บทที่ 5 รางวัลของข้าล่ะ
วันนี้หลี่เฉิงไห่ขุนพลหน้าหยกรับมอบหมายจากแม่ทัพใหญ่ให้มาสอนพลทหารผู้มีพระคุณยิงธนู นี่เป็ครั้งแรกของมู่เหยียนที่ได้จับธนู คันธนูหนักกว่าที่นางคิดไว้เล็กน้อย หลี่เฉิงไห่สาธิตการยิงธนูให้นางดูเพียงครั้งเดียวแล้วก็ปล่อยให้นางยิงเองเลยโดยไม่มีคำสอนหรือคำอธิบายใดๆ ทั้งสิ้น
ในเมื่อไม่คิดจะสอน นางก็ไม่คิดจะถาม มองแล้วพยายามจดจำมาฝึกเองรวมทั้งแอบเหล่มองทหารที่กำลังฝึกอยู่ไม่ไกล มู่เหยียนหรี่ตาลงเล็งเป้าข้างหน้าเมื่อเล็งได้เรียบร้อยก็ปล่อยสายทันที ลูกธนูพุ่งปักลงพื้นดิน จะเห็นได้ว่าพื้นบริเวณนี้เต็มไปด้วยลูกธนูหลายดอก
“เ้าโง่!”
มู่เหยียนกลอกตามองบน ในที่สุดหมอนี่ก็ทนมองไม่ไหวเลิกเอาแต่จ้องมองนางเงียบๆ
“แค่ท่ายืนก็ผิดแล้ว” เฉิงไห่เข้ามาพร้อมใช้ไม้ในมือตีต้นขานาง “กางขาอีก”
หญิงสาวส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ ทุกครั้งที่นางอยู่กับเฉิงไห่จะรู้สึกเหนื่อยเป็พิเศษ ไม่ใช่ร่างกายนะ จิตใจ!
“ทิ้งน้ำหนักลงกึ่งกลางระหว่างสองเท้า ตั้งศอกขึ้น ขึ้นอีก!”
แล้วก็ชอบขึ้นเสียงใส่ หูตึงหรืออย่างไร
“มือที่เกี่ยวสายธนูอย่าบิดไปทางใดทางหนึ่ง” หลี่เฉิงไห่ยืนเท้าสะเอวอยู่ข้างนาง “น้าวสายให้มาถึงปลายจมูก มืออยู่ใต้คาง ดี ค้างไว้ เล็ง... ยิง”
มู่เหยียนปล่อยลูกธนูออกไปทันทีที่ได้ยินคำสั่ง ลูกธนูเบี้ยวหลุดเป้า
“ห่วยแตก เอาใหม่!”
หญิงสาวร้องโอดโอยในใจ
กว่าจะฝึกเสร็จท้องฟ้าก็เปลี่ยนเป็สีโอรสแล้ว ไอ้เฉิงไห่สรรหาคำมาด่านางได้ตลอดเวลา เอาเป็ว่านางยิงโดนเป้าได้แล้วแต่เป็ขอบเป้านะ ถือว่าดีขึ้นจากที่แต่ก่อนยิงแต่พื้น ตอนนี้แขนทั้งสองข้างรู้สึกหนักมาก มู่เหยียนเดินหมดแรงไปยังจุดรับประทานอาหารเย็น รับอาหารมา เมื่อเจอจางฉวนก็ไม่รอช้าที่จะเข้าไปนั่งกินด้วย
“เป็อย่างไรบ้าง” จางฉวนทัก
“นรก” ก่อนจะเริ่มต้นบทสนทนาที่เต็มไปด้วยพฤติกรรมชวนต่อยตีของเฉิงไห่
จางฉวนหัวเราะเมื่อได้ยินนางบ่น แต่เขาก็รับฟังเสมอ
“ท่านแม่ทัพยังสอนดีกว่าตั้งเยอะ หมอนั่นเอาแต่ด่าๆๆ ไม่สอนข้าแล้วข้าจะทำเป็หรือ”
“แสดงว่าเ้าชอบท่านแม่ทัพมากกว่าท่านขุนพล”
มู่เหยียนชะงัก เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แน่นอนว่าเฟิงหลงสอนได้ดีกว่าเข้าใจมากกว่า แต่ฝึกโหดกว่า ขณะที่เฉิงไห่สอนไม่ได้เื่ แต่กลับไม่ได้เคี่ยวเข็นเท่าและยังปล่อยนางไว
“อืม...”
จางฉวนหัวเราะอีกครั้งเมื่อเห็นสหายสนิทขมวดคิ้วแน่น คิดไม่ตกว่าจะตอบคำถามเขาอย่างไร ชายหนุ่มจึงสรุปให้
“เ้าชอบท่านแม่ทัพมากกว่า”
“...คงงั้นมั้ง”
ตกดึกหลังจากการพักท้องย่อยอาหารแล้ว มู่เหยียนมักจะปลีกตัวมาทบทวนทักษะที่ได้เรียนรู้มาในแต่ละวันหลังกระโจมของตน นางรู้ว่านี่คือา ในสนามรบไม่มีใครปราณีใครอยู่แล้ว และนางเป็สตรีร่างกายไม่ได้แข็งแกร่งเทียบเท่าบุรุษ มู่เหยียนจึงหาเวลามาฝึกซ้อม ดังนั้นในสายตาของทุกคนจะเห็นว่ามู่เหยียนเป็คนขยัน เขามักจะฝึกหนักในทุกๆ วัน และทำดีขึ้นทุกครั้ง บางวันก็มีคนในหมู่มาร่วมด้วย
วันนี้นางอยากฝึกยิงธนูอีกรอบ มู่เหยียนตัดสินใจเดินไปลานเป้า สะบัดแขนไปมา มันปวดเล็กน้อยแต่นางคิดว่าคงไม่ได้ส่งผลต่อนางมากนัก จึงเดินไปยิงคันธนูขึ้นมา คว้าลูกธนูแล้วเดินไปซ้อม ทบทวนสิ่งที่เฉิงไห่สอน
เสียงฝึกยิงธนูดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทว่านางก็ยังไม่พอใจกับผลลัพธ์ ลูกธนูไม่พุ่งปักตรงกลางเป้าแม้แต่ดอกเดียว บางลูกพุ่งลงพื้น บางลูกปักต้นไม้ข้างเคียง มู่เหยียนสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะง้างธนูอีกครั้ง ดึงสายมาจรดริมฝีปาก
“หายใจเข้าแล้วเล็ง ระหว่างเล็งกลั้นหายใจไว้” เสียงทุ้มดังขึ้นข้างหู รู้สึกถึงไอความร้อนข้างตัวนาง มู่เหยียนทำตามทันที
เมื่อเห็นว่าคนข้างตัวทำตามแล้วก็เอ่ยต่อ “หายใจออก ยิง”
ฉึก!
หญิงสาวเบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น ลูกธนูปักเฉียดกึ่งกลางไปเพียงนิดเดียว
“สุดยอด” มู่เหยียนยิ้มกว้าง ดวงตาเปล่งประกาย ชี้เป้าพร้อมกับหันไปหาคนสอน “ท่านเห็นมั้ย”
“อืม” หวังเฟิงหลงพยักหน้ารับ มองคนที่ดีใจกับเื่อะไรง่ายๆ ก่อนจะสังเกตเห็นปลายนิ้ว เร็วเท่าความคิดคว้ามือพลทหารมาดู พบรอยบาดเป็ขีดๆและมีเืซิบ ไม่ต้องถามก็รู้ได้ว่ามาจากสายธนู
“เ้าฝึกมานานเท่าไรแล้ว”
มู่เหยียนครุ่นคิด “ไม่รู้สิ ข้าไม่ได้จับเวลา”
ครึ่งชั่วยามเห็นจะได้เมื่อเขาสังเกตลูกธนูบนพื้นและบริเวณโดยรอบมีมากกว่าสามสิบดอก ก่อนจะเคลื่อนสายตากลับมายังใบหน้าเนียนเมื่อมู่เหยียนเอ่ยเสียงนุ่ม
“แต่เป็เพราะท่านเลยนะข้าถึงยิงได้” ริมฝีปากบางคลี่ยิ้ม “ขอบคุณนะท่านแม่ทัพ”
ท่านแม่ทัพใหญ่จ้องมองรอยยิ้มตรงหน้าเพียงครู่
“เป็หน้าที่ของข้า...”
“นั่นแหละ” เฟิงหลงสอนนางดีกว่าเ้าปากหมาเฉิงไห่ตั้งเยอะ มู่เหยียนคว้าลูกธนูเตรียมฝึกยิงอีกรอบ แต่ก็ถูกมือหนารั้งแขนไว้
“วันนี้พอแค่นี้”
คนเพิ่งยิงถูกเป้าได้เป็ครั้งแรกปากคว่ำทันที “ข้าขอซ้อมต่ออีกสักหน่อย”
“ไม่ได้ นักรบที่ดีต้องรู้จักประมาณตน” หวังเฟิงหลงดุเสียงแข็ง “หากอยากทบทวนความรู้นัก ตามข้ามา”
มู่เหยียนอ้าปากค้าง นอกจากห้ามนางแล้วก็ไม่รอให้นางปฏิเสธอะไรทั้งนั้น เขาออกเดินนำหน้าทันที แล้วเช่นนี้นางจะอยู่ฝึกต่อได้อย่างไรนอกจากต้องวิ่งตามเขาไปน่ะ
หวังเฟิงหลงพานางมายังกระโจมแม่ทัพ เปิดตำราสอนเกี่ยวกับการเอาชนะข้าศึก วิธีการกุลยุทธ์ต่างๆ รวมไปถึงทบทวนสัญญาณธงที่นางต้องทราบว่าเมื่อเจอสัญญาณไหนควรจัดทัพอย่างไร เดินหน้า ถอยหลัง ถามตอบกันนานเป็เวลาหนึ่งชั่วยามแล้วจึงแยกย้ายกันไป
ผ่านมาอีกหนึ่งสัปดาห์ ตารางเวลานางบัดนี้กลายเป็ตอนเช้าออกกำลังกายกับหมู่ของตน กินข้าวเช้า ทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย กินข้าวเที่ยง ฝึกกับเฟิงหลง กินข้าวกับเฟิงหลง และเรียนรู้นอกเวลากับเฟิงหลง
นี่นางอยู่กับเฟิงหลงยิ่งกว่าขุนพลคนอื่นอีกนะเนี่ย
มู่เหยียนพบขุนพลอีกสองคนที่เหลือแล้ว หลิวเหวินหงกับสีจื่อโม่บางวันพวกเขาจะมาสอนแทนเฟิงหลงหากเขาไม่ว่าง ทั้งคู่ดูเป็มิตรกว่าเฉิงไห่มากนัก หลิวเหวินหงจะเงียบขรึมมากกว่าแต่ก็ใจเย็นค่อยๆ สอนนางเวลาไม่เข้าใจตรงไหนสามารถถามซ้ำได้จนกว่านางจะรู้เื่ ส่วนสีจื่อโม่เขาหุนหันไปบ้าง เสียงดังแต่ก็เป็มิตร
“ท่านแม่ทัพ ข้าคัดลอกตำราเล่มนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว” มู่เหยียนวางตำราสองเล่มบนโต๊ะทำงาน เล่มหนึ่งเป็ต้นฉบับอีกเล่มเป็เล่มที่นางคัดลอก
ที่นางต้องมาคัดลอกตำราเนื่องจากเมื่อสามสี่วันก่อนเฟิงหลงค้นพบว่า นางสามารถอ่านและเขียนได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งเป็ความสามารถที่ติดตัวมาจากร่างผู้หญิงคนนี้ ดังนั้นนอกจากจะสอนเื่รบแล้วจึงสอนอักษรจีนให้ด้วย
หวังเฟิงหลงหยิบตำราขึ้นมาเปิดดู พยักหน้าพอใจกับลายมือของลูกศิษย์ที่พัฒนาขึ้น
“ข้าขอรางวัล”
ท่านแม่ทัพได้ยินก็ละสายตาจากตำรา เลิกคิ้วขึ้นสูงไม่คิดว่าตนจะถูกขอรางวัล
“เนื่องในอะไร”
“ก็ข้าสามารถอ่านเขียนอักษรจีนได้แล้วอย่างไรเล่า” มู่เหยียนเอ่ยอย่างภาคภูมิ เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย นางหัวไวมิใช่น้อย
“เช่นนั้นจงอ่านนี่” เฟิงหลงชี้หน้าตำราของตนที่เปิดค้างไว้
“ได้เลย อืม กองทัพหรือ เอ่อ ขบวนศึกก็เหมือน สาย...สายน้ำ” ใบหน้าเนียนขยับเข้าใกล้ตำราโดยไม่รู้ตัว ดวงตากลมหรี่ลงและปากขมุบขมิบพยายามสะกดคำ จนไม่รู้ตัวเลยว่าบัดนี้หน้าเข้าใกล้อีกฝ่ายขึ้นเรื่อยๆ หากแต่อีกฝ่ายก็ไม่คิดจะเอื้อนเอ่ยทัก ได้แต่นั่งนิ่งจ้องมองพลทหารของตนที่พยายามอ่านอย่างสุดความสามารถ “น้ำมีรูป..ทรงตาม อืม...สัณ...อ๋อ สัณฐานของพื้นดิน!*”
มู่เหยียนฉีกยิ้มกว้างเมื่ออ่านจบ หันไปหาชายหนุ่มก่อนจะชะงักเมื่อรู้ตัวว่าเผลอเข้าใกล้เกินไป รีบยืดตัวขึ้น
“แล้วหมายความว่าอย่างไร” แม่ทัพหนุ่มถามต่อ ทำเป็ไม่เห็นถึงความเคอะเขิน
หญิงสาวครุ่นคิดในหัว น้ำเปลี่ยนแปลงรูปร่างตามที่อยู่ เช่นเดียวกับกองทัพ งั้นแสดงว่า
“กองทัพก็ควรปรับเปลี่ยนไปตามสภาพของข้าศึกแล้วจะได้รับชัยชนะ ถูกหรือไม่”
หวังเฟิงหลงพยักหน้ารับ “ถูกต้อง”
มู่เหยียนร้องเย้ในลำคอ รีบทวงรางวัลทันที
“งั้นท่านก็ให้รางวัลข้าได้แล้ว”
ั์ตาสีเข้มอ่อนแอลงเมื่อลูกศิษย์ยังคงถามหารางวัล เขาปิดตำราที่อ่านแล้วหมุนตัวไปหา “เ้าจะเอาอะไร”
ดวงหน้าเรียวปรากฏรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม แววตาแพรวพราวระยับแล้วเอ่ยขอเสียงดัง
“รอยยิ้มของท่านอย่างไรล่ะ!”
เฟิงหลงชะงัก รอยยิ้มของเขางั้นหรือ
“ยิ้มหน่อยสิท่านแม่ทัพ” ในนิยายเขาว่าเฟิงหลงเป็เสือยิ้มยาก แต่ยิ้มให้กับนางเอกบ๊อยบ่อย มีโอกาสดีๆ แบบนี้นางย่อมไม่เสียไป
รอยยิ้มที่ทำให้นางเอกเขินอายได้เป็อย่างไร นางอยากเห็นนัก
“ขออย่างอื่น” หวังเฟิงหลงขมวดคิ้ว
“โถ่ คำขอข้าง่ายนิดเดียว ยิ้มให้ดูหน่อยน้า” หญิงสาวอ้อน กะพริบตาปริบ “แบบนี้” แล้วนางก็ยิ้มให้ดูเป็ตัวอย่างฉีกยิ้มกว้างโชว์ฟัน
“ไปคัดอีกตำรา” แม่ทัพกดเสียงต่ำ โยนตำราอีกเล่มให้นาง
มู่เหยียนร้องประท้วงทันที “แล้วรางวัลของข้าล่ะ!”
“ข้าไม่ได้สัญญาว่าจะให้ตามสิ่งที่เ้าขอ” แม่ทัพโบกมือไล่ ทำให้หญิงสาวย่นจมูกใส่ คว้าตำราแล้วกระแทกเท้าไปคัดตำราบนโต๊ะอีกมุมหนึ่ง ส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ
“คัดไม่เสร็จไม่ต้องกลับ” น้ำเสียงยียวนชอบกล
“ขอรับ!”
หวังเฟิงหลงกลั้นขำในลำคอกับท่าทางหัวเสียของเด็กน้อยยามถูกขัดใจ ั์ตาสีเข้มฉายแววอ่อนโยน ก่อนจะยกมือขึ้นแตะมุมปากเมื่อรู้ตัวว่าตนเผลอยิ้มออกมา
รอยยิ้มที่มาจากใจหาใช่รอยยิ้มที่แสร้งทำ
ถ้าพลทหารหันกลับมาสักนิดล่ะก็...จะพบกับรอยยิ้มที่ตนถามหา
*คำแปลจากตำราพิชัยาสิบสามบทของซุนวู ฉบับแปลโดย พิชัย วาศนาส่ง มีนาคม 2531