ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 378 : ประกาศิตหักหอกสวรรค์

จารึกที่ 378 : ประกาศิตหักหอกสวรรค์ : มหาปราชญ์ร่วงหล่น


แรงสะท้อนจากการปะทะที่แหวกทะลวงวงเวทสีทองบนฟากฟ้า ก่อให้เกิดพายุพลังงานที่กราดเกรี้ยวพัดกระหน่ำไปทั่วอาณาบริเวณรัศมีหมื่นลี้ หมู่เมฆสีทองหม่นที่เคยปกคลุมมืดมิด บัดนี้ถูกฉีกขาดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เผยให้เห็นท้องฟ้าสีครามที่ถูกย้อมด้วยสีแดงฉานประดุจโลหิต


ร่างของมหาปราชญ์เทียนกังที่ถอยร่นไปหลายก้าว กลางห้วงอวกาศที่บิดเบี้ยว หยุดชะงักลง ชุดเกราะทองคำบริสุทธิ์ของเขามีรอยแตกร้าวเล็กๆ ปรากฏขึ้นที่หัวไหล่ แม้จะเป็นเพียงรอยขีดข่วนบางเบา ทว่าสำหรับตัวตนระดับผู้คุมกฎแห่งวิหารเทพอนันตกาล นี่คือความอัปยศที่มิอาจล้างบางได้ด้วยสิ่งใดนอกจากความตายของผู้กระทำ


ดวงตาสีทองกระด้างของเทียนกังหรี่ลง ทอดมองผ่านรอยแยกของเมฆาลงไปยังหุบเขาศิลาจารึก ค่ายกลคลุมนภาโปร่งแสงที่เคยมีรอยร้าว บัดนี้กลับผสานตัวแน่นแฟ้นยิ่งกว่าเดิมด้วยเส้นสายอักขระสีเทาเงินยวงที่ไหลเวียนอยู่ภายใน


"อักขระสูญตา..." เทียนกังเค้นเสียงลอดไรฟัน น้ำเสียงของเขามิได้ดังกังวานก้องอีกต่อไป ทว่าแฝงความเย็นเยียบที่สามารถแช่แข็งวิญญาณ "พวกขยะที่หลงเหลือจากยุคก่อน... บังอาจนำวิชาที่ถูกสาปมาดัดแปลงเป็นตาข่ายดักจับกฎเกณฑ์แห่งสวรรค์ เจ้าคิดหรือว่าลูกไม้ตื้นๆ เช่นนี้ จะสามารถต่อกรกับสัจธรรมที่แท้จริงได้!"


เบื้องล่าง บนลานกว้างหน้าตำหนักประธาน อาเจียยืนหยัดอย่างมั่นคง แขนขวาที่ฝังมวลธาตุดั้งเดิมยังคงทาบลงบนพื้นศิลา เชื่อมต่อกับชีพจรหมื่นอักขระใต้แผ่นดิน ชายหนุ่มรับรู้ได้ถึงความผันผวนของมวลธาตุใต้ฝ่าเท้าที่กำลังเดือดพล่านจากการดูดซับพลังงานสะท้อนกลับเมื่อครู่


"ชิงเสวี่ย ปิงอวิ๋น!" อาเจียแผดเสียงสั่งการโดยไม่ละสายตาจากฟากฟ้า "ชีพจรดินกำลังรองรับพลังงานส่วนเกินมากเกินไป! หากปล่อยไว้อาจเกิดปฏิกิริยาสะท้อนกลับจากภายใน จงใช้ค่ายกลมิติและเถาวัลย์ศิลา ชักนำพลังงานเหล่านั้นให้ไหลกระจายออกไปหล่อเลี้ยงป่าไม้และสายน้ำในหุบเขา อย่าให้มันอัดแน่นอยู่ที่แกนกลาง!"


"รับคำสั่ง!" หลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋นประสานมุทราพร้อมกัน ม่านมิติที่ซับซ้อนถูกกางออกเบื้องล่าง คอยหักเหทิศทางการไหลของปราณที่เดือดพล่าน ขณะที่เถาวัลย์พฤกษาศิลาทำหน้าที่ประดุจท่อส่งน้ำ ระบายความร้อนระอุออกสู่ขุนเขารอบด้าน ต้นไม้ในหุบเขาพลันเติบโตอย่างบ้าคลั่ง ใบไม้สีเขียวมรกตเปล่งประกายสีทองเรืองรอง


"พวกเจ้าระวังเบื้องบนให้ดี! มันยังไม่จบเพียงเท่านี้!" ฉินมู่หลางตวาดเตือน ยอดกระบี่หนุ่มก้าวออกมายืนบังหน้าสตรีทั้งสอง รังสีอำมหิตพุ่งทะยานจากด้ามกระบี่หยกเย็น เตรียมพร้อมปะทะทุกเมื่อ


