หกวันหลังจากที่ซูเยว่ซินได้พบกับสองพี่น้องตระกูลกู้ที่ตลาดตวนอี เทศกาลชมดอกเบญจมาศประจำปีของเมืองหลวงก็เวียนมาถึง จวนใหญ่ๆ ต่างจัดงานชมดอกเบญจมาศอย่างไม่ให้น้อยหน้าผู้ใด จวนสกุลกู้เองก็เช่นกัน มีเพียงสองแม่ลูกที่กำลังนั่งทำหน้าเบื่อหน่ายอยู่ภายในเรือนของตน เพราะเป็อนุภรรยาและบุตรที่เกิดจากอนุภรรยา จึงไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปร่วมงาน กู้อี้เหวินรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตา ทว่าเขากลับไม่เคยยอมแพ้ ที่จะป่ายปีนขึ้นไปยังตำแหน่งที่สูง
“เหวินเอ๋อร์… เื่ที่แม่บอกเ้า เ้านำไปบอกแม่นางสกุลหลูแล้วหรือยัง” อนุซิน หรือซินอี้ถงเอ่ยถามบุตรชายออกมา สายตาก็หาได้ละจากผ้าในมือไม่
“บอกแล้วขอรับท่านแม่ เื่นั้นท่านโปรดจงวางใจ” เสียงทุ้มนุ่มฟังแล้วรื่นหูดังออกมาจากชายหนุ่มที่กำลังนั่งอ่านตำราอยู่ที่โต๊ะไม่ห่างกัน
“แล้วเ้ามั่นใจได้เยี่ยงไรว่าแม่นางหลูผู้นั้นจะยอมทำตาม” อนุซินยังคงไม่ไว้ใจสตรีของบุตรชาย เพราะเื่นี้หากผิดพลาดมีแต่สตรีผู้นั้นที่ต้องเป็ฝ่ายอับอาย
“สตรีผู้นั้นลุ่มหลงในหน้าตาและคำหวานของลูกจะตายไป นางย่อมทำตามสิ่งที่ลูก้าอย่างแน่นอน” ชายหนุ่มละสายตาจากตำราแล้วเงยหน้าตอบมารดาอย่างมั่นอกมั่นใจ
“หึ… ขอให้สำเร็จทีเถอะ แม่อยากเห็นสีหน้าของฮูหยินใหญ่ยิ่งนัก จัดงานเสียใหญ่โต บุตรีที่นางเฝ้าทะนุถนอมกลับทำตัวเป็เด็กที่ไร้การอบรมสั่งสอน”
ผู้ฟังเหยียดยิ้มออกมา ก่อนที่จะเบนสายตากลับไปสนใจตำราในมือต่อ เพราะถ้าหากครานี้เขายังสอบไม่ผ่านระดับชิวซื่ออีก มีหวังเขาต้องถูกพี่ชายต่างมารดา บดบังรัศมีความเป็บุตรชายของท่านสิงปู้ เ้ากรมการตุลาการไปจนหมดสิ้นเป็แน่ เพียงแค่ทุกวันนี้ชื่อเสียงของเขาก็ไม่เป็ที่กล่าวถึงแล้ว
“อ้อ…เ้าได้ยินเื่ที่เมืองหลวงของเรามีตระกูลแม่ทัพย้ายมาประจำการใหม่หรือยัง"
“ได้ยินแล้วขอรับท่านแม่” เขาตอบมารดาทว่าสายตาก็ยังคงกวาดตัวอักษรตรงหน้า
"หากเ้าสามารถผูกไมตรีกับคุณชายใหญ่ตระกูลแม่ทัพไว้ได้ก็ดี และแม่ยังได้ยินมาว่าตระกูลนี้ยังมีบุตรีด้วยนางหนึ่ง มีรูปโฉมงดงามยิ่งนัก หากเป็ไปได้…ถ้าเ้าได้นางมาเป็คู่หมาย หนทางการเป็ผู้นำตระกูลของเ้าในวันหน้านั้นคงไม่ยาก”
คำกล่าวของมารดาทำให้กู้อี้เหวินฉุกคิดทันที เขายังไม่เคยได้พบหน้าคุณชายใหญ่ตระกูลแม่ทัพ หรือคุณหนูรองที่มารดากล่าวมาเลยสักครา วันนี้หากเขาออกไปแอบมองผู้คนที่มาร่วมงานเลี้ยงภายในจวน ไม่แน่ว่าอาจจะได้เห็นหน้าของทั้งสองพี่น้องตระกูลแม่ทัพก็เป็ได้
