ลำนำชานมไข่มุก (ฉันทะลุมิติ ส่วนเขามาเกิดใหม่ในนิยายจีน)

    8 ไปพาผัวกลับบ้านกันเถอะ (3)

            “พร้อมไหม?”เถียนสือถาม แต่ยังไม่ทันตอบเธอก็วางมือบนประตูแล้ว

            ทว่าเธอไม่ผลักเธอถอนมือออกแล้วยกเท้าถีบเต็มแรงจนประตูร่วงลงทั้งบาน กระแทกพื้นดังตึง

            ห้องที่เห็นภายในไม่ใช่ห้องสีขาวแต่เป็นห้องสีแดงที่ส่องสว่างด้วยโคมสีแดงนับไม่ถ้วน สีแสบจนปวดตาจังหวะที่ฉันเผลอกะพริบตาเพราะแสงจ้า อาวุธลับมากมายพุ่งเข้ามาเถียนสือสะบัดแขนเสื้อทีเดียวมันก็หยุดนิ่งกลางอากาศ พอเสือกฝ่ามือไปด้านหน้าอาวุธก็พุ่งเข้าตัดโคมแดงจนร่วงกราว

            ตอนนั้นถึงได้เห็นว่ากลางห้องเจินจูถูกขึงอยู่ราวกับนักโทษ เขาเปลือยท่อนบนและแผ่นอกกับหน้าท้องมีรอยกรีดหลายแผล

            “เจินจู...?!” ฉันบังคับตัวเองสุดฤทธิ์ไม่ให้ก้าวเท้าเข้าไปหาเขาเถียนสือกัดฟันกรอด

            “...แม่เหล็กรึ...”

            “เอ๋...?”

            ตอนนั้นฉันถึงเห็นว่าอาวุธลับที่โดนซัดตกพื้นค่อยๆถูกดูดไปรวมกันยังที่หนึ่ง คนผมขาวเกือบสิบคนโผล่จากทุกซอกมุมของห้องและจากฉากกั้นที่อยู่ทางด้านหลังของเจินจูก็มีร่างเล็กปรากฏกายออกมาเป็นคนที่ฉันไม่คิดเลยว่าจะได้เห็นหน้าในที่แบบนี้

            “...โกหกน่า...”

            ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้?หน้าคล้ายเหรอ? หรือ...

            “น้อง...ภู?”

            เหลนคนเล็กของบ้านฉันอยู่ในชุดสีทองหรูหราราวหวงตี้ยืนเอามือไพล่หลังเชิดหน้าแอ่นอก ใบหน้าที่มีแก้มยุ้ยน่าดึงแสดงสีหน้าจองหอง ถึงปกติน้องภูจะกวนประสาทจนน่าถีบแต่ไม่มีคราวไหนที่ฉันอยากตรงไปตั๊ดหน้าเท่าครั้งนี้อีกเลย

            ทว่าคนผมขาวที่ยืนล้อมหน้าล้อมหลังก็ทำให้ฉันต้องระงับอารมณ์ไว้

            “เมื่อมีแม่เหล็กแล้วปราณแม่เหล็กขั้วโลกก็สิ้นฤทธิ์” เสียงเล็กๆที่ฟังยังไงก็เป็นเสียงน้องภูออกจากปากของเด็กปริศนา

            “สิ้นฤทธิ์รึ?เจ้าดูแคลนเกินไปแล้ว มาเถอะ มารดาจะเล่นเป็นเพื่อนเจ้าเอง!”พูดจบเถียนสือก็ชักมีดสั้นออกมาต่อสู้ตะลุมบอนกับเหล่าคนผมขาวตะลุมบอนแบบไม่มีศิลปะ แต่สู้ได้ครู่เดียวเธอก็ล้มพับ

            “แม่เหล็กกระทบการรับรู้ของท่านรึ?”คนหน้าเหมือนน้องภูหัวเราะ “แม่เหล็กรุนแรงเช่นนี้ มาตรว่าคนปกติไม่รู้สึกถึงแต่หากเป็นท่านที่มีพลังรับรู้สนามแม่เหล็กผ่านทางหางตากลับทรมานวิงเวียนศีรษะยิ่งนัก”

            เถียนสือกัดฟันกรอดใช้เท้าถีบคนที่คิดกระโดดคร่อมตนจนกระเด็นไปชนกับอีกคนในระหว่างที่ทุกคนมัวแต่สนใจเธอ ฉันก็วิ่งอ้อมไปหาเจินจู

            “ข้าพเจ้ารอท่านอยู่พอดี”

            แต่ทั้งที่มั่นใจว่าอ้อมมาด้านหลังเด็กชายเจ้าของห้องกลับมาโผล่ข้างหลังฉันตอนไหนก็ไม่รู้ฉันกระโจนถอยออกมาแต่ไม่เห็นใครอยู่ข้างหลังเลย

            “ทางนี้ต่างหาก”

            เสียงดังขึ้นด้านหลังฉันอีกครั้งก่อนที่มือเล็กจะคว้าหมับเข้าที่อกเสื้อฉันและพยายามล้วงเอาถุงใส่ม้วนภาพ

            “ไอ้เด็กลามก!” ฉันคว้าถุงภาพออกมาพร้อมห่อซาลาเปาที่เหลืออีกลูกขว้างห่อซาลาเปาเข้าไปกลางวงตะลุมบอน พอเด็กชายเสียจังหวะหันมองตามฉันก็เอาหน้าแข้งเตะก้นน้อยๆ นั่นเต็มรักแบบที่คันเท้าอยากทำมานาน จากนั้นก็หันไปหาเจินจู

            เขาถูกมัดมือด้วยโซ่จับนั่งทับขาอยู่ในช่องสี่เหลี่ยมที่เต็มไปด้วยไข่มุกเบื้องหน้าเขามีหอยมุกที่รองเลือดแห้งกรังไว้ ปากของเด็กหนุ่มแห้งผากฉันจนปัญญาจะแกะโซ่เลยเปิดกระติกให้เขาดื่มน้ำอึกหนึ่ง

            “ข้าพเจ้าหลอนไปแน่แท้...ฟ่านเอ๋อ...ท่านมา...บอกลาหรือ?”

            “ตั้งสติหน่อยพ่อหนุ่มนี่ฉันเองคนนี้!”

            “ฉันเองคนเดิม...ที่ยังรักเธอ...หรือเปล่า?”

            “ใช่เวลาเล่นมุกไหม?! โว้ย แกะไงวะ?!”ฉันจนปัญญากับโซ่ที่มัดแขนเขาจริงๆ ข้อมือเขาเป็นรอยแดง ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆจากด้านหลังทำเอาฉันสะดุ้งอีกครั้งเอาร่างตัวเองบังเจินจูไว้ขณะที่คนหน้าเหมือนน้องภูหยิบเปลือกหอยมุกรองเลือดขึ้น

            “...แก...คือเทียนหยา?”

            เด็กชายหัวเราะหึๆในลำคอ

            “ข้าพเจ้าคือเทียนหยาแต่ผู้คนส่วนมากรู้จักข้าพเจ้าด้วยอีกนามหนึ่ง” เขามองเลือดที่อยู่ในเปลือกหอย“ผู้คนเรียกข้าพเจ้าว่า ‘หลงเซีย’”

            “ละ—?!”

            หลงเซีย...?

            หลงเซียเป็นปรมาจารย์ที่วาดม้วนภาพทั้งเจ็ด...ไม่มีทางที่เขาจะเป็นเด็กเปรตอายุสี่ขวบแน่ หรือหลงเซียที่ว่าเองก็กลับชาติมาเกิด?บ้าอะไรกันวะเนี่ย?!

            “คืนภาพแก่ข้าพเจ้าเถิด...”

            “...ไม่ได้...ไม่ได้เด็ดขาด...”

            “ท่านคิดจริงหรือว่าม้วนภาพจะนำท่านกลับสู่โลกที่ท่านจากมา?”เขาถามจี้ใจดำ ฉันกัดปากไม่รู้จะตอบเช่นไร ไม่รู้ว่าเขารู้เรื่องพวกนี้จากไหน

            “ล้วนเป็นเจตจำนงของฟ้าที่ท่านได้มายังโลกนี้ท่านคือมารผู้มาขัดขวางการกอบกู้ภพทั้งสองของเรา”

            “ฉันน่ะเหรอมาร...?”

            ฉันนึกว่าเขาจะพล่ามตามฉบับตัวร้ายที่ต้องสาธยายแผนการสุดลึกล้ำของตัวเองให้ตัวเอกฟังแต่เทียนหยาแค่ยิ้มบางและตรงเข้ามาตบหน้าฉันฉาดหนึ่ง ฉันหน้าหัน แก้มชาดิกลิ้นรับรสของเลือดได้ แต่ฉันยังไม่ขยับจากด้านหน้าเจินจู

            “ฟ่าน...ฟ่านเอ๋อ...”

            “...”ฉันเจ็บจนพูดไม่ออก ถึงไร้พลังฝีมือแต่ฉันก็รู้ว่าการตบเมื่อกี้แฝงกำลังภายในถ้าเขาใช้เต็มแรงฉันอาจจะกรามหลุดไปแล้วก็ได้ แต่ตอนนี้เทียนหยาดูสนุกอยู่

            “คาดไม่ถึงว่ามารอ่อนแอถึงเพียงนี้”

            “อึก...!”

            ฉันโดนตบอีกข้างแต่ยังลุกขึ้น กางแขนขวางระหว่างเขาและเจินจู

            “ส่งภาพมา”เทียนหยาย้ำคำเดิมก่อนจะต่อยท้องจนจุก อากาศทะลักจากปอด ถึงแรงใจจะยังอยู่แต่ร่างกายบอบบางของซื่อไท่ไทรับการกระทำรุนแรงไม่ไหว ตัวงอลงไปนอนกับพื้น

            “ฉันรู้ตั้งแต่...พี่นิลท้องแกแล้ว... ว่าแกเกิดมา... เป็นเด็กเปรตแน่...” ฉันฝืนยิ้มก็โดนหน้าแข็งเตะเข้าที่ท้องด้วยความที่เทียนหยามือเท้าเล็กทำให้การโจมตีรู้สึกเจ็บกว่าโดนผู้ใหญ่เตะเสียอีก

            มือเด็กชายล้วงถุงผ้าฉันคว้าแขนเสื้อเขาไว้

            “อย่า...”

            แต่เทียนหยาจับนิ้วฉันหักไปด้านหลังความเจ็บปวดแล่นปราดขึ้นถึงสมองจนแทบสิ้นสติ

            “ฟ่านเอ๋อ...!” ได้ยินเสียงเจินจูดิ้นอยู่ข้างหลัง “อย่าแตะฟ่านเอ๋อ...!”

            “น่าสมเพชยิ่งนัก”เทียนหยาดึงเศษกระเบื้องออกมา เพราะอย่างนี้เองเจินจูถึงทำอะไรเขาไม่ได้...มันไม่ใช่เหล็ก...

            ตอนนั้นเองก็ได้ยินเสียงเอี๊ยดอ๊าดจากด้านหลัง

            “...ก็พอมีฝีมืออยู่บ้าง”

            เคร้ง

            โซ่ทั้งเส้นขาดสะบั้นเจินจูประคองร่างฉันขึ้นจนแผลเปิด เลือดอุ่นๆ ซึมเปรอะเสื้อผ้าฉัน

            “เจินจู...”น้ำตาทำฉันตาพร่าไปหมด

            “เราจะฆ่ามันให้ท่านเอง”

            “ไม่...”ฉันจะพูดว่าอย่าฆ่า เขาจะเป็นเหมือนจอมยุทธ์คนอื่นๆ ไม่ได้ แต่ฉันพูดไม่ออก เพราะนอกจากฆ่าเทียนหยาแล้วเรายังมีวิธีหนีจากที่นี่อีกเหรอ?