บนฟากฟ้า มหาปราชญ์เทียนกังประสานมือเข้าหากันช้าๆ กลิ่นอายพลังที่เหนือล้ำกว่าขอบเขตเซียนมนุษย์หลายสิบช่วงตัว ระเบิดออกอย่างไม่มีการออมรั้ง


"ในเมื่อตาข่ายของเจ้ากลืนกินพลังงานได้... เช่นนั้น ข้าก็จะใช้ 'น้ำหนักแห่งมิติ' ที่ไม่มีพลังงานใดให้กลืนกิน บดขยี้พวกเจ้าให้แหลกคาตาข่ายนั่นเอง!"


เทียนกังใช้วิถีเต๋าแห่งการควบคุมพื้นที่ บังคับให้มวลอากาศธาตุรอบหุบเขาศิลาจารึกทั้งหมด 'หดตัว' อย่างฉับพลัน! ท้องฟ้าเหนือหุบเขาพลันมืดมิดลง มิใช่เพราะเมฆหมอก ทว่าเพราะมิติเบื้องบนถูกดึงลงมากดทับประดุจแผ่นเหล็กกล้าขนาดยักษ์ที่มองไม่เห็น


นี่มิใช่การโจมตีด้วยปราณ ทว่าเป็นการใช้ 'กฎเกณฑ์เชิงพื้นที่' เข้าบีบอัด!


*กร๊อบ! แกร๊บ!*


เสียงลั่นของค่ายกลคลุมนภาดังระงม โดมโปร่งแสงที่เคยยืดหยุ่น เริ่มถูกบีบให้แบนราบลงมาเรื่อยๆ อักขระสีเทาเงินยวงที่วิ่งวนอยู่บนโดม พยายามจะดูดซับแรงกดทับ ทว่าไม่อาจทำได้ เพราะสิ่งที่กดทับลงมาคือ 'ความว่างเปล่าที่มีน้ำหนัก' หาใช่ปราณพลังงานไม่!


"อาเจีย! ค่ายกลกำลังจะถูกบีบจนแตก!" เฟิงอี้หรานตะโกนอย่างร้อนรน แส้เพลิงของเขาพุ่งขึ้นไปแผดเผามิติเบื้องบน ทว่าเปลวไฟกลับถูกบดขยี้จนดับมอดไปในพริบตา


"มันกำลังใช้ตรรกะแห่งพื้นที่..." อาเจียหรี่ตาลง ดวงตาทอประกายสีเทาเงินยวงอย่างเข้มข้น ชายหนุ่มมิได้ตื่นตระหนก ทว่าเขากำลังใช้สติปัญญาที่ลอกคราบมาจากความทรงจำของราชาองค์ก่อน ในการคำนวณหาวิถีแห่งการบัญญัติ


"พื้นที่... คือความกว้างและความลึก หากมันบีบอัดความกว้าง เราก็ต้องขยายความลึก!"


อาเจียไม่ได้วาดอักขระขึ้นไปต้านรับเบื้องบน ทว่าเขาใช้พู่กันนิรันดร์ วาดเส้นสายอักขระ 'ผ่ามิติ' ลงบนพื้นศิลาของลานประธาน!


"พี่มู่หลาง! ท่านคือผู้ที่เชี่ยวชาญการตัดรอยต่อที่สุด!" อาเจียหันไปหายอดกระบี่หนุ่ม "ข้าจะเปิดเส้นทางชีพจรดินให้ท่าน จงใช้เจตจำนงกระบี่ของท่าน ผสานกับอักขระพิฆาตทัพ... 'แทง' ทะลวงมิติขึ้นไป ไม่ใช่เพื่อทำลายแรงกดทับ ทว่าเพื่อ 'เจาะรู' ให้น้ำหนักของมิตินั้น ไหลรั่วออกไปสู่ความว่างเปล่าเบื้องหลังเทียนกัง!"


ฉินมู่หลางเบิกตากว้าง เข้าใจในตรรกะอันล้ำลึกนั้นทันที! "ให้ข้าเป็นเข็มเจาะลูกโป่งสินะ! ย่อมได้!"


ยอดกระบี่หนุ่มกระโดดขึ้นไปยืนบนจุดที่อาเจียวาดอักขระผ่ามิติ รังสีอำมหิตสีขาวโพลนถูกบีบอัดจนกลายเป็นเพียงจุดแสงขนาดเท่าปลายเข็มที่ปลายกระบี่หยกเย็น


"กองธงพิฆาตทัพ! ส่งเจตจำนงของพวกเจ้ามาให้ข้า!"