“ท่านแม่…ถ้าเช่นนั้นข้าขอออกไปแอบดูว่าผู้ใดคือสองพี่น้องตระกูลแม่ทัพได้หรือไม่ วันนี้คนพวกนั้นจะต้องได้รับเชิญให้มาร่วมงานที่นี่เป็แน่ จะให้เสียโอกาสอันดีเช่นนี้ไปไม่ได้เป็อันขาด” เขารีบขออนุญาตมารดาทันที
อนุซินมีหรือจะขัดขวาง เพียงกำชับบุตรชายว่าให้แอบซ่อนตัวดีๆ เพราะเป็บุตรของอนุจึงมีข้อห้ามในการใช้ชีวิตในจวน เื่นี้ทำให้อนุซินรู้สึกไม่ได้รับความเป็ธรรมอยู่ไม่น้อย มีงานใหญ่ๆ ก็มักจะไม่ได้เข้าร่วม นอกจากงานเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ที่นางสามารถโผล่หน้าไปร่วมงานได้ หากภายภาคหน้าบุตรชายได้เป็ผู้นำตระกูล มีหรือที่นางจะยังคงมีชีวิตที่ต่ำต้อย ถูกกดอยู่ใต้อำนาจของฮูหยินใหญ่เช่นนี้
ทางด้านสวนดอกไม้ที่อยู่กลางจวน ซึ่งใช้เป็สถานที่จัดงาน มีศาลารายล้อมสระน้ำเอาไว้ สะพานไม้เป็ทางเดินเชื่อมระหว่างทางไปยังศาลาต่างๆ สาวรับใช้เดินกันให้ขวักไขว่เพื่อลำเลียงอาหารมาวางตามโต๊ะของแขกผู้มีเกียรติทั้งหลาย หญิงอยู่ทางด้านปีกซ้าย ชายอยู่ทางด้านปีกขวา ตระกูลซูเดินทางมาถึงไม่ช้าไม่ไวนัก
หลังจากคำนับทักทายใต้เท้ากู้และกู้ฮูหยินแล้ว กู้ฮูหยินจึงพาซูฮูหยินและบุตรีของนางไปนั่งร่วมโต๊ะกับเจียงฮูหยิน เหตุการณ์ล้วนเป็ไปเฉกเช่นในชีวิตก่อน ทำให้ซูเยว่ซินเริ่มแน่ใจว่า เหตุการณ์ที่สตรีผู้นั้นใส่ความคุณหนูรองสกุลกู้นั้นย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ดนตรีจากคณะดนตรีที่มีชื่อเสียงของเมืองหลวงเริ่มถูกบรรเลงขึ้น
ซูเยว่ซินสดับฟังท่วงทำนองก็เริ่มรู้สึกคุ้นเคย และรู้สึกว่าใกล้ถึงยามที่หลูเจียงหลี จะสั่งให้คนผลักคุณหนูสกุลเจียงตกลงไปในสระน้ำเข้ามาทุกที จากนั้นความวุ่นวายก็จะเกิดขึ้นจนงานในวันนี้กร่อยไปเลยทีเดียว แล้วนางจะทนเห็นแผนการของอีกฝ่ายสำเร็จได้เยี่ยงไรกัน ซูเยว่ซินเริ่มทำทีมองหาคุณหนูทั้งสองตระกูล ก็ไม่พบว่าพวกนางอยู่ในศาลา แต่ดูเหมือนว่าเจียงฮูหยินจะสังเกตเห็น นางจึงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เ้าคงเบื่อล่ะสิท่า ที่นี่มีแต่พวกผู้ใหญ่ ก่อนที่ซูฮูหยินกับคุณหนูรองซูจะมาถึง บุตรีของข้ากับคุณหนูรองสกุลกู้ พากันออกไปเดินชมดอกเบญจมาศทางสวนด้านขวาโน่นแน่ะ เ้าอยากจะไปตามหาพวกนางหรือไม่”
ซูฮูหยินมองบุตรสาวแล้วก็นึกเห็นใจ เพราะถึงเยี่ยงไรแล้วซินเอ๋อร์ของนางก็ยังคงเป็เด็กสาววัยแรกแย้ม คงจะอยากสนทนากับเด็กสาววัยเดียวกันเสียมากกว่า นางจึงบอกให้บุตรสาวลุกไปตามหาคุณหนูทั้งสอง ซูเยว่ซินได้โอกาสจึงลุกขึ้นยืนคำนับผู้าุโทั้งสอง แล้วจึงออกจากศาลาหลังนี้ มุ่งหน้าไปตามทางที่เจียงฮูหยินบอกมา
สตรีต่างวัยทั้งสองกำลังชื่นชมดอกเบญจมาศกันอยู่อย่างเพลิดเพลิน สาวรับใช้และผู้คุ้มกันคอยติดตามอยู่ไม่ไกล ครั้นซูเยว่ซินเดินเข้ามาใกล้ ผู้คุ้มกันก็ทำหน้าที่ของตน ทว่าเป็สาวรับใช้คนสนิทของกู้มู่หรงที่บอกว่าอย่าเสียมารยาท เพราะสตรีตรงหน้าคือคุณหนูรองแห่งจวนแม่ทัพ และก็เป็แขกคนสำคัญของคุณหนูรอง กู้มู่หรงเห็นว่าผู้มาใหม่คือผู้ใดจึงรีบปรี่เข้าไปหา
“คารวะพี่หญิงซู ท่านเพิ่งมาถึงหรือเ้าคะ” ซูเยว่ซินรับการคำนับก่อนที่จะนางจะคำนับสตรีอีกคนที่นางย่อมรู้จักอีกฝ่ายดีจากชีวิตก่อน สตรีที่มีรูปร่างบอบบาง แต่งกายด้วยอาภรณ์งดงามสีชมพูอ่อน นางส่งยิ้มออกมาอย่างมีมิตรไมตรี แล้วคำนับซูเยว่ซินเช่นกัน
“พี่หญิงเจียง นี่คือพี่หญิงซู คุณหนูรองแห่งจวนแม่ทัพ พี่หญิงซูนี่คือพี่หญิงเจียง คุณหนูใหญ่แห่งจวนท่านเ้าเมืองเ้าค่ะ” กู้มู่หรงรีบแนะนำพี่สาวทั้งสองให้รู้จักกันด้วยความยินดี ทั้งสองพยักหน้าพลางส่งยิ้มอย่างเป็มิตรให้กัน ก่อนที่กู้มู่หรงจะพาสตรีทั้งสอง เดินชมดอกเบญจมาศในสวนที่มารดาปลูกเอาไว้
ผู้ที่แอบมองอยู่ไม่ไกลถึงกับตกตะลึงในความงดงามของสตรี ที่เขาได้ยินบ่าวรับใช้ที่ให้ไปสืบมา บอกว่านางคือคุณหนูรองแห่งจวนแม่ทัพนั่นเอง หากนางมีรูปโฉมงดงามเช่นนี้ แล้วเขาจะต้องรังเกียจรังงอนไปไย ติดเพียงแค่ว่าสถานะของนางนั้นสูงส่งกว่าเขามากเกินไป แล้วเขาจะทำเยี่ยงไรให้นางหันมามองเขาดี ชายหนุ่มมองสตรีผู้นั้นอยู่เนิ่นนานพลางคิดแผนการอยู่ภายในใจ จากนั้นจึงรีบกลับเรือนเพื่อหารือกับมารดาของตนในทันที
คุณหนูทั้งสามเดินชมดอกเบญจมาศกันมาจนถึงสะพานข้ามสระน้ำ ที่เป็สะพานเชื่อมไปยังศาลาซึ่งมีบรรดาพวกผู้ใหญ่นั่งรอพวกนางอยู่ ทว่าจู่ๆ ฝั่งตรงข้ามกลับมีสตรีผู้หนึ่ง เดินมายังทางพวกตนเข้าพอดี ซูเยว่ซินมองเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายชัดเจนพลันหัวใจเต้นแรง นางจดจำได้เป็อย่างดีว่าสตรีผู้นี้คือสตรีชั่วช้าที่รวมหัวกับสามีในชีวิตก่อนของนางสังหารนาง นางกำมือเข้าหากันจนแน่นจิกเล็บลงกลางฝ่ามือ ความคับแค้นที่อยู่ในอกแทบจะปะทุออกมา ทว่านางจำต้องทำจิตใจให้สงบเพื่อทำลายแผนการของอีกฝ่าย สาวรับใช้ทางด้านหลังหลูเจียงหลี คือผู้ที่จะลงมือผลักคุณหนูใหญ่เจียงในยามที่เดินสวนทางกัน ครานี้มีนางอยู่ด้วยมีหรือเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้น
“คารวะคุณหนูใหญ่เจียง คุณหนูรองกู้ เอ่อ…แม่นางใช่คุณหนูรองจวนแม่ทัพใช่หรือไม่เ้าคะ”
หลูเจียงหลีที่มาร่วมงานในวันนี้เช่นกันคำนับสตรีทั้งสามพร้อมทั้งกล่าวทักทายออกมา รอยยิ้มเสแสร้งไม่จริงใจที่นางแสดงออกมาทำให้ซูเยว่ซินรู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมาทันที เหตุใดชีวิตก่อนนางถึงได้มองอีกฝ่ายไม่ออกกัน หรือจะเป็เพราะนางเป็สตรีที่โง่งมจริงๆ
“ตามสบายเถิดแม่นางหลู ใช่แล้วนี่คือพี่หญิงซู คุณหนูรองสกุลซู ตระกูลแม่ทัพที่เพิ่งย้ายเข้ามาประจำการในเมืองหลวงของเรา” กู้มู่หรงกล่าวออกมาอย่างไม่ถือตน นางรู้ดีว่าอีกฝ่ายนั้นไม่ค่อยชอบหน้าตนนัก เพราะอีกฝ่ายมีไมตรีกับพี่ชายรอง พี่ชายต่างมารดาของนาง
“ยินดีที่ได้พบเ้าค่ะ” หลูเจียงหลีหันไปผูกมิตรกับคุณหนูรองสกุลซูทันที ทว่าสีหน้าท่าทางของอีกฝ่ายที่แสดงออกมานั้นช่างเ็ายิ่งนัก เพราะสตรีผู้นี้ไม่แม้แต่จะมองหน้านาง หลูเจียงหลีนึกขุ่นเคืองอยู่ภายในใจ ทว่ากลับไม่กล้าที่จะแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมา
“ท่านแม่ของพวกข้ารออยู่ เห็นทีต้องขอตัวก่อน” คุณหนูใหญ่สกุลเจียงกล่าวออกมา นางไม่อยากแม้แต่จะพูดคุยกับสตรีตรงหน้า เพราะผู้ใดในวัยนางบ้างที่จะไม่รับรู้ถึงความน่ารังเกียจของอีกฝ่าย
หลูเจียงหลีไม่รั้งบรรดาคุณหนู ซึ่งเป็บุตรีของภรรยาเอกทั้งสามเอาไว้ให้ตนต้องอับอาย นางจึงทำท่าคำนับส่งอย่างอ่อนน้อม ทว่านางกลับแอบส่งสัญญาณให้แก่สาวรับใช้ที่ติดตามนางมา ว่าให้ลงมือตามแผนการที่วางไว้ แต่มีหรือที่การกระทำเหล่านี้จะรอดพ้นสายตาของซูเยว่ซิน ริมฝีปากงามแสยะยิ้มออกมา ก่อนที่นางจะเดินติดตามรั้งท้ายคุณหนูทั้งสองไปไม่ห่าง
แต่แล้วระหว่างทางเดินที่พวกนางต้องเดินผ่านกันนั้นคับแคบ สาวรับใช้ผู้นั้นกลับทำท่าจะเหมือนจะหกล้มแล้วเซจะไปชนเข้ากับกู้มู่หรง เพื่อที่จะทำให้ร่างของกู้มู่หรงไปกระแทกร่างของคุณหนูใหญ่สกุลเจียงให้ตกน้ำไป ทว่าความว่องไวของซูเยว่ซินที่เดินรั้งท้ายมา รีบเข้าไปดึงกู้มู่หรงและเจียงซีหรูให้ถอยหลังออกมา ทำให้สาวใช้ผู้นั้นพุ่งกายไปกระแทกราวสะพาน แล้วตกลงไปในน้ำแทน
หลูเจียงหลีถึงกับตาเบิกโพลง ด้วยไม่คิดว่าแผนการที่วางเอาไว้จะผิดพลาด นางหันไปมองคุณหนูรองสกุลซูก็พบว่าอีกฝ่ายกำลังยกยิ้มให้นางเพียงเล็กน้อย ใจของหลูเจียงหลีกระตุกวูบ นางรีบหลบสายตาของอีกฝ่าย แล้วมองไปยังสาวรับใช้ของนางทันที สาวรับใช้ที่ตกลงไปในน้ำรีบตะเกียกตะกายเรียกร้องให้คนช่วย ทำให้ผู้คนในงานพากันตกอกใ รีบโผล่หน้าออกมาดูว่าเกิดเื่อันใดขึ้น
ผู้ติดตามบางคนที่ติดตามเ้านายมา รีบะโน้ำลงไปช่วยผู้ที่ตกลงไปในน้ำทันที หลูเจียงหลีที่กำลังจะหันไปตำหนิคุณหนูรองสกุลกู้ กลับต้องชะงักปากของตน เพราะนางยังไม่ทันกล่าวสิ่งใดออกมา เสียงหวานของคุณหนูรองตระกูลแม่ทัพก็ดังขึ้นอย่างเยือกเย็น
“ระวังหน่อย เพราะหากเป็ข้าที่ตกลงไป มิใช่เพียงแค่สาวรับใช้ผู้นั้นที่จะต้องชดใช้ คนที่สั่งการของนางย่อมต้องถูกทรมานด้วยเช่นกัน"
ขนอ่อนของหลูเจียงหลีลุกชัน นางไม่เคยพบเจอกับคุณหนูรองจวนแม่ทัพมาก่อน และไม่เคยมีความแค้นอันใดกับอีกฝ่าย ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใด ใจนางจึงรู้สึกหวาดกลัวอีกฝ่ายยิ่งนัก เห็นว่าสถานการณ์ไม่ดีแล้ว นางจึงต้องเก็บปากเก็บคำที่จะกล่าวออกมา แล้วรีบเข้าไปดูสาวใช้ที่ติดตามตนมาในทันที แผนการวันนี้ของนางล้มไม่เป็ท่า ไม่รู้ว่าคุณหนูรองจวนแม่ทัพรู้ได้เยี่ยงไร ว่าสาวรับใช้ของนาง้ากระทำสิ่งใด แต่การที่นางทำงานล้มเหลวเช่นนี้ เขาผู้นั้นจะต้องตำหนิและไม่สนใจไยดีนางเป็แน่ ถ้าเป็เช่นนั้นแล้วนางจะทำเยี่ยงไรดี
หลังจากที่หลูเจียงหลีจากไปแล้ว คุณหนูทั้งสองจึงรีบคำนับขอบน้ำใจซูเยว่ซิน ที่มองเห็นสิ่งผิดปกติและยื่นมือให้ความช่วยพวกนางเอาไว้ได้ทัน มิเช่นนั้นพวกนางคงทำให้บิดามารดาต้องรู้สึกอับอายขายหน้าเป็แน่ ทั้งสองต่างคิดเห็นตรงกันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็แผนการของสตรีผู้นั้น ทำให้ภายในใจพากันนึกขุ่นเคืองอยู่ไม่น้อย
“ขอบน้ำใจพี่หญิงซูยิ่งนักเ้าค่ะ หากท่านไม่ว่องไว รีบคว้าตัวข้าและพี่หญิงเจียงเอาไว้ ป่านนี้พวกเราคงจะต้องเป็ฝ่ายที่ตกลงไปในน้ำแทนสาวใช้ผู้นั้นเสียแล้ว”
“ข้าฝึกวรยุทธ์มาเล็กน้อย ทำให้หูตาว่องไว พวกเ้าไม่เป็อันใดก็ดีแล้ว รีบกลับไปหาพวกผู้ใหญ่กันเถิด ป่านนี้พวกนางคงจะเป็ห่วงพวกเราแย่แล้ว”
ซูเยว่ซินยิ้มกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงถ่อมตน ก่อนที่นางจะจับมือคุณหนูทั้งสองให้เดินตามนางไป ไม่แม้ที่จะสนใจหันกลับไปมองสตรีที่มองตามพวกนางด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา
หลังจากงานเลี้ยงเลิกลา ผู้มาเยือนก็พากันแยกย้ายกลับจวนของตน ตระกูลซูเองก็เช่นกัน ซูเยว่ซินรู้สึกอารมณ์ดียิ่งนัก เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นได้ผิดเพี้ยนไปจากชีวิตก่อนแล้ว นางสามารถแก้ไขเื่ร้ายให้กลายเป็ดีได้ แม้ไม่ได้เอาความสาวรับใช้ผู้นั้น คุณหนูรองสกุลกู้กับคุณหนูใหญ่สกุลเจียง ต่างก็พอที่จะพากันคาดเดาได้ว่า เป็ความตั้งใจของผู้ใด เพียงแต่ทั้งสองไม่รู้ถึงจุดประสงค์ของอีกฝ่าย และไม่รู้ตัวว่าพวกนางไปทำสิ่งใดให้อีกฝ่ายชิงชัง จนถึงขั้นวางแผนทำให้พวกนางต้องอับอาย
“คุณหนูรองเ้าคะ เหตุใดคุณหนูรองกู้กับคุณหนูใหญ่เจียงไม่เอาผิดสาวรับใช้ผู้นั้นเล่าเ้าคะ ข้าน้อยเห็นว่าอีกฝ่ายตั้งใจชัดๆ” ชิงหลวนเอ่ยถามคุณหนูรองออกมาอย่างไม่เข้าใจ
“เ้าเองก็มองออกเช่นนั้นรึ ว่าอีกฝ่ายตั้งใจ” ซูเยว่ซินเอ่ยถามสาวรับใช้คนสนิทด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ หากเป็เช่นนี้ชีวิตก่อนชิงหลวนก็สังเกตเห็นแล้วหรือไม่ แต่เพราะเหตุใดถึงไม่ยอมบอกนาง ปล่อยให้นางเชื่อว่าคุณหนูรองกู้นิสัยไม่ดีไปเสียได้
“ข้าน้อยมองไม่ออกหรอกเ้าค่ะ แต่พอได้เห็นคุณหนูรองที่รีบดึงคุณหนูทั้งสองให้ถอยหลังมา ข้าจึงมองเห็นว่าสาวรับใช้ผู้นั้นตั้งใจ เพราะหากคนไม่ตั้งใจจะพุ่งเข้าไปชนราวสะพานอย่างแรงเช่นนั้นหรือเ้าคะ”
ข้อสงสัยของชิงหลวนทำให้ซูเยว่ซินฉีกยิ้มออกมา นางพอจะเข้าใจแล้วว่าที่จริงแล้ว ชีวิตก่อนชิงหลวนเองก็มองไม่ออกเช่นกัน เพราะชีวิตก่อนนางหาได้สอดมือเข้าไปยุ่งกับเหตุการณ์นี้ไม่ จึงได้เห็นเพียงจากที่ไกลๆ เท่านั้น เลยพากันเข้าใจผิดไปตามที่สตรีผู้นั้น้าให้ทุกคนได้เข้าใจ
“จะว่าไปก็สมน้ำหน้านะเ้าคะ ทำงานไม่สำเร็จยังต้องมารับกรรมอีก แต่ยามที่กลับจวนไปสาวรับใช้ผู้นั้นคงหนีไม่พ้นถูกคุณหนูผู้นั้นสั่งลงโทษเป็แน่ เหตุใดสตรีที่มีใบหน้างดงามถึงได้มีจิตใจต่ำทรามเช่นนั้นกัน คุณหนูรองอย่าได้ไปคบหากับสตรีเช่นนั้นเชียวหนาเ้าคะ ไม่เป็ผลดีกับคุณหนูรองแน่ๆ” ชิงหลวนยังพูดออกมาตามที่ตนเองคิด
ซูเยว่ซินรับฟังอีกฝ่ายอย่างเงียบๆ ในใจพลันรู้สึกยินดี อย่างน้อยชีวิตนี้ก็ยังมีชิงหลวนที่คอยช่วยเตือนสติ หากในชีวิตก่อนนางปล่อยให้ชิงหลวนได้แสดงความเห็นของตนเองออกมาได้อย่างเต็มที่เช่นนี้ มีหรือที่นางจะหลงเดินทางผิด นางส่งยิ้มให้อีกฝ่ายแล้วรับปากว่าจะไม่คบหากับสตรีจากสกุลหลูเด็ดขาด ชิงหลวนรู้สึกโล่งใจก่อนที่จะยิ้มแย้มออกมาแล้วบอกเล่าเื่ราวของคุณชายคุณหนูในตระกูลกู้ให้นางได้ฟัง จนรถม้าถึงจวนตระกูลซู