            “...”เทียนหยามองเรานิ่งๆ ก่อนจะหันหลัง วางหอยมุกลงกลางห้องดึงม้วนภาพแต่ละม้วนออกจากถุงและแขวนมันบนฉากที่เตรียมไว้พร้อมทันทีที่แขวนครบก็มีแสงไหลไปรวมที่เปลือกมุกบรรจุเลือดของเจินจูตรงกลางห้อง

            “คิดว่าจะยอมเหรอ...?!” ฉันไม่รู้ว่าเขาทำบ้าอะไรอยู่แต่มันต้องเป็นเรื่องแย่แน่ๆ เลยฝืนความเจ็บปวดลุกขึ้นหมายจะเตะเปลือกมุกให้พ้นแต่ยังไม่ทันไรก็โดนชายผมขาวคนหนึ่งล็อกตัวจากด้านหลังและจับโยนใส่เจินจูที่เดินได้ไม่กี่ก้าวก็ล้มเพราะความเหนื่อยล้า

            “...ตลกจริงเราเผลอดีใจจนลืมสังเกตว่าม้วนภาพนี้เป็นเพียงของปลอมแปลง”เทียนหยาหัวเราะชวนขนลุก “แต่ถึงเช่นนั้นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตรูปแบบต่างหากที่สำคัญ ท่านลอกรูปแบบออกมาได้อย่างงดงามทีเดียว”

            ฉันมองม้วนภาพทั้งหมดก็ไม่เห็นมีรูปแบบห่าเหวอะไรเลยเป็นแค่ภาพหมึกจีนรูปทิวทัศน์ ประตู กับปลาไม่กี่ตัวกำลังกระโดดไปมา ส่วนต่างๆของภาพเรืองแสง แต่ทันใดนั้นก็มีคนผมขาวโดนเถียนสือถีบกระเด็นพอเขากระทบรูปภาพก็ส่งเสียงร้องด้วยความทรมาน ก่อนจะ...

            “...?! นั่นมัน...?!”

            ร่างที่ฟุบลงตรงหน้าฉันกับเจินจูไม่ใช่มนุษย์...แต่เป็นแอนทิโลปขนาดประมาณหนึ่งเมตรมีขนหนานุ่มสีขาว

            “...แอนทิโลปทิเบต...?”เจินจูไอแคก

            “คนพวกนี้คือแอนทิโลปที่กลายเป็นคนอย่างนั้นเหรอ?”ฉันแทบไม่อยากเชื่อเลยว่าโลกนี้มันจะแฟนตาซีได้ถึงขั้นนี้

            เทียนหยาดีดนิ้วทีหนึ่งแอนทิโลปก็กลับคืนร่างเป็นมนุษย์อีกครั้ง แต่คราวนี้กลับไม่ขยับ

            “เลือดของท่านคือเลือดของสวรรค์และมนุษย์”เขาพูดกับเจินจู “ด้วยเลือดนี้ โลกจะกลับตาลปัตร สวรรค์แร้นแค้นจักอุดมสมบูรณ์และโลกโสมมจะได้พบกับความแร้นแค้น”

            “สรุปนายนี่มันตัวร้ายสูตรสำเร็จเลยนี่หว่า...”ฉันพูดเสียงแห้ง เทียนหยาหัวเราะ

            “อาจเป็นเช่นนั้นเพียงแต่นี่เป็นเจตจำนงของฟ้าข้าพเจ้าเพียงปรมาจารย์โง่เง่าผู้หนึ่งซึ่งได้รับพลังจากมังกรฟ้าแต่กลับไม่ยอมใช้เปลี่ยนโลกในทางที่ดีกว่าเดิมข้าพเจ้าไม่ต้องการให้พวกท่านเห็นด้วยแต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนทางของการเปลี่ยนแปลงโลกช่างโดดเดี่ยวเหลือเกิน”

            “...”

            ตอนนี้ฉันสงสัยอยู่อย่างเดียวคือน้องภูเป็นคนส่งฉันมาที่นี่เหรอ?

            เหตุผลที่พวกเรามาโลกนี้เพราะอะไร?

            “มนุษย์ฆ่าล้างเราจึงฆ่าล้างมนุษย์”

            เทียนหยาพูดจบทั้งห้องก็สว่างวาบด้วยแสงสีแดง

             

    คล้ายกับเรื่องลำนำชานมไข่มุก (ฉันทะลุมิติ ส่วนเขามาเกิดใหม่ในนิยายจีน) ที่คุณอ่าน