พยนต์ศิลาสองพันตัวชูแขนขึ้น ส่งผ่านรังสีอำมหิตสีดำทะมึนไปตามจารึกบัญชาทัพ หลอมรวมเข้ากับจุดแสงที่ปลายกระบี่ของมู่หลาง จนมันเปลี่ยนเป็นสีดำเจือขาวที่น่าสะพรึงกลัว!


"วิถีกระบี่หิมะสังหาร บัญญัติใหม่: ด้ายดำทะลวงมิติ!"


มู่หลางทะยานร่างขึ้นสู่ฟากฟ้าประดุจเส้นด้ายสีดำที่พุ่งตัดความมืด! เขามิได้พุ่งเข้าปะทะกับมวลมิติที่บีบอัดลงมาทั้งแผง ทว่าเขาเล็งเป้าไปยังจุดศูนย์กลางของแรงกดทับนั้น!


*ฉัวะ!*


ไม่มีเสียงระเบิดกึกก้อง มีเพียงเสียงคล้ายผ้าไหมถูกกรีดขาด รังสีกระบี่ที่บีบอัดจนถึงขีดสุด ผสานกับพลังแห่งอักขระสูญตา เจาะทะลวงผ่านแผ่นมิติที่มหาปราชญ์เทียนกังสร้างขึ้นอย่างง่ายดาย!


และเมื่อมิติที่ถูกบีบอัดอย่างหนาแน่น เกิดรอยรั่วเพียงเล็กน้อย... ผลลัพธ์ย่อมหายนะ!


มวลน้ำหนักเชิงพื้นที่ที่ถูกเทียนกังรวบรวมไว้ พลันหาทางออก มันพุ่งทะลักผ่านรูรั่วที่มู่หลางเจาะไว้ ย้อนศรกลับพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้าเบื้องบน ประดุจสายน้ำที่พุ่งออกจากเขื่อนที่แตกพ่าย!


"อะไรกัน!"


เทียนกังเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด มวลมิติที่เขาเป็นผู้ควบคุม บัดนี้พุ่งสวนกลับมาหาเขาด้วยความเร็วและน้ำหนักที่เพิ่มทวีคูณจากการถูกอัดแน่น!


มหาปราชญ์แห่งสวรรค์ต้องเร่งรีบประสานมุทรา กางโล่ปราณสีทองคำบริสุทธิ์เพื่อต้านรับน้ำหนักของมิติที่ตนเองสร้างขึ้น!


*โครมมมมมม!*


ร่างของเทียนกังถูกกระแทกอย่างจัง โล่สีทองคำปริแตก ร่างของมหาปราชญ์ปลิวละลิ่วถอยหลังไปหลายร้อยจั้ง เลือดสีทองคำหยดหนึ่งร่วงหล่นลงมาจากมุมปากของบุรุษผู้หยิ่งยโส!


"บัดนี้!" อาเจียแผดเสียงก้อง ไม่ปล่อยให้ศัตรูได้ตั้งตัว ชายหนุ่มยกพู่กันนิรันดร์ขึ้น อาศัยจังหวะที่เทียนกังเสียสมดุล ดึงเจตจำนงจากพยนต์ศิลาทั้งหนึ่งหมื่นตัว!


"อี้หราน! ชิงเสวี่ย! ปิงอวิ๋น! หลิงเอ๋อร์! ปลดปล่อยพลังทั้งหมดของพวกเจ้า ผ่านโครงข่ายพยนต์ศิลา!"


สหายทั้งสี่ตอบรับอย่างพร้อมเพรียง! เพลิงบรรพกาล มิติพับซ้อน เถาวัลย์ศิลา และเนตรดารา ถูกถ่ายทอดผ่านจารึกบัญชาทัพ หลอมรวมเข้ากับเจตจำนงของพยนต์หนึ่งหมื่นตัว!


อาเจียใช้พู่กันนิรันดร์เป็นสื่อกลาง ตวัดวาด 'อักขระหอกบัญญัติสวรรค์' ขนาดยักษ์กลางอากาศธาตุ!


หอกที่ประกอบขึ้นจากวิถีเต๋าทั้งห้าสาย และมวลธาตุความว่างเปล่าจากหมึกดั้งเดิม พุ่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้าด้วยความเร็วที่ทำลายกฎเกณฑ์แห่งกาลเวลา!


เทียนกังที่เพิ่งตั้งหลักได้ เบิกตากว้างเมื่อเห็นหอกมหาประลัยพุ่งเข้าหา เขาพยายามจะวาดวงเวทเคลื่อนย้ายมิติเพื่อหลบหนี ทว่า...


"สายไปแล้ว! เนตรดาราตรึงวิถี!" เฟิงหลิงเอ๋อร์บนหอคัมภีร์แผดเสียง รอยสักกลุ่มดาวหมุนวน บังคับให้โครงสร้างมิติรอบตัวเทียนกังหยุดนิ่งไปเสี้ยวลมหายใจ!


