บทที่83 หลานบุญธรรมคนที่สาม
ทุกสายตาล้วนจับจ้องมาที่ฮุ่ยจวินด้วยท่าทีที่สงสัยไปกันใหญ่บุรุษหนุ่มที่ตั้งแต่เข้ามาในห้องโดยที่ไม่มีผู้ใดสัมผัสถึงตัวตนหรือการดำรงอยู่ของมันบัดนี้กลับดึงความสนใจของทุกผู้เสียสิ้น
จางเยี่ยนจือเองในใจก็เต็มไปด้วยความงุนงงสงสัยว่าชิงหวงมีแผนการใดเหตุใดจู่ๆ จึงยกเอาบุรุษหนุ่มที่พึ่งเข้ามายังบึงลี้ลับแห่งนี้เป็นบุตรหลานบุญธรรมตนแต่เพราะไม่อยากขัดแผนการและเชื่อใจในตัวที่ปรึกษาของสามีตนผู้นี้นางจึงทำท่าทีเรียบเฉยคล้ายว่ามันคือหลานของตนอีกผู้เฉกเช่นจางลู่เหลียนและจางเฟยเทียนแล้วซึ่งใจลึกๆ ของนางเองก็มิได้คิดจะปฏิเสธแต่อย่างใด เพราะตั้งแต่แรกเห็นนางก็รู้สึกถูกชะตาในตัวตนของบุรุษหนุ่มผู้นี้อยากบอกไม่ถูกหากได้มันมาเป็นบุตรหลานบุญธรรมก็นับเป็นเรื่องประเสริฐมิน้อย
ด้านชิงหวงการที่มันพาจางเฟยเทียนและฮุ่ยจวินมาด้วยเป็นเพราะหนึ่งมันต้องการสร้างภาวะทางจิตใจซึ่งอ่อนแอของจางเฟยเทียนให้เข้มแข็งมากขึ้นกว่านี้ให้มันได้รับรู้ถึงแรงกดดัน เรียนรู้ที่จะปรับตัวเพื่อการรับมือ สั่งสมประสบการณ์และให้เห็นภาพของโลกแห่งความเป็นจริงมากกว่าอยู่ในกรอบอันปลอดภัยที่เคยเป็นเพราะในวันหนึ่งมันต้องขึ้นเป็นผู้นำพรรครุ่นถัดไป ส่วนทางด้านฮุ่ยจวิน ตลอดที่ร่วมทางแลรู้จักกันมาบุรุษชรามันได้เห็นในด้านความหลักแหลมและสติปัญญาของชายหนุ่มมันจึงต้องการให้ชายหนุ่มมาร่วมเห็นเหตุการณ์ เพื่อจักได้ขอคำชี้แนะแลส่งเสริมตนในการแก้ทางฝ่ายตรงข้ามแต่มันไม่คาดคิดว่าฝ่ายตรงข้ามจะปล่อยหมัดเด็ดที่รัวเร็วแลหนักหน่วงถึงเพียงนี้ มันที่ไม่มีทางเลือกอื่นจึงได้เปลี่ยนแผนอย่างจวนตัว
แม้นี่จะนับเป็นแผนรับมืออย่างจวนตัว แต่มันก็มีความเชื่อมั่นในความมิธรรมดาบนความธรรมดาของคนผู้นี้หากเป็นชายหนุ่มอาจนำพาแสงคืนกลับสู่พรรคปธุมอัคคี หรือไม่ก็อาจเป็นแสงอาทิตย์ให้แก่บึงลี้ลับที่ถูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกแห่งการแย่งชิงนี้ได้
ประการสำคัญ ระหว่างที่พวกมันถูกพาเข้ามายังบึงลี้ลับมันกลับพบว่าประตูบานหลักที่เชื่อมสู่บึงลี้ลับเปิดออก แน่นอนว่ามันมิได้ตาฝาด แต่ผู้ที่จะเปิดประตูบานหลักได้มีเพียงประมุขที่หายสาปสูญเท่านั้นนายหญิงที่เป็นรักษาการณ์ประมุขคนปัจจุบันก็มีเพียงหมุดสำรองสำหรับเปิดประตูทางลับขนาดเล็กที่ให้ผู้คนได้เข้าออกสู่ภายนอกในจำนวนจำกัดเท่านั้นมันจึงเริ่มตะหงิดใจในเรื่องที่ปรากฏ เหล่าผู้ฝึกญาณเดนตายมิน่าใช่ จึงมีเพียงฮุ่ยจวินที่ชวนสงสัยเพราะหากสิ่งที่ตนคาดคิดเป็นจริง บุรุษหนุ่มอาจเป็นผู้ถูกเลือกอยู่ก่อนแล้ว ตนจึงเพียงสานต่อการเลือกเท่านั้นซึ่งจริงไม่จริงอย่างไร หลังจากนี้มันจะได้รู้
ฮุ่ยจวินแม้จะมีความงุนงงเช่นคนอื่นแต่มันกลับรักษาความนิ่งสงบได้อย่างดีเยี่ยมทั้งที่ถูกสายตาเพ่งเล็งจากหลายคนและถูกพลังจิตสังหารกดข่มกระทบกาย มันยังคงประสานมือขึ้นพร้อมกับแย้มยิ้มเล่นไปตามแผนของชิงหวงอยู่ได้
“คารวะผู้อาวุโส ข้าน้อย จางจวิน ขออภัยที่มิได้แนะนำตัวแต่แรก"
เห็นความช่างพูดช่างเจรจาและการรับมือกับสายตาที่หลากหลายเช่นนี้หลายผู้ก็ต่างหรี่ตามองมันใหม่อย่างถี่ถ้วน คนผู้นี้ไม่มีพลังญาณ เป็นเพียงผู้ฝึกลมปราณสามัญดูด้อยค่ากว่าจางเฟยเทียนเสียอีก แต่มิคิดว่าพลังจิตใจของมันกลับเข้มแข็งได้ถึงเพียงนี้
บุรุษเจ้าสำอางหูเหวินซูพินิจมองฮุ่ยจวินอยู่เนิ่นนานมันคล้ายรู้สึกว่าเคยเห็นบุรุษผู้นี้มาก่อนแต่ก็จดจำมิได้ ซึ่งมันก็มิคาดคิดว่าบุรุษที่ดูราวกับเทพเซียนผู้นี้ก็คือบุรุษเคราดกดำ หน้าเปื้อนฝุ่น สวมชุดเก่าเกอะที่รับสองฝ่ามือของมันโดยที่ยังยืนหยัดได้ผู้นั้นนั่นเองมองอยู่ครู่ใหญ่ก็ยังนึกไม่ออก แต่คนที่เปรียบดั่งขยะไร้พลังเช่นนี้ไม่ควรค่าแก่การจดจำอยู่แล้วมันจึงแค่นเสียงด้วยความเหยียดหยามออกมาคราหนึ่งแลไม่ใส่ใจอีก
ส่วนหูจื้อเหว่ยบิดามันกลับกำลังคิดว่าชิงหวงจะเล่นลวดลายอันใดบุรุษที่ไร้ซึ่งพลังญาณจะยกอ้างขึ้นมาทำไม หากมันจะหาคนมาเพื่อประลองกับรุ่นเยาว์แห่งพรรคม่านมายาเหตุใดมันไม่หายอดยุทธ์ที่จะฝากฝังความหวังไว้ได้มากกว่านี้ แม้หูจื้อเหว่ยมันจะเห็นว่าเพียงเพิ่มขยะขึ้นมาชิ้นเดียวคงมิอาจเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ได้แต่เพราะอยากก่อกวนชิงเอาชัยเหนือชิงหวงให้ถึงที่สุด มันจึงกล่าวว่า
“เจ้าจะเล่นลิ้นอันใด วันนี้เจ้าจู่ๆก็ยกคนที่ไร้หัวนอนปลายเท้าจากที่ไหนก็ไม่รู้มาเป็นบุตรหลานประมุขพรรคปธุมอัคคี ต่อไปภายหน้าก็จะมิหารุ่นเยาว์จากพรรคที่แข็งแกร่งมาเป็นบุตรหลานเพื่อทำการประลองแทนหรอกหรือ"
ชิงหวงคิดว่าฝ่ายตรงข้ามคงคาดเดาว่าตนจะวางแผนเช่นนั้นจึงกล่าวดักทางไว้มันก็รู้สึกตกใจในความเจ้าคิดเจ้าแผนการของหูจื้อเหว่ยมิน้อย แต่เผอิญว่ามันมิได้จะใช้แผนนั้นตั้งแต่ต้นมันจึงมิได้ทุกข์ร้อนอันใด มันจึงประกาศก้องว่า
“ประมุขพรรคเรารับอุปการะบุตรหลานเพียงสามผู้เท่านี้"
หูจื้อเหว่ยคิดว่าตนดักทางฝ่ายตรงข้ามได้ก็แย้มยิ้มที่มุมปากแล้วกล่าวว่า
“บุตรหลานบุญธรรมของประมุขเจ้ามีสองผู้ใครก็รู้จักแล้วเจ้ามีสิ่งใดยืนยันว่ามันเป็นบุตรหลานอีกผู้ มิใช่ว่าจะหาคนมาเป็นตัวตายตัวแทนบุตรหลานที่แท้จริงหรอกนะ"
พอกล่าวคำนี้ออกมา ทุกคนก็ต่างจ้องมองหน้าของชิงหวงเป็นจุดเดียวจางเยี่ยนจือเองก็พยายามจะหาหนทางในการช่วยชิงหวง แต่ชิงหวงกลับอาศัยเพียงความรู้สึกของตนพร้อมกับนึกย้อนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อตอนเข้าสู่ประตูเชื่อมแห่งบึงลี้ลับมันจึงเดินไปที่ข้างกายของฮุ่ยจวิน เสียงชรากล่าวขึ้นอย่างแผ่วเบาราวกระซิบ
“ตอบข้าตามตรง เจ้ามีสร้อยรูปดอกบัวเพลิงของท่านประมุขพวกเราใช่หรือไม่"
พอได้ฟังวาจาของชิงหวง สิ่งที่ค้างคาแลสงสัยมาโดยตลอดของฮุ่ยจวินก็ได้รับการคลี่คลายนับแต่มันได้ไปยังพรรคปธุมอัคคี มองเห็นสัญลักษณ์ของพรรคที่หน้าประตู มันก็รู้สึกได้ว่าเหมือนสร้อยที่มันสวมใส่อยู่ซึ่งนั่นก็หมายความว่าบุรุษชราที่มอบสร้อยเส้นนี้ให้มันก่อนตาย บุรุษชราที่มันได้เคารพเป็นบิดาบุญธรรมแท้จริงมันก็คือประมุขพรรคปธุมอัคคี เป็นสามีของสตรีชราจางเยี่ยนจือ และเป็นนายของชิงหวงผู้นี้
เมื่อนึกถึงบิดาบุญธรรม อยู่ๆ มือของฮุ่ยจวินก็สั่นพร่ามันล้วงมือไปปลดสร้อยที่ซ่อนอยู่ในลำคอก่อนชูขึ้นเหนือศีรษะ
“แล้วสิ่งนี้ช่วยยืนยันได้หรือไม่"
ทุกผู้ได้เห็นสร้อยในมือของฮุ่ยจวินก็ต่างทะลึ่งพรวดลุกขึ้นจากเก้าอี้สายตาจับจ้องมองจี้บนสร้อยไม่ลดละ ชิงหวงที่เพียงสงสัยพอได้เห็นกับตาของตนจริงๆ ถึงกับนัยน์ตาไหวระริกร่างสั่นพร่าแทบเก็บอาการไม่อยู่ ส่วนจางเยี่ยนจือแทบจะวิ่งเข้ามา แต่สถานการณ์ตอนนี้นางจึงจำเป็นต้องรักษาท่าทีไปก่อน
ฮุ่ยจวินคล้ายเข้าใจในสิ่งที่บิดาบุญธรรมถ่ายทอดแล้วคำว่าบึงลี้ลับที่บุรุษชราเอ่ยก่อนตาย นั่นอาจเป็นห่วงสุดท้ายที่มันต้องการฝากฝังตนให้แก้ไขเมื่อชายหนุ่มได้รู้อย่างนั้น ได้ประเมินสถานการณ์ความเป็นไป มันจึงกำสร้อยเส้นนั้นไว้แน่นหวนนึกถึงบิดาบุญธรรมผู้นั้นก่อนกล่าวเสียงทุ้มต่ำแลชัดถ้อยชัดคำ
“หากข้ายังอยู่ ผู้ใดก็อย่าคิดสร้างความลำบากแก่ครอบครัวข้า!”
ทุกผู้ยังคงนิ่งค้างไม่คิดว่าสิ่งสำคัญนี้จะอยู่ในมือของบุรุษหนุ่มแปลกหน้าผู้หนึ่งเช่นนั้นแล้วทุกผู้จึงยอมรับว่ามันคือบุตรหลานบุญธรรมของประมุขพรรคปธุมอัคคีจริงๆ เหตุการณ์จึงคงอยู่ในความเงียบอย่างนั้นวันนัดประลองชิงชัยก็ยังมิได้กำหนด จางเยี่ยนจือที่มองฮุ่ยจวินราวกับว่ากำลังเห็นบุตรชายตนยืนอยู่นางก็น้ำตาหยาดไหลพอเช็ดน้ำตาที่รื้อชื้นบนใบหน้า นางก็ลุกจากเก้าอี้แล้วพลันก้าวเดินพาคนของตนจากไปแต่ขณะผ่านซุนซวี่ฉีนางก็ได้หวนนึกถึงการตัดสินใจของมันที่หวังหาช่องทางมิให้บุตรีได้เกี่ยวดองกับหลานของตนจนขนาดไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดต่อสมดุลในบึงลี้ลับภายหลัง นางจึงได้หยุดยืนพร้อมกับกล่าวขึ้นโดยไม่หันไปมองผู้นำตระกูลซุนผู้นี้
“รังเกียจบุตรหลานของพวกข้ามากนักหรือ"
ซุนซวี่ฉีที่ยืนอยู่ยังคงนิ่งเงียบเพราะไม่มีวาจาใดจะกล่าวออกไปส่วนสายตาของสตรีชรายังคงแน่นิ่งอยู่ที่บานประตูเบื้องหน้า พร้อมกล่าวต่อ
“เช่นนั้นข้าก็ขอประกาศให้รับทราบเสียตรงนี้วาจาใดที่สามีข้าและอดีตผู้นำตระกูลซุนออกปากผูกมัดต่อกัน ทั้งหมดให้มันจบลงที่นี่พรรคปธุมอัคคีมิขอเทียบรัศมีหรือกล้ามีความสัมพันธ์กับตระกูลซุนอีก”
ขุมอำนาจแห่งตระกูลซุนเป็นเพียงหนึ่งขุมอำนาจที่อาจกำหนดทิศทางของบึงลี้ลับทั้งมันยังเป็นเพียงขุมกำลังเดียวที่เลือกเดินบนเส้นทางที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร แต่ผู้ใดก็รู้ว่าอดีตพวกมันได้มีพันธะสัญญาเกี่ยวดองกันเช่นนั้นอนาคตหากทั้งสองฝ่ายตบแต่งบุตรหลานเป็นทองแผ่นเดียวกัน แน่นอนว่าขุมกำลังของตระกูลซุนย่อมเอนเอียงมาที่พรรคปธุมอัคคีทว่าวันนี้กลับเป็นพรรคปธุมอัคคีที่กล่าวตัดพันธะสัญญาอันมีเปรียบนั่นอย่างเด็ดขาดทำให้ทางฝ่ายของพรรคม่านมายา พรรคอสรพิษวารี และโดยเฉพาะพรรคบุปผาพิษม่วงต่างรู้สึกพึงพอใจแลยินดียิ่งเพราะนี่คือสิ่งที่หูจื้อเหว่ยต้องการตั้งแต่ต้น
การยึดอำนาจหน้าที่การปกครองน่านน้ำถือว่าเป็นแผนส่วนหนึ่งแม้พวกมันจะต้องการ ทว่าแท้จริงแล้วความต้องการแอบแฝงที่แท้จริงก็คือ ทำให้พรรคปธุมอัคคีตัดขาดความสัมพันธ์กับตระกูลซุนต่างหากซึ่งทั้งหมดพวกมันล้วนกระทำได้สำเร็จ
หากเพียงอาศัยแค่รุ่นเยาว์ประจำพรรคในการชิงอำนาจหน้าที่พรรคที่ไร้ยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ผู้มากฝีมือแลไร้ซึ่งอัจฉริยะอย่างพรรคปธุมอัคคีจะไปสู้กับยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ที่มากด้วยความสามารถอย่างพรรคม่านมายาได้อย่างไรเห็นทีน่านน้ำอันสำคัญและประตูเชื่อมสู่บึงลี้ลับคงได้มาอยู่ในกำมือของพวกตนแล้ว
เรื่องยุ่งยากที่พวกตนคิดไม่ตกมาตลอด เรื่องพันธะสัญญาบ้าๆนั่น กลับกลายเป็นพันธะสัญญาที่สร้างความแตกแยกแลบาดหมางให้แก่พวกมันเสียเอง หากคิดย้อนตั้งแต่ต้นการมีพันธะสัญญานี้ก็ดีมิน้อย เพราะนับตั้งแต่พรรคปธุมอัคคีไร้บุตรสืบสายโลหิตที่แท้จริงใครยังอยากจะเป็นทองแผ่นเดียวกับพวกไม่เอาไหนอีก
ทางฝ่ายของจางเยี่ยนจือตรึงเครียด แต่ทางด้านหูจื้อเหว่ยกลับสบอารมณ์มันละความสนใจจากสร้อยในมือของฮุ่ยจวินแล้วกล่าวขึ้นเสียงดัง
“งานประลองให้มีขึ้นในเทศกาลบัวหิมะดีหรือไม่"
ฝ่ายของพรรคปธุมอัคคีย่อมไม่ตอบ แต่ฝ่ายที่สนับสนุนพรรคบุปผาพิษม่วงต่างเห็นพ้อง
“เช่นนั้นตกลงตามนี้ เทศกาลอันสำคัญของบึงลี้ลับเราจะเป็นตัวตัดสินถึงการเปลี่ยนแปลงของอนาคต"
กล่าวจบหูจื้อเหว่ยมันก็ก้าวเดินออกไปด้วยรอยยิ้มแห่งผู้ที่กำชัยชนะสายตามองชิงหวงด้วยความเหยียดหยาม คล้ายนัยน์ตาที่ดูเจ้าเล่ห์คู่นั้นจะกล่าวว่า เพียงแค่การกลับมาของพยัคฆ์เฒ่าที่ไร้กรงเล็บเช่นเจ้าอย่าคิดได้ใจนักว่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้
ชิงหวงเหมือนรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามคิดสิ่งใดมันจึงกล่าวอย่างแผ่วเบาว่า
“อย่าพึ่งได้ใจนัก"
ราชสีห์ไม่สนเสียงเห่าของสุนัข หูจื้อเหว่ยมันจึงเดินยกยิ้มอย่างผู้ชนะออกไปส่วนหูเหวินซูกลับทำหน้าตาท่าทีที่น่ากลัวจ้องมองฮุ่ยจวินและจางเฟยเทียน พร้อมกับถลึงตาขึ้นแล้วใช้นิ้วกรีดลากที่ลำคอข่มขวัญจนจางเฟยเทียนขวัญหนีดีฝ่อเป็นฮุ่ยจวินที่เดินมาตบลงยังบ่าของชายหนุ่มให้มันได้ผ่อนคลายความตื่นตระหนกลง
สามพรรคที่ใฝ่หาพลังอำนาจล้วนจากไปแล้วประมุขพรรคธารเทวะและตระกูลโจวที่เข้าใจในสถานการณ์เป็นอย่างดีก็รีบคิดเข้าไปกล่าวเพื่อเปลี่ยนใจของจางเยี่ยนจือแต่เป็นจางเยี่ยนจือที่ตัดบท
“หรือต้องให้ข้าคุกเข่าอ้อนวอนให้ผู้ที่รังเกียจหลานข้ายอมรักษาพันธะสัญญาหลานข้ามีค่าและมีศักดิ์ศรีพอ"
ชิงหวงแม้รู้สึกหนักใจแต่มันก็มิกล้าขัดการตัดสินใจของผู้เป็นนายมีเพียงประมุขพรรคธารเทวะและผู้นำตระกูลโจวที่พยายามโน้มน้าวจางเยี่ยนจือให้คืนคำ แต่วันนี้จางเยี่ยนจือแบกรับความรู้สึกอันอัดอั้นมามากพอแล้วทนสงสารหลานชายผู้อ่อนโยนจนสุดหัวใจ ทั้งยังเห็นของประจำกายอันสำคัญของผู้เป็นสามีชนิดที่ว่าหากไม่ตายสิ่งนั้นจะไม่ห่างกายหรือถูกมอบให้ใครนางจึงพอคาดเดาถึงชะตากรรมของสามีที่หายสาปสูญได้แล้ว วันนี้นางแบกรับความกดดันแลสิ่งสะเทือนใจมามากพอจนตอนนี้นางรับสิ่งใดมิไหวอีกต่อไป อาการเจ็บป่วยที่สะสมจึงปะทุขึ้น นางกระอักโลหิตออกมาคำใหญ่แลล้มฟุบไร้สติกลางอากาศทันใด!
“ท่านย่า"
“ท่านประมุข"
“ประมุขเยี่ยนจือ"
ทุกผู้ในที่นี้ต่างแตกตื่น เป็นจางเฟยเทียนที่ปรี่เข้ามารับร่างของย่าตนเอาไว้โดยมีฮุ่ยจวินที่มิทราบมันมาปรากฏตั้งแต่เมื่อไหร่ยื่นมือรับร่างชราเอาไว้ก่อน
ด้านสตรีสะคราญโฉมที่ยืนอยู่เบื้องหลังของผู้นำตระกูลซุนตั้งแต่ต้นสตรีผู้ซึ่งบังเอิญพบพานกับฮุ่ยจวินที่ร้านโอสถ ฮุ่ยจวินพึ่งได้รู้ว่านางคือบุตรีของผู้นำตระกูลซุนก็ตอนที่เข้ามานี้
บุตรีของซุนซวี่ฉีมีนามว่า ซุนเล่อเหยียนซึ่งซุนเล่อเหยียนนางเองก็ยื่นมือออกมาหวังรับร่างของจางเยี่ยนจือ แต่เมื่อเห็นบุตรหลานบุญธรรมของสตรีชรามาแล้วนางจึงถอนมือคืนกลับโสมที่ปกตินางมักซื้อหาไปฝากจางเยี่ยนจือเพื่อใช้บำรุงร่างกายซึ่งเจ็บป่วยมิเคยรักษาหายที่วันนี้ตั้งใจจะมอบให้แก่สตรีชรากับมือ เมื่อเห็นแววตาที่เย็นชานั้นของสตรีชราก่อนหน้านางก็มิกล้าที่จะหยิบโสมมัดนั้นออกมาอีกแล้ว นางแสดงสีหน้ารู้สึกผิดที่บิดาทำเกินกว่าเหตุแต่นางก็แสดงท่าทีว่าเข้าใจในบิดาที่ทำเพื่อตนเอง เพราะหากเอ่ยถึงการแต่งงานแล้ว นางย่อมต้องการเลือกคู่ครองเองนางมิได้รังเกียจจางเฟยเทียนอย่างที่ใครคิด เสมอมานางปฏิบัติกับมันเสมือนเป็นน้องชายที่ดีมาโดยตลอดซึ่งจางเฟยเทียนเองก็มองนางเป็นเพียงพี่สาวเช่นเดียวกัน
จางเฟยเทียนเห็นนัยน์ตาที่สับสนของพี่สาวที่มันเคารพอีกผู้มันที่เป็นผู้มีจิตใจอ่อนโยนจึงคล้ายเข้าใจความรู้สึกที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของซุนเล่อเหยียนจึงทำได้แต่เพียงส่ายศีรษะแผ่วเบาเป็นเชิงปลอบว่า นี่มิใช่ความผิดของท่าน
ส่วนฮุ่ยจวินเมื่อได้รับรู้ว่าแท้จริงสตรีชรานางนี้ก็คือภรรยาของบิดาบุญธรรมตนคำสั่งเสียของบิดาบุญธรรมนั่นอาจหมายถึงสตรีชรานางนี้ร่วมด้วย เช่นนั้นมันจึงมิชักช้าเมื่อได้จับชีพจร ตรวจพบความผิดปกติบางอย่างในร่างกายของนาง คนก็รีบนำพานางคืนกลับสู่พรรคในทันที