62.ถูกหมายหัว!
‘สมควรถูกตบ!’กระต่ายน้อยตะโกนลั่นบอกไป๋หลงทางกระแสจิต ด้วยน้ำเสียงโมโห มันถูกทิ้งไว้ที่แถวจึงไม่รู้ว่าเหตุใดเฟยหานตงจึงถูกตบ และด่าทออย่างรุนแรง
แต่เมื่อเสี่ยวไป๋ได้รับฟังคำบอกเล่าจึงโมโหแทนไป๋หลงขึ้นมา ‘หากการแบ่งกลุ่มครั้งนี้ เจ้ามังกรบัดซบนี่อยู่กลุ่มเดียวกับเจ้าเจ้าต้องตบให้กระเด็น ซ้อมให้กระอักเลือดเลย!มีอย่างที่ไหนมาลองใจกันแบบนี้ ใจร้ายที่สุด’
เมื่อไป๋หลงได้ฟังดังนั้นใบหน้าที่บึ้งตึงเพราะโทสะ ก็ผ่อนคลายลง ใช่แล้ว! ต้องเอาคืน!ตบทีเดียวไม่หายแค้น! หลอกให้เธอเสียใจตั้งครึ่งปีถึงเธอจะรักคนผู้นี้... แต่ถ้ากล้ารังแกเธอ ล้วนต้องเอาคืน!
‘...หวังว่าข้าจะเจอเฟยหานตงในรอบแรกจะได้ตบให้หายแค้น!’ไป๋หลงกล่าวทางกระแสจิต ‘หรือไม่ก็เจอพี่ชายคนดีที่ใช้สัตว์อสูรโยนอดีตเจ้าของร่างนี้ลงบ่อน้ำจนตาย! ข้าจะได้ล้างแค้นให้นาง!’เอาเป็นว่าตอนนี้อยากตบคน!
‘เจ้าเด็กเกเรนั่นเข้าเรียนที่นี่ด้วยรึ... ดีละ ข้าจะได้ตีคนแล้ว!’เสี่ยวไป๋โห่ร้องทางกระแสจิตด้วยความยินดี หลังจากกลับบ้านไปหกเดือนถูกพี่ชายรองกดขี่ข่มเหงสารพัด!
“อะ...แฮ่ม...”จ้าวสำนักพยัคฆ์ทมิฬกระแอมเพื่อทำลายบรรยากาศชวนอึดอัดใจ เรียกสายตาทุกคู่ให้กลับมาสนใจเรื่องการประลองที่จะเกิดขึ้นแทนที่จะเป็นเรื่องของเด็กหนุ่มสาวทะเลาะกัน
“ยังมีใครคิดจะถอนตัวจากการแข่งขันอีกหรือไม่...นี่คือโอกาสสุดท้าย พวกเจ้าตัดสินใจให้ดี”จ้าวสำนักทำน้ำเสียงเคร่งขรึมจริงจังกวาดตามองเด็กๆทั้งหลายที่ทำสีหน้าครุ่นคิด “หากไม่มีผู้ใดต้องการถอนตัวอีกการแบ่งกลุ่มก็จะเริ่มทันที...”จ้าวสำนักยังคงให้โอกาสเป็นครั้งสุดท้ายทว่าไม่มีใครถอนตัวอีก จากคนจำนวนพันกว่าคน ถอนตัวไปเพียงแค่ห้าสิบกว่าคนดูเหมือนเด็กเหล่านี้จะไม่กลัวตายเสียแล้ว...
“ข้าต้องชี้แจงก่อนว่าหากไฟในกระถางเป็นสีดำย่อมหมายถึงจะมีความตายเกิดขึ้นดังนั้นก่อนลงแข่งขันพวกเจ้าทุกคนจะต้องลงลายมือชื่อเป็นการยืนยัน ว่าหากเกิดอะไรขึ้นกับพวกเจ้าพวกเจ้าและครอบครัวจะยินยอมรับผลของการตัดสินใจนั้นโดยจะไม่นำความเดือดร้อนรำคาญใจใดๆมาสู่สำนัก!”หลังจากจ้าวสำนักกล่าวจบก็กระดาษก็ถูกแจกจ่ายให้กับศิษย์ที่ต้องการลงแข่งขันศิษย์หลายล้วนลงชื่ออย่างไม่ลังเล แม้จะนึกหวาดกลัวถึงเรื่องเล่าของไฟสีดำในกระถางทว่าพวกตนก่อนลงแข่งขันจะได้รับยาวิเศษเม็ดนึง
มันคือ ยากักวิญญาณเป็นยาวิเศษที่หลอมขึ้นเพื่อรักษาวิญญาณไว้ไม่ให้หลุดจากร่าง จึงทำให้ผู้ที่กินยาเข้าไปมีโอกาสรอดตายได้เว้นแต่คนผู้นั้นกายเนื้อจะสูญเสียอย่างหนัก เช่นหัวขาด ตัวขาดครึ่งหรือร่างกายแหลกเละ
และด้วยยาตัวนี้เองจึงทำให้ศิษย์ทั้งหลายกล้าลงแข่งขันแม้จะมีสัญญาณแห่งความตายร้องเตือนก็ตาม..
คล้ายกับว่ากระถางไฟมีชีวิตเสมือนว่ามันรับรู้ได้ถึงเจตนาของจ้าวสำนัก พลันแสงสีทองก็ลอยขึ้นจากกระถางไฟไฟสีดำสลายหายไป กลายเป็นตัวอักษรมากมาย ลอยอยู่กลางอากาศแบ่งเป็นสองแถวซ้ายและขวา...
มันคือรายชื่อผู้เข้าแข่งขันที่ถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มนั่นเองตัวอักษรที่ดูเหมือนจะตัวเล็ก ทว่าทุกคนกลับเห็นได้อย่างชัดเจนคล้ายมันลอยอยู่ตรงหน้า...แน่นอนว่านี่คือความวิเศษของกระถางไฟแห่งสำนักคุนหลุนที่มอบให้สำนักฝึกยุทธแห่งนี้...
เสียงพูดคุยเบาๆของศิษย์ทั้งหลายดังขึ้นหลังจากเลื่อนสายตามองหาชื่อตัวเอง บ้างต้องสู้กับเพื่อนตั้งแต่รอบแรกบ้างต้องผิดหวังที่อยู่คนละกลุ่มกับอาฆาตที่ตนหมายหัวจะเล่นงาน
และแน่นอนว่าไป๋หลงเองก็มองหารายชื่อศัตรูของตัวเอง
ดวงตาไป๋หลงพลันลุกโชนขึ้นทันทีเพราะในกลุ่มเดียวกันมีรายชื่อคนที่เธอหมายหัวเอาไว้! และผู้โชคร้ายคนนั้นก็คือเฟยหานตง!
หลายคนที่ยืนใกล้ไป๋หลงล้วนหันมามองไป๋หลงที่กำลังหักข้อนิ้วดังกรอบๆ เสียงข่มขวัญชวนให้คนหวาดผวายิ่งสีหน้าอาฆาตแค้นยิ่งทำให้คนถอยห่าง สัญชาตญาณของทุกคนกำลังร้องเตือนว่าอย่าได้มีเรื่องกับสตรีผู้นี้! ยิ่งเมื่อวาจาอาฆาตแค้นพ่นออกจากปากของสตรีผู้นี้ ยิ่งทำให้ผู้คนอ้าปากค้าง
“เฟยหานตง เจ้าตายแน่!”
นางถึงกับหมายหัวรัชทายาทผู้สูงส่งที่นางตบไปเมื่อครู่...ดูท่าแล้ว ศึกประจำปีของสำนัก กำลังจะกลายเป็นศึกชิงรักหักสวาทเสียแล้ว!
ศิษย์ของสำนักถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มตามรายชื่อที่ปรากฏเหนือกระถางไฟ เหล่าศิษย์สำนักแพทย์โอสถเดินแจก ยากักวิญญาณที่ช่วยให้ผู้บาดเจ็บรอดตาย คนชุดขาวของสำนักแพทย์โอสถเดินแจกยาเข้ามาใกล้เรื่อยๆและคนที่เดินตรงมาทางไป๋หลงก็คือศิษย์คนสำคัญของหัวหน้าแพทย์โอสถ บิดาของมี่ถง
“ไป๋หลง”ศิษย์พี่คนนั้นร้องทักขณะห่างออกไปเพียงสี่ก้าวในมือถือกล่องยาที่มียาเม็ดสุดท้ายเดินเข้ามาหาไป๋หลง
“ศิษย์พี่”ไป๋หลงว่าพลางค้อมศีรษะให้ตามมารยาทแต่ขณะที่ไป๋หลงกำลังก้มศีรษะ ก็ได้ยินเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้น
“โอ๊ย!”
ไป๋หลงเงยหน้าขึ้นจึงพบว่าเป็นศิษย์พี่ถูกคนจากสำนักแพทย์โอสถที่เธอไม่รู้จักเดินชนจนกล่องยาของศิษย์พี่หล่นลงพื้น จนยาเม็ดนั้นกลิ้งออกมาจากกล่อง เลอะฝุ่นดินซ้ำคนที่เดินชนศิษย์พี่ยังล้มลงไปทับยาเม็ดนั้นทั้งตัวขณะที่ศิษย์พี่เองก็เสียหลักล้มลงเช่นกัน
“นี่เจ้าเดินอย่างไรของเจ้า! ดูสิยาเม็ดสุดท้ายของข้าหล่นพื้นไปแล้ว!”ศิษย์พี่ลุกขึ้นมาเต้นผางด้วยความโมโห ขณะนิ้วชี้ไปที่ใต้ร่างของศิษย์สำนักแพทย์โอสถผู้นั้น ยาเม็ดนี้คุณภาพดีที่สุดในกล่องที่เขาได้รับมาเขาอุตส่าห์ เก็บไว้ให้ไป๋หลง ศิษย์น้องคนสำคัญของสำนัก แต่กลับถูกอีกฝ่ายเดินไม่ดูทางชนจนยาหล่นพื้น
ศิษย์ผู้นั้นทำสีหน้าตกใจรีบลุกขึ้น ยากักวิญญาณเป็นของสำคัญ ที่ต้องใช้เวลาและวัตถุดิบที่ล้ำค่าจึงจะหลอมขึ้นมาได้ หนึ่งเม็ดมีค่าควรเมือง...ศิษย์ผู้นั้นทำสีหน้าเจ็บปวดเมื่อเห็นว่าตัวเองล้มทับยาล้ำค่าจนบี้แบน
“ขออภัยศิษย์พี่ขออภัยจริงๆ”ศิษย์ผู้นั้นค้อมศีรษะปลกๆ ด้วยท่าทางสำนึกผิด
“แล้วแบบนี้ศิษย์น้องไป๋หลงจะเอายาจากไหน!”ศิษย์พี่กล่าวด้วยท่าทางโมโหทุกคนที่ทำหน้าที่แจกยาล้วนได้รับมาในจำนวนเท่าๆกันและทุกคนถูกระบุหน้าที่อย่างชัดเจน ว่ามีหน้าที่แจกยาให้แถวใดกลุ่มใด
ผู้ที่แจกยาส่วนใหญ่ล้วนแจกจนหมดเกลี้ยง คงมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ที่เหลือยาอยู่ในมือเนื่องจากคนที่ตนรับผิดชอบต้องแจกยาได้ถอนตัวจากการแข่งขันไปแล้ว...
แต่เหนือสิ่งอื่นใดผู้ที่ทำให้ยาเกิดความเสียหายหรือสูญหาย จะต้องถูกลงโทษอย่างหนักเนื่องจากยาแต่ละเม็ดมีมูลค่าสูงยิ่ง
ศิษย์ผู้นั้นก้มหน้าทำท่าทางสำนึกผิด “ข้า...ข้าเสียใจจริงๆศิษย์พี่”น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสำนึกผิด ก่อนจะกล่าวต่อ“ในเมื่อเรื่องนี้ข้าเป็นคนทำผิดข้าจะรับผิดชอบเอง...”
ไป๋หลงเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสนใจเมื่อบนไหล่ของอีกฝ่ายแสดงสัญลักษณ์ ของชนชั้นสูงปีสาม
แม้ฐานะของศิษย์พี่จะเป็นศิษย์คนโปรดของหัวหน้าสำนักแพทย์ทว่าก็ยังเป็นชนชั้นล่าง ในสายตาของชนชั้นสูง ในสำนักแพทย์โอสถแม้จะไม่โดนดูถูกเหยียดหยาม ทว่าก็ไม่ได้เป็นที่เคารพของชนชั้นสูงหรือแม้แต่ชนชั้นสูงจะคิดขอโทษเมื่อทำผิด....
บางทียานี่อาจล้ำค่าจนเกินไปจนคนผู้นี้สำนึกผิด หรือเพราะคนผู้นี้ไม่ได้มีนิสัยเย่อหยิ่งในชาติกำเนิดของตนจึงยอมก้มหัวขอโทษชนชั้นล่าง...
“เจ้าจะรับผิดชอบอย่างไร! จะไปขอยาที่เหลือจากคนอื่นรึ!”ศิษย์พี่กล่าวด้วยความโมโห “ใครมันจะมอบให้เจ้ากัน! ยานี่ได้รับมาเท่าไหร่ เมื่อเหลือก็ต้องคืนห้ามสูญหายแม้แต่เม็ดเดียว!เจ้าคิดว่าใครจะยอมมอบให้เจ้ากัน!”ศิษย์พี่เต้นผางด้วยความเดือดดาลแม้เขาจะเป็นศิษย์คนสำคัญของหัวหน้าสำนักแต่เมื่อทำผิดก็ต้องถูกลงโทษอย่างหนักเช่นคนอื่นๆ...
สำนักแพทย์โอสถให้ความสำคัญกับโอสถอย่างมาก ดังนั้นหากผู้ฝึกฝนแพทย์โอสถไม่สามารถรับผิดชอบยาที่ตัวเองได้รับมอบหมายให้ดูแลได้แล้วจะต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรง...
ดีสุดคือไปปีนเขาเก็บยาตามหาสมุนไพรเหล่านั้นมาเป็นวัตถุดิบหลอมยาใหม่ ซึ่งใช้เวลานับปีทำให้สูญเสียเวลาอันล้ำค่า ในการฝึกฝนเพื่อเป็นแพทย์โอสถไป ร้ายสุดคือ ต้องอยู่หน้าเตาหลอมของสำนักทั้งวันทั้งคืนกินนอนอยู่หน้าเตาหลอม คอยเฝ้าตัวยาต่างๆ ให้สำนัก ที่มีการหลอม หรือทดลองหลอมขึ้นในแต่ละวันมีเตานับร้อย ที่ถูกใช้งานและผู้ดูแลเตาหลอมต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิดแทบจะทุกๆหนึ่งก้านธูป....
“ศิษย์พี่...ข้ายังเหลือยาอยู่สองเม็ด เป็นของสองคนนี้ที่ถอนตัวจากการแข่งขัน”ศิษย์ผู้ซุ่มซ่ามกล่าวพลางมองไปยังเทียนหลง และซิ่นเผิงผู้เป็นสหายของไป๋หลงที่ยืนใกล้ๆ
ศิษย์คนนั้นยื่นกล่องยาที่มียาถึงสิบเม็ดออกมาให้ดู
“เอ๊ะทำไมกล่องยาของเจ้ายังเต็มแบบนี้ เจ้ายังไม่ได้แจกใครเลยรึ!”ศิษย์พี่ถามด้วยความประหลาดใจผู้ดูแลยาล้วนได้รับยาในเวลาพร้อมๆกัน ยาที่แจกออกไปย่อมต้องแจกในเวลาไล่เลี่ยกันดังนั้นไม่มีทางที่ใครจะเหลือยามากถึงขนาดนี้
“คือ...”ศิษย์ปีสามคนนั้นทำท่าอึกอักสีหน้ากระอักกระอ่วน “เมื่อคืนข้าดื่มหนักไปหน่อย เช้านี้เลยตื่นสายทำให้มาช้าไปเล็กน้อย...”ศิษย์คนนั้นทำท่าก้มหน้าคล้ายอยากซ่อนความอายเอาไว้แม้สำนักจะไม่ห้ามการดื่มสุรา แต่การไม่ตรงต่อเวลาคือสิ่งที่น่าอายที่สุด“ข้าถูกอาจารย์ตักเตือนอยู่หลายคำจึงได้รับกล่องยามาแจก”ศิษย์ผู้นั้นกล่าวเสียงอ่อยคล้ายไม่กล้าสู้หน้าผู้คน
“เอาเถอะ ในเมื่อเจ้าคิดจะรับผิดชอบเองก็มอบยามาให้ข้าเม็ดนึง ข้าจะได้ให้ศิษย์น้องเจ้าจะได้รีบๆไปแจกจ่ายยาให้เรียบร้อยข้าจะช่วยพูดกับหัวหน้าสำนักแล้วกันว่านี่เป็นอุบัติเหตุและเจ้ารับผิดชอบยาเม็ดนั้นที่เจ้าไม่ได้ตั้งใจทำให้เสียหายอย่างน้อยข้ากับเจ้าก็คงได้รับโทษคนละครึ่ง”ศิษย์พี่กล่าว
“ขอบคุณศิษย์พี่ขอบคุณ”ศิษย์ผู้นั้นกล่าวพลางรีบหยิบยามอบให้ศิษย์พี่ทันที ก่อนจะเร่งรีบเดินไปแจกจ่ายยาที่เหลือเนื่องจากการแข่งขันใกล้เริ่มต้นเต็มทีแล้ว...
ศิษย์พี่รับยามาแล้วยื่นให้ไป๋หลงทันที“เจ้ารีบกินเข้าไป การแข่งขันจะเริ่มแล้ว ยานี่ช่วยชีวิตเข้าได้”
ไป๋หลงยิ้มกล่าวขอบคุณเบาๆแล้วรับยามา ขณะหยิบยาจะเข้าปากก็สูดดมกลิ่นยาตามความเคยชินเพื่อตรวจสอบคุณภาพของยา แม้ยากักวิญญาณจะมีราคาสูง เนื่องจากวัตถุดิบหายากต้องใช้เวลาค้นหานานนับปี ทว่าหอจิวหรงมีทุกสิ่ง ขอเพียงนำมาทำเป็นตัวยาได้หอจิวหรงย่อมทุ่มเททั้งกำลังทรัพย์และกำลังคนเพื่อค้นหามา ดังนั้นยากักวิญญาณจึงเป็นยาที่ไป๋หลงคุ้นเคยเป็นอย่างดี...
ทว่า...ยาเม็ดนี้กลับมีความผิดปกติบางอย่างแม้กลิ่นยาจะมีส่วนผสมที่ถูกต้อง ทว่ากลับมีบางอย่างเพิ่มเข้ามาแต่ไป๋หลงกลับบอกไม่ได้ว่ามันคือสิ่งใด เธอไม่เคยได้กลิ่นแบบนี้มาก่อน... ไป๋หลงขมวดคิ้วด้วยความข้องใจ
เสี่ยวไป๋ทำจมูกฟุดฟิดๆก่อนจะยื่นหน้าเข้ามาสูดดมยาในมือของไป๋หลง ก่อนแววตาจะลุกวาวด้วยโทสะ ‘ยานี่เจ้าห้ามกินมันเด็ดขาด!’เสียงของเสี่ยวไป๋ดังขึ้นในหัว
ไป๋หลงมองเจ้ากระต่ายด้วยความประหลาดใจดูเหมือนว่าเสี่ยวไป๋จะรู้จักกลิ่นที่อยู่บนเม็ดยานี้...
‘ทำไมหรือ’ไป๋หลงถามกลับทางกระแสจิตด้วยความสงสัย
‘ยาเม็ดนี้ถูกเคลือบด้วยยาสมุนไพรชนิดหนึ่งมันทำให้สัตว์อสูรที่ได้กลิ่นถูกกระตุ้นสัญชาตญาณจนควบคุมตัวเองไม่ได้เกิดอาการกระหายเลือดอย่างรุนแรง จึงมีชื่อเรียกว่าบ้าคลั่ง
หลายพันปีก่อนมนุษย์ค้นพบสมุนไพรตัวนี้จึงนำมาใช้งาน ส่วนมากนำมาสกัดเป็นยาพิษ ใช้กรอกปากนักโทษที่มีความผิดร้ายแรงและควรถูกทรมานอย่างสาสม ก่อนจะส่งนักโทษลงสู่ป่าสัตว์อสูรหรือกรงขังที่เต็มไปด้วยสัตว์อสูรให้นักโทษถูกสัตว์อสูรที่ถูกกระตุ้นเพราะกลิ่นยาที่โชยออกมาจากตัวนักโทษทางเหงื่อและรูขุมขน ถูกสัตว์อสูรฉีกทึ้งร่างจนตาย... แต่เพราะยาสมุนไพรนี้เป็นอันตรายต่อเหล่าสัตว์อสูรจึงถูกเทพมังกรทองสั่งทำลายทิ้งทั้งหมดปัจจุบันจึงไม่มีเหลือให้เห็นอีกในแดนเทพอสูร
ส่วนที่ยังเหลือรอดมาถึงตอนนี้น่าจะเป็นมนุษย์ นำมันมาเพาะปลูกขึ้นในดินแดนมนุษย์ แต่มันเลี้ยงไม่ง่ายนักเพราะมันไม่ได้ต้องการน้ำเหมือนต้นไม้ทั่วไป...สิ่งที่มันต้องการคือเลือด...และต้องเป็นเลือดสัตว์อสูรเท่านั้น’
เสี่ยวไป๋กล่าวทางกระแสจิตขณะตาลุกวาวด้วยความโกรธแค้น
‘ดินแดนเทพอสูรเหล่าสัตว์อสูรมีทั้งผู้ล่าและผู้ถูกล่า เลือดจึงเป็นอาหารที่เจ้าต้นไม้นี้หาได้ง่ายดายยิ่งเพียงแค่มันส่งกลิ่นก็ทำให้สัตว์อสูรบ้าคลั่ง ฆ่าฟันกันทันทีที่ได้กลิ่นแค่นี้มันก็ได้เลือดมาดื่มกินแล้ว... ส่วนสมุนไพรที่เพราะปลูกในแดนมนุษย์นั้นมีจำนวนน้อยนิด เนื่องจากมันต้องการเลือดจำนวนมาก จึงเป็นสมุนไพรที่ดูแลได้ยากแต่กระนั้น มนุษย์ก็ยังคงชื่นชอบเจ้าต้นไม้นี้สัตว์อสูรมากมายจึงถูกล่าแล้วนำเลือดมาเลี้ยงเจ้าสมุนไพรบัดซบนี่!’
คำบอกเล่าของเสี่ยวไป๋ทำให้คิ้วของไป๋หลงขมวดมุ่น..นี่หมายความว่ามีคนต้องการให้เธอตาย หากเธอผ่านเข้าสู่รอบสองซึ่งเป็นด่านล่าสัตว์อสูรเธอจะกลายเป็นฝ่ายที่ถูกล่า... และตายแบบชิ้นส่วนไม่ครบในป่า
‘ต้องเป็นเจ้าคนผู้นั้นแน่นอน!’เสี่ยวไป๋กล่าวพลางทำท่าบุ้ยปากไปทางเด็กหนุ่มที่เดินชนศิษย์พี่เมื่อครู่ ไป๋หลงเหลือบมองด้วยหางตาก็พบว่าคนผู้นั้นมองมาท่าทางจดๆจ้องๆคล้ายกับลุ้นว่าเธอจะกินยาเมื่อไหร่ไป๋หลงจึงโยนยาเข้าปากแล้วตั้งใจจะกลืนมาลงท้องเสีย...อีกฝ่ายทำเป็นมองผ่านเธอไปคล้ายกับว่าไม่ได้ตั้งใจมองเธอ ทว่าแววตานั้นบ่งบอกความพึงพอใจ
ที่เธอยอมโยนยาอันตรายนี้เข้าปาก เพราะเธอก็มีเทพอสูรถึงสองตนยาที่กลืนลงไปเพียงใช้เวทมนตร์ดึงมันออกมาเธอก็ไม่ได้รับอันตรายใดๆแล้ว
เสี่ยวไป๋ขมวดคิ้วกับการกระทำของไป๋หลงทันทีที่ไป๋หลงโยนยาเข้าปาก ยาเม็ดนั้นก็มาอยู่ในอุ้งเท้าเสี่ยวไป๋ มันใช้เวทมนตร์ดึงยาที่ไป๋หลงจะกลืนนี้มาไว้ในมือ
‘ยานี่อันตรายกว่าที่เจ้าคิดกลิ่นของมันรุนแรงมาก หากแค่สัมผัสถูก ยังต้องแช่น้ำล้างออกหากว่าเจ้ากลืนลงไปจะให้ข้าผ่าท้องเจ้าแล้วน้ำร่างเข้าแช่ไปแช่น้ำในสภาพถูกผ่าท้องหรือยังไง!’เสี่ยวไป๋ตำหนิทั้งโมโหทั้งเป็นห่วงคนตรงหน้าที่ไม่เคยเกรงกลัวอันตรายใดๆเลยสักนิด ‘ถ้าเจ้าตายรอบนี้ต่อให้โคมประสานวิญญาณร้อยอันก็เรียกวิญญาณเจ้ากลับเข้าร่างนี้ไม่ได้แล้ว!’
โคมประสานวิญญาณเมื่อใช้ไปครั้งหนึ่งแล้ว ผู้ที่เคยใช้โคมจะไม่สามารถใช้ได้ซ้ำสองอีกหาไม่โลกใบนี้จะมีผู้ที่เป็นอมตะ คืนชีพได้ครั้งแล้วครั้งเล่า
‘ข้าผิดไปแล้ว ท่านเสี่ยวไป๋คนดีอย่าได้โมโห’ไป๋หลงยิ้มประจบเจ้ากระต่ายที่ทำท่าสะบัดหน้าใส่งอนได้น่ารักน่าชัง ไป๋หลงชูนิ้วก้อยทำท่าจะเกี่ยวก้อยง้ออีกฝ่ายเสี่ยวไป๋ผู้ไม่มีนิ้วก้อย นอกจากอุ้งเท้าเล็กๆใช้อุ้งเท้าดีดหน้าไป๋หลงไปทีนึงจนอีกฝ่ายหน้าหัน เป็นการลงโทษก่อนจะทำสีหน้าจริงจังเมื่อมองเม็ดยาในอุ้งเท้าเล็กๆของตน
เสี่ยวไป๋จ้องยาในมือราวกับเป็นศัตรูคู่อาฆาตมาแต่ปางก่อนแล้วตะปบอุ้งเท้าทั้งสองเข้าหากัน ยาเม็ดนั้นจึงแหลกเป็นผุยผงร่วงลงสู่พื้นทันที
ไป๋หลงเองก็มีสีหน้าจริงจังเมื่อนึกถึงเรื่องที่มีคนต้องการให้เธอตาย
‘ข้าไม่เคยมีความเค้นกับคนผู้นี้เหตุใดจึงต้องการสังหารข้าด้วย’ไป๋หลงกล่าวด้วยความงุนงง
‘ไม่ใช่แค่เจ้าที่จะถูกสังหาร’เสี่ยวไป๋กล่าวพลางชำเลืองมอง เด็กหนุ่มคนนั้นที่เดินแจกยาจนหมดแล้วเดินออกจากสนามไป
ไป๋หลงมองศิษย์ร่วมชั้นปีที่ต่างกลืนยาลงคอแล้วหน้าซีด คาดว่ายาทั้งหมดที่คนผู้นั้นแจกคงจะเคลือบสมุนไพรบ้าคลั่งลงไปด้วยไป๋หลงมองไปบนที่นั่งของผู้ชม เหลือบมองซิ่นเผิงและเทียนหลงสหายของตนที่บัดนี้ไปนั่งอยู่กับ ฮ่องเต้และอ๋องฮุ่ยหากว่าเธอไม่ตัดสินใจหลอกให้สองคนนี้ถอนตัวจากการแข่งขันหากว่าวันนี้ไม่มีเสี่ยวไป๋สหายสองคนนี้หากรอดเข้าไปถึงรอบสองได้ต้องกลายเป็นก้อนเลือดเลอะเลือน จดจำสภาพเดิมไม่ได้อีกต่อไป...
เพียงแค่คิดว่าต้องสูญเสียบรรดาสหายทั้งหลายไป๋หลงก็รู้สึกปวดร้าว สีหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ยังดีที่พวกเขารอดไปได้...แต่จะช่วยคนที่เหลืออย่างไร ช่วยเพื่อนร่วมชั้นอย่างไรไป๋หลงหันไปมองหน้าเพื่อนๆทุกคน ขณะสีหน้าซีดเผือด
“ไป๋หลง เจ้าไม่สบายหรือเปล่า”น้ำเสียงอ่อนโยนเสียงสตรีดังขึ้นเป็นสหายร่วมชั้นของตน สตรีผู้ที่ขึ้นชื่อว่าอ่อนโยนน่าทะนุถนอมที่สุดในชั้นปี และเอาใจใส่คนรอบข้างเสมอเมื่อได้ยินดังนั้นเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆก็หันมามองไป๋หลงด้วยสายตาที่เป็นห่วง
“ต้องเป็นเพราะผู้ชายแย่ๆคนนั้นแน่เลย!”สตรีอีกคนกล่าวขึ้นเป็นสตรีรูปร่างสูงใหญ่ลักษณะโผงผาง คนที่นางกล่าวย่อมหมายถึงเฟยหานตง
“เจ้านี่!”เพื่อนสตรีอีกคนหันไปตีแขนสตรีร่างยักษ์“คนเขากำลังรู้สึกแย่จะไปพูดสะกิดความรู้สึกนางทำไม”
สตรีร่างยักษ์พลันรู้สึกได้ว่าตนปากพล่อยจึงขอโทษเป็นการใหญ่ ทว่าก็ยังกล่าววาจา “ในเมื่อคนผู้นั้นกล้าหักหาญน้ำใจเจ้าพวกข้าและสหายจะขอสู้ตายกับคนผู้นี้แม้ว่าจะสู้ไม่ได้ก็ตาม!”สตรีร่างยักษ์กล่าวด้วยท่าทางห้าวหาญ แม้นางจะมีลักษณะโผงผาง ทว่าเป็นลูกหลานทหาร มีนิสัยกล้าหาญเด็ดเดี่ยว และเป็นผู้นำ ดังนั้นในชั้นปีนางคือหัวหน้าชั้นปี ขอเพียงนางกล่าววาจาทุกคนย่อมสนับสนุนนาง...
“ใช่ ๆ พวกเราจะรุมอัดเจ้าคนใจร้ายให้เจ้า ต่อให้ล้มคนผู้นี้ไม่ได้อย่างน้อยก็ต้องทำให้เขาบาดเจ็บได้บ้าง!”เสียงบุรุษปีหนึ่งทั้งหลายร้องสนับสนุนคำพูดของหัวหน้าชั้นปี
ไป๋หลงได้ยินแล้วซาบซึ้งใจพวกเขาถึงกับกล้าเป็นศัตรูกับเฟยหานตงเพื่อนาง! ทั้งๆที่เฟยหานตงเป็นถึงรัชทายาทผู้ทรงอำนาจและมีพลังยุทธระดับยอดยุทธ ขณะที่พวกเขา อยู่แค่ระดับเจ็ด ระดับแปดเท่านั้น...
ไป๋หลงกวาดสายตามองคนเหล่านี้ด้วยความซึ้งใจในน้ำใจที่พวกเขามีให้ขณะเอ่ยปากจะห้ามพวกเขา เพราะเฟยหานตงผู้นี้ไม่เพียงเป็นรัชทายาทของอาณาจักรมหาอำนาจยังเป็นยอดยุทธ ที่ร้ายกว่านั้นก็คือ คนผู้นี้คือมังกรฟ้ามาจุติ! เพียงแค่เขาดีดนิ้วเบาๆคนพวกนี้ก็กระเด็นหมดแล้ว!
พลันไป๋หลงก็รู้สึกว่าถูกกระตุกผมเบาๆไป๋หลงก้มมองจึงพบว่าเป็นเสี่ยวไป๋ที่นั่งอยู่บนบ่าของตน แววตาของเสี่ยวไป๋เจิดจ้าคล้ายมีความคิดบางอย่าง
‘ข้ามีวิธีช่วยสหายตัวน้อยของเจ้าแล้ว’เสี่ยวไป๋ยักคิ้วหลิ่วตา ‘เจ้าก็รีบส่งเสริมพวกเขาไปสู้กับเฟยหานตงเสียให้พวกเขาถูกเขี่ยตกจากรอบแรกให้หมด!อย่างน้อยเม็ดยาที่พวกเขากินลงไปก็เป็นของจริง สามารถช่วยชีวิตพวกเขาได้หากว่าเฟยหานตงลงมือรุนแรง แต่หากปล่อยให้พวกเขา หลุดเข้าสู่รอบสองต่อให้มียากักวิญญาณ แต่หากถูกฉีกทึ้งร่างเป็นชิ้นๆ พวกเขาต้องตายสถานเดียว!’
ไป๋หลงได้ยินดังนั้นก็เงยหน้ามองสหายทั้งหลาย แล้วกล่าวกับสหายเหล่านั้น
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็รุมอัดเฟยหานตงให้น่วม!”ไป๋หลงกล่าวด้วยน้ำเสียงห้าวหาญราวกับพาคนไปออกรบ!
ศิษย์ชั้นปีอื่นๆที่อยู่ใกล้เคียง ต่างเหลือบมองเหล่าศิษย์ปีหนึ่ง คล้ายมองตัวประหลาด
แม้เฟยหานตงจะไม่ใช่อันดับหนึ่งของสำนักทว่า สองปีที่ผ่านมาเฟยหานตงคือหนึ่งในสิบอันดับ และทุกปีขยับอันดับขึ้นเรื่อยๆจนปัจจุบันเฟยหานตงคืออันดับสาม ขณะที่อันดับหนึ่งและสองคือปีสี่ทั้งคู่
“พวกเขาคิดว่าตัวเองเป็นใคร จะรุมเฟยหานตงรึฮึ... ไม่เจียมตัว!”เสียงของเด็กปีสองคนหนึ่งดังขึ้นคนที่กล้าสู้ตัวต่อตัวกับเฟยหานตงมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย หากรุมโจมตีก็แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะทำร้ายคนผู้นี้ได้!
“เด็กปีหนึ่งพวกนี้ก็แค่หยิ่งทะนงในความสามารถของตัวเอง คิดว่าจะจัดการเฟยหานตงได้หากง่ายดายถึงเพียงนั้น คนทั้งสำนักจะเกรงกลัวเฟยหานตงทำไม!”เสียงหนึ่งกล่าวขึ้นสนับสนุน
หลายคนพยักหน้าอย่างเห็นด้วยเฟยหานตงผู้นี้ยิ่งกว่าอันธพาล! คนทั้งสำนัก ทั้งหมั่นไส้ทั้งเกรงกลัวเฟยหานตงไม่ได้มีดีแค่เป็นรัชทายาทของอาณาจักรมหาอำนาจแต่ฝีมือของเฟยหานตงนั้นร้ายกาจมากหากว่าคนผู้นี้ใช้พลังมังกรฟ้าที่ได้รับสืบทอดมา แม้แต่จ้าวสำนักยังไม่อาจเทียบเคียงได้... ยังดีที่คนผู้นี้ใช้แค่พลังยุทธทั่วไปคนผู้นี้จึงรู้จักคำว่าพ่ายแพ้...
“นี่...ข้าว่าบางทีงานนี้เฟยหานตงอาจจะถูกโค่นก็ได้ถ้าไป๋หลงเป้นคนลงมือ”เสียงนึงดังขึ้นท่ามกลางเสียงดูถูกของปีหนึ่ง คนผู้นี้คือเจียวลู่ศิษย์ปีสอง ซึ่งเป็นเด็กรับใช้ของหอชายบำเรอลู่เจ๋อเขาเคยเห็นไป๋หลงเล่นงานนักฆ่าเกือบสิบคนมาก่อน “พวกเจ้าลืมไปแล้วหรือไป๋หลงผู้นี้คือผู้ใช้พิษที่สังหารนักฆ่าระดับยอดยุทธไปถึงสิบคน แม้ว่านางจะใช้พิษหากว่านางไม่มีฝีมือ จะสังหารนักฆ่ามืออาชีพเหล่านั้นได้อย่างไร ”เจียวลู่กล่าว
“นั่นก็แค่ข่าวลือไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ”มีคนตั้งข้อสงสัย
เจียวลู่ปรายตามองคนพูด“หากว่าเจ้าเห็นนางฆ่าคนกับตาเหมือนที่ข้าเห็นเจ้าจะไม่พูดแบบนี้ออกมาแน่..”ลู่เจ๋อผู้แต่เดิมเคยอ่อนแอ ถูกคนรังแกบัดนี้ในชั้นปีสองเขาไม่เคยเกรงกลัวใครอีก นั่นเพราะได้ไป๋หลง ช่วยพูดกับจ้าวสำนักให้สนใจการสอนเขาเป็นพิเศษ หากไม่ได้นาง เกรงว่าวันนี้เขายังคงถูกรังแกตลอดจบการศึกษา เป็นเพราะนางกล่าวว่าเขามีความสามารถ คู่ควรแก่การปลูกฝังจ้าวสำนักเองก็เป็นพวกชอบอะไรท้าทาย เขาจึงได้รับการสอนจากจ้าวสำนักและได้เป็นหนึ่งในศิษย์หลักอย่างเป็นทางการชีวิตเขาก็ไม่เคยได้รับสายตาดูถูกจากใครอีก นับวันมีแต่คนเกรงกลัวกำปั้นของเขา...
‘ไป๋หลง...เจ้าต้องอัดเฟยหานตงให้น่วม!’หลายเดือนที่ผ่านมาเขาได้ยินเรื่องของไป๋หลง และเฟยหานตงจากที่เคยรู้สึกเคารพเฟยหานตง มาบัดนี้เขาอยากอัดคนผู้นี้นัก...เพียงเพราะพบเจอสตรีที่คู่ควรกว่า เพียงเพราะไป๋หลงเสียโฉม เขาถึงกับทอดทิ้งสตรีผู้นี้ไปแต่น่าเสียดาย เขาอยู่คนละกลุ่มกับเฟยหานตง ดังนั้นจึงไม่มีโอกาสลงมือ
เฟยหานตงที่จู่ๆก็ถูกคนมากมายหมายหัวพลันรู้สึกเย็นวาบขึ้นมา รู้สึกได้ถึงจิตอาฆาตจำนวนมากที่พุ่งเป้ามาที่ตนและแน่นอนว่าหนึ่งในนั้นต้องเป็นไป๋หลง เทพมังกรขาวผู้มีนิสัยเจ้าคิดเจ้าแค้น! เขารู้สึกได้ว่าจอมอาฆาต ต้องตามเล่นงานเขาแน่ ยิ่งเมื่อการแบ่งกลุ่มครั้งนี้เขาและนางอยู่กลุ่มเดียวกัน
ดูท่างานนี้จอมอาฆาตจะกัดไม่ปล่อยเขายังรู้สึกเจ็บแก้มข้างที่ถูกตบอยู่เลย ดูเหมือนมันเริ่มจะบวมขึ้นมาแล้ว...
“ตบเสียเต็มแรง”เฟยหานตงบ่นพึมพำขณะกุมแก้มตนเองแต่หลังจากนี้คงโดนอีกชุดใหญ่ หนำซ้ำเขายังต้องอ่อนข้อ ยอมให้เจ็บตัวหาไม่แล้วไป๋หลงคงไม่หายเคือง
‘ดูท่า คงต้องใช้แผนชายงามสักครั้ง..’เฟยหานตงคิดพลางเหยียดยิ้มเจ้าเล่ห์ ทว่าก็รอยยิ้มต้องบิดเบี้ยวเพราะสะเทือนแก้มที่บวม...