เพียงเสี้ยวลมหายใจนั้น ก็เพียงพอสำหรับหอกบัญญัติสวรรค์!


*ฉึก! ตูมมมมมมมมมมมมม!*


หอกอักขระพุ่งทะลวงเข้าที่หัวไหล่ซ้ายของมหาปราชญ์เทียนกัง! ชุดเกราะสีทองคำที่แข็งแกร่งที่สุดแหลกสลาย ร่างของเทียนกังถูกกระแทกทะลวงพุ่งทะยานออกไปนอกชั้นบรรยากาศของโลกเซียน! โลหิตสีทองคำสาดกระจายร่วงหล่นลงมาประดุจสายฝนแห่งความพ่ายแพ้!


เสียงกรีดร้องด้วยความเคียดแค้นของมหาปราชญ์ดังกังวานก้อง ก่อนที่ร่างของเขาจะหายลับไปในรอยแยกมิติที่ปิดตัวลงอย่างรวดเร็ว


ความเงียบงันระดับอสงไขยเข้าปกคลุมหุบเขาศิลาจารึกอีกครั้ง มีเพียงเสียงหอบหายใจอย่างหนักหน่วงของสหายทั้งห้า และเสียงข้อต่อของพยนต์ศิลาที่กำลังระบายความร้อน


ฉินมู่หลางร่อนลงมายืนบนลานประธาน ยอดกระบี่หนุ่มสอดกระบี่เข้าปลอกด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้ากลับกว้างขวางที่สุดเท่าที่เคยมีมา


"พวกเรา... เพิ่งจะเจาะรูและเตะก้นมหาปราชญ์แห่งสวรรค์ให้กระเด็นกลับไป... นี่ข้าไม่ได้ฝันไปใช่หรือไม่?" เฟิงอี้หรานทิ้งตัวลงนอนแผ่หราบนพื้นศิลา หัวเราะร่วนอย่างบ้าคลั่ง


หลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋นทรุดตัวลงนั่งพิงกันและกัน รอยยิ้มแห่งความโล่งอกและความภาคภูมิใจฉายชัดบนใบหน้าของสตรีทั้งสอง


อาเจียลดพู่กันนิรันดร์ลง ชายหนุ่มทอดสายตามองละอองโลหิตสีทองคำที่ร่วงหล่นลงมาสัมผัสกับม่านค่ายกลคลุมนภา ก่อนจะสลายหายไป เขาไม่ได้แสดงความดีใจอย่างออกหน้าออกตา ทว่าแววตาของเขาเปี่ยมด้วยความเด็ดขาดที่ลึกล้ำยิ่งกว่าเดิม


"สวรรค์มิได้ไร้พ่าย และมหาปราชญ์ก็มีเลือดเนื้อที่จะหลั่งได้เช่นกัน"


อาเจียหันมาสบตากับสหายร่วมตายทุกคน น้ำเสียงของเขาหนักแน่นและกังวาน "วันนี้ เราได้พิสูจน์แล้วว่า วิถีเต๋าที่พวกเจ้าขัดเกลามา และพลังแห่งความร่วมมือ สามารถฉีกกระชากกฎเกณฑ์ของวิหารเทพอนันตกาลได้... ทว่า การบาดเจ็บของมหาปราชญ์เทียนกัง จะเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่สวรรค์จะอดทนกับพวกเรา"


ชายหนุ่มก้าวเดินไปที่ขอบระเบียง ทอดสายตามองลงไปยังชีพจรหมื่นอักขระที่บัดนี้ไหลเวียนอย่างสงบใต้หุบเขา


"จงพักผ่อนและรักษาบาดแผลให้เต็มที่เถิด ขุนพลของข้า... เมื่อตะวันรุ่งขึ้น เราจะเริ่มขุดค้นความรู้ที่หลับใหลอยู่ใต้ชีพจรนี้ เพื่อยกระดับสำนักหมื่นอักขระ ให้กลายเป็นปราการที่ไม่มีกองทัพใดในสามภพกล้าเหยียบย่างเข้ามาอีกตลอดกาล!"


มหากาพย์แห่งการต่อต้านได้จารึกชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด ผู้ถูกลบนามได้หักหอกแห่งสวรรค์และทำให้มหาปราชญ์ต้องหลั่งเลือด ข่าวลือนี้จะแพร่สะพัดไปทั่วโลกเซียนประดุจพายุเฮอริเคน และสำนักหมื่นอักขระ ได้ประกาศจุดยืนอย่างเป็นทางการแล้ว ว่าพวกเขาคือขุมกำลังขั้วที่สาม ที่พร้อมจะล้มล้างกระดานอำนาจเดิมของสามภพ!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน