดูเหมือนจะอยากได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในมือเสด็จอาเสียเหลือเกินใช่ของเ้าหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย”
“เมื่อเขายังอยู่ในตำหนักนี้ของเล่นในมือข้าทุกชิ้นล้วนเพื่ออาเฉิน” พระองค์ตรัสแล้วก็ทรงยื่นเรือไม้ให้เด็กน้อยอาเฉินตาวาว แย้มยิ้มจนหน้าบาน
“เยือ” เขารู้ว่าสิ่งที่ถืออยู่ในมือคืออะไร เพียงแต่ยังออกเสียงได้ไม่ชัดเจนนัก
“ข้ามีของมอบให้เ้าด้วยนะ”
“ไม่น่าลำบากเลยนะเพคะหม่อมฉันไม่้าสิ่งใด”
้าเพียงพระองค์เสด็จกลับมาถึงอย่างปลอดภัยเท่านั้นแม้ปากอยากพูด แต่ใจกลับคิดได้ว่าไม่ควร นางจะถือฐานะอะไรเอ่ยประโยคเ่าั้ออกมาคงไร้ยางอายเกินไป
“กินข้าวกันก่อนเถอะแล้วค่อยคุยกัน” จะลำบากพระทัยกว่านี้แน่เมื่อเห็นว่าของเ่าั้เหมาะกับนาง แต่ทรงไม่ได้นำมันมาเพื่อมอบให้
ภาพที่เสวี่ยอ๋องเสด็จนำมีฉวนลี่ถิงเดินจูงมือองค์ชายน้อยตามติดไม่ห่างในสายตาคนในตำหนักเหมันต์พิศุทธิ์นั้นให้ความรู้สึกประหนึ่งครอบครัวสุขสันต์พร้อมหน้าภรรยาและลูกรอรับสามีกลับบ้านอย่างไรอย่างนั้นโดยเฉพาะในสายตาของหลินเฝ่ยเจินกับเจิ้งกงกงด้วยแล้วทั้งสองย่อมอยากเห็นนายเหนือหัวแต่งพระชายาเสียที ติดก็แต่ว่าชาติกำเนิดของ ฉวนลี่ถิงที่มองแล้วหมดทางไร้วี่แววจะสามารถเป็ไปได้อย่างมากก็คงเป็ได้แค่ระดับชายารองเท่านั้นเอง