ท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือเขาใหญ่สวยงามราวภาพวาดพระจันทร์สีเงินลอยเด่นอยู่กลางฟ้ารายล้อมด้วยดวงดาวนับพันที่พร่างพรายราวผงเพชรโปรยอยู่บนผืนกำมะหยี่สีดำสายลมหนาวพัดเอื่อยผ่านยอดไม้ ทุกอย่างเงียบงาม ทุกอย่างดูสมบูรณ์
ยกเว้นหัวใจของคนคนหนึ่งกานต์แก้วยืนอยู่กลางสะพานไม้สีขาวสายตายังคงทอดมองไปยังดวงดาวเบื้องบนคำถามที่เธอเอ่ยออกไปเมื่อครู่ยังลอยค้างอยู่ในอากาศ
"ถ้าวันไหนไม่มีพระจันทร์ดวงดาวจะอยู่ได้ไหมคะ"
ต้นไม้เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มบาง ๆ รอยยิ้มที่อบอุ่นเหมือนทุกครั้งแต่คืนนี้กลับทำให้หัวใจของเธอปวดหนึบอย่างประหลาด
"ไม่ว่าจะมีจันทร์หรือไม่มีจันทร์ดาวก็ยังเป็ดาว อยู่วันยังค่ำ ส่วนพระจันทร์ก็ยังเป็พระจันทร์ ทุกอย่างเป็ไปตามธรรมชาติของมันบางอย่างเราไม่ได้เป็คนกำหนด เหมือนฟ้า เหมือนดวงดาว เหมือนชีวิต" เขาพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเขาเงยหน้ามองท้องฟ้า เขาหันกลับมามองเธอสายตาอ่อนโยนเหมือนเดิม
ลมหนาวพัดผ่านอีกครั้ง กานต์แก้วรับฟังทุกคำรับฟังด้วยหัวใจที่เงียบงันเธอรู้ว่าต้นไม้ไม่ได้ตอบเื่ดวงดาว และเธอก็ไม่ได้ถามเื่พระจันทร์เช่นกัน ต่างคนต่างเข้าใจแต่ไม่มีใครพูดออกมาตรงๆ ต้นไม้ยกมือขึ้นลูบศีรษะเธอเบา ๆ ัันั้นยังอบอุ่น ยังอ่อนโยนยังทำให้หัวใจเธอสั่นไหวเหมือนเดิม
"ธรรมชาติสร้างสมดุลของมันเอง"
เขาพูดพลางมองสายน้ำที่ไหลเอื่อยอยู่เบื้องล่างใบบัวลอยนิ่งอยู่บนผิวน้ำปลาตัวเล็กว่ายวนใต้แสงจันทร์ทุกอย่างดูสงบเหลือเกิน เวลาเหนื่อยเขาจับมือเธอขึ้นมากุมไว้
"มือพี่ยังอยู่ตรงนี้เสมอนะ"
กานต์แก้วยิ้มรอยยิ้มเล็ก ๆ ที่แทบไม่มีใครสังเกตเห็นเพราะบางครั้งสิ่งที่เรา้าที่สุดอาจเป็สิ่งเดียวกับที่เราไม่มีวันได้
"กลับห้องกันเถอะ" ต้นไม้พูด
ขณะที่ต้นไม้พูดสายหมอกบางๆก็เริ่มลอยต่ำลงมาเรื่อยๆ ราวกับธรรมชาติกำลังค่อยๆ ปิดม่านบนฉากนี้
กานต์แก้วมองเห็นดาวดวงแรกเริ่มเลือนหายไปหลังหมอกเธอไม่พูดอะไรแต่คิดในใจว่านั่นแหละคือคำตอบ
“ดาวไม่ได้หายไปเพียงแต่มองเห็นยากขึ้น”
และนั่นก็เจ็บพอๆ กัน แล้วทั้งคู่เดินเคียงข้างกันไปเหมือนทุกครั้งทั้งที่ในความเป็จริงมีบางอย่างเปลี่ยนไปแล้วเมื่อกลับถึงห้องพัก ต้นไม้เดินเข้าห้องน้ำเสียงน้ำจากฝักบัวดังขึ้นไม่นานก่อนเสียงทุ้มคุ้นเคยจะดังลอดออกมา
"พี่อาบน้ำก่อนนะ"
"ค่ะ"
กานต์แก้วตอบสั้น ๆ แล้วเดินออกไปที่ระเบียงอากาศหนาวกว่าตอนหัวค่ำหมอกบางๆ เริ่มลอยต่ำลงมาตามไหล่เขา แสงไฟจากรีสอร์ทไกล ๆดูเลือนรางราวกับอยู่คนละโลกเธอนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตัวเล็กดึงผ้าคลุมไหล่เข้าหาตัว มองความมืดตรงหน้ามองยอดไม้ที่ไหวเอนตามแรงลม มองดาว มองฟ้า มองพระจันทร์มองความเงียบ แล้วปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปไกลเป็ครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่เธอถามตัวเองอย่างจริงจัง
"ฉันกำลังทำอะไรอยู่"
คำถามนั้นไม่มีคำตอบเหมือนกับอีกหลายคำถามในชีวิตเธอรักเขาเื่นั้นชัดเจน ชัดเจนเสียจนไม่อาจปฏิเสธแต่ความรักเพียงอย่างเดียวเพียงพอจริงหรือ?สำหรับชีวิตของคนสองคน สายลมเย็นพัดผ่านแก้ม
กานต์แก้วหลับตาลงเธอไม่ได้ร้องไห้ไม่มีน้ำตาสักหยดแต่หัวใจกลับรู้สึกอ้างว้างกว่าคืนไหน ๆ บางทีความเศร้าที่ลึกที่สุด อาจไม่ใช่การสูญเสียแต่อาจเป็การรู้ว่าวันหนึ่งเราจะต้องสูญเสียทั้งที่วันนี้ คนคนนั้นยังยืนอยู่ข้าง ๆ เรา
“เพียงเอื้อมมือก็ััได้แต่กลับรู้สึกไกลเหลือเกินไกลราวกับดวงดาวบนฟากฟ้าที่มองเห็นชัดเจนทุกคืน แต่ไม่มีวันเอื้อมถึง…”