เมื่อสปอร์ตสีดำสนิทของคิรัญเคลื่อนตัวเข้าสู่ลานจอดของอาคารสูงกลางใจอโศกสายตาเขาเหลือบมองป้ายหน้าตึกขนาดใหญ่ที่สลักอักษรสีเงินเงาวับ
"VIRTÙ ENTERTAINMENT CO., LTD."
อาคารสูงตระหง่าน 40 ชั้น ยืนเด่นกลางเมืองในฐานะหนึ่งใน บริษัทบันเทิงั์ใหญ่ที่สุดของประเทศ ชื่อของ VIRTÙ เปรียบเสมือนตราสัญลักษณ์แห่งความหรูหรา อิทธิพล และการคัดเลือกที่โเี้ในโลกมายา
ที่นี่คือสถานที่แจ้งเกิดของดาราระดับประเทศ แต่ในขณะเดียวกัน…ก็เป็ที่ฝังร่างของ “ความหวัง” ของใครอีกหลายคนอย่างเงียบงัน
หากใคร “เปล่งแสง” ได้ไม่พอ หรือเริ่ม “ร่วง” เมื่อไหร่ บริษัทก็พร้อมจะตัดชื่อออกจากทุกสื่อ ทุกโปรเจกต์ ทุกบทบาท อย่างไร้เยื่อใย...เพราะที่นี่ไม่มีที่สำหรับ “ภาระ” มีเพียง “อนาคตที่ขายได้” เท่านั้น ที่จะถูกเก็บไว้
คิรัญดับเครื่องยนต์อย่างใจเย็น สวมแว่นกันแดดไว้ที่ปลายจมูก ก่อนจะเปิดประตูรถอย่างสงบนิ่ง
ทันใดนั้น เสียงเครื่องยนต์หรูของ BMW สีชมพูตุ่นก็ค่อย ๆ แล่นเข้ามาจอดชิดข้างรถเขา
ประตูฝั่งคนขับเปิดออก พร้อมกับร่างใหญ่ของเจ๊ซินดี้ ผู้จัดการส่วนตัวที่ใครเห็นก็ต้องเหลียวซ้ำ ปรากฏตัวในจัมป์สูทลายเสือแน่นเนื้อ เดินเข้ามาหาก่อนจะเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง
“แกจะให้เจ๊ขึ้นไปด้วยมั้ยเ้าอัณณ์?” น้ำเสียงเธอเคร่งขรึม แต่ใต้ร่มเงาแว่นกันแดดกรอบทองดวงตาเธอไหววูบด้วยความห่วงใย เพราะเธอรู้ดีว่าเกมที่อยู่ข้างบนไม่ได้เล่นด้วยไพ่ แต่ด้วยเขี้ยวและกรงเล็บ
คิรัญหันมาหาผู้จัดการคนสนิท พร้อมยิ้มน้อย ๆ อย่างสุภาพ
“ไม่เป็ไรครับเจ๊ เดี๋ยวผมไปพบคุณธามเอง”
เจ๊ซินดี้ชะงัก มองเด็กหนุ่มเต็มตา...ในเสี้ยววินาทีนั้น เธอรู้เลยว่า เด็กคนนั้น ไม่ใช่แค่อัณณ์คนเดิมที่อ่อนแออีกต่อไปแล้ว เขาไม่ใช่คนที่เธอต้องคอยปกป้องอยู่ตลอดเวลา
กะเทยสาวร่างใหญ่พยักหน้าเบา ๆ พลางส่งยิ้มให้ “โอเค...แต่ถ้าแกไม่โอเค โทรหาเจ๊ทันทีนะ เข้าใจมั้ย เจ๊จะรอแกอยู่ที่เลานจ์ชั้น 19 เจ๊ไปหาเพื่อนเก่าที่เป็ PR ฝ่ายอีเวนต์หน่อย?”
คิรัญยิ้มบาง ๆ อีกครั้ง ก่อนจะหันหลังสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วก้าวเข้าสู่ประตูหน้าตึกที่มีอักษรสีเงินสะท้อนแสงแดดยามบ่าย
เสียงส้นรองเท้าหนังกระทบพื้นหินแกรนิตดังแ่เบาในล็อบบี้ที่เงียบสงบ พนักงานต้อนรับหลังเคาน์เตอร์หน้าลิฟต์รีบลุกขึ้นยืน ทำความเคารพทันทีเมื่อเห็นใบหน้าของเขาที่ตอนนี้...กำลังจะกลายเป็ไวรัลอันดับหนึ่งบนโลกออนไลน์
คิรัญไม่พูดอะไร เพียงยกมือเล็กน้อยเป็เชิงทักทายสุภาพ ก่อนจะกดลิฟต์ฝั่งผู้บริหาร ลิฟต์พิเศษที่ไม่ต้องใช้คีย์การ์ด เพราะถูกตั้งค่าลายนิ้วมือไว้แล้ว ธามทัต อัครเวทิน เป็คนสั่งให้เขาขึ้นมาได้ทันที เพราะเ้าของร่างนี้คือคนที่เคยอยู่ในฐานะเมียเก็บได้นานที่สุด
เสียง “ตึ๊ง” แ่ดังขึ้นก่อนที่บานประตูจะเปิดออก
เขาก้าวเข้าไปในลิฟต์เงียบ ๆ ที่ตกแต่งด้วยกระจกสีชาดด้านข้าง ผนังสเตนเลสสีเทาเข้มสะท้อนภาพเขาอย่างเบลอเลือน
คิรัญมองภาพสะท้อนของตัวเองในกระจก ดวงตาคู่นั้นนิ่งเรียบ แต่หากมองให้ลึก...จะเห็นเปลวเพลิงบางอย่างซ่อนอยู่ภายใน
‘ก็แค่เดินเข้าไปในถ้ำเสือ...ก็เท่านั้นไม่เห็นจะน่ากลัวอะไร’ เขาพึมพำในใจ ขณะตัวเลขบอกชั้นกะพริบจากเลข 1 ไปจนถึงเลขสูงสุด ชั้น 40 PRESIDENTIAL FLOOR
ติ๊ง
เมื่อลิฟต์หยุดลงอย่างนุ่มนวล คิรัญยืดไหล่เล็กน้อย พลางปรับปกเสื้อเชิ้ตซาตินสีดำให้เรียบ มืออีกข้างยกขึ้นดันแว่นกันแดดทรงเรียบที่พาดอยู่บนสันจมูกให้เข้าที่ ก่อนที่ประตูลิฟต์จะเปิดออก…เข้าสู่อาณาจักรของ “ธามทัต อัครเวทิน” ทันที
เบื้องหน้าเขาคือพรมสีเทาหม่นนุ่มลึก ผนังไม้โอ๊คดำกับกระจกใสที่ฉายวิวเมืองอย่างเงียบงัน และประตูบานใหญ่ที่สลักอักษรเงินคำว่า “ประธานบริษัท” เขาก้าวเท้าช้า ๆ อย่างคนไม่รีบ
มือเรียวเคาะเบา ๆ สองที ก๊อก ก๊อก เสียงเข้มจากด้านในดังลอดบานไม้
“เข้ามา”
แกร๊ก..
คิรัญเปิดประตูออกด้วยแรงพอประมาณ เสียงบานประตูเลื่อนเข้าที่คล้ายเสียงฉากเปิดในโรงละคร ส่วนเขา...ก็ไม่ต่างจากนักแสดงนำที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับบทบาทซ้ำซากที่เขาเคยหนีไม่พ้น
ภายในห้องทำงานโอ่อ่ากว้างขวาง โต๊ะทำงานไม้ดำมันเงาวางตัวอยู่กลางห้อง และผู้นั่งอยู่ด้านหลังคือธามทัต อัครเวทิน ในชุดสูทสีถ่านเข้มที่ตัดเย็บเข้ารูปอย่างบรรจง ชายผู้นี้เขาไม่ใช่แค่เ้าของธุรกิจวงการบันเทิงขนาดใหญ่ที่ใครต่างยำเกรง แต่ยังเป็พญาเสือที่นอนครองทั้งเมือง โดยมี “เด็กในสังกัด” อยู่เต็มลิสต์
แต่ละคนพร้อมจะขึ้นเตียงกับเขาโดยไม่ต้องเอ่ยคำสั่ง
บ้างรออยู่ในคอนโดหรู บ้างนั่งไขว่ห้างในคลับที่เขาเป็เ้าของ รอเพียงสายเรียกเข้ากลางดึกก็รีบแหกขาให้ทั้งเนื้อทั้งใจ
ธามเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตาสีเข้มดุดันใต้แนวคิ้วเรียวเฉียบจ้องตรงมาราวกับจะทะลวงทุกความคิดในหัวของคิรัญ ริมฝีปากสีเข้มขยับขึ้นแ่เบาแต่หนักแน่น เสียงของเขาเรียบ…และเย็น
“นายสายไปห้านาที...”
คำพูดไม่ดัง แต่ราวกับฟาดด้วยแส้ มันไม่ใช่แค่คำตำหนิ แต่มันคือการทวงอำนาจ การย้ำเตือนว่า ใครคือคนที่รออยู่
คิรัญยกมือถอดแว่นกันแดดทรงเรียบออกช้า ๆ วางมันลงบนโต๊ะอย่างตั้งใจ การเคลื่อนไหวของเขาไม่รีบร้อน ราวกับตั้งใจจะชะลอทุกจังหวะให้เหมาะกับการเล่นเกมประสาท
ริมฝีปากเขายกยิ้มขึ้นเล็กน้อยที่มุมปากก่อนจะตอบโต้ตนร่างสูงอย่างช้าๆ “นาฬิกาของผมเดินช้ากว่านาฬิกาคุณนิดหน่อย...คงเป็เพราะผมไม่เคยอยู่ในเวลาเดียวกับคุณก็ได้” เขาตอบเสียงเบา แต่อ่อนหวานพอที่จะขัดขืน และเยือกเย็นพอจะท้าทาย
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นช้า ๆ เขารู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่เด็กหนุ่มที่ดูหงิมๆ ติ๋มๆ จะกล้าขัดขืนเขาเช่นนี้ สายตาเฉียบคมจ้องตรงมายังคิรัญ ริมฝีปากขยับเอ่ยเสียงเรียบไร้ความลังเล
“อัณณ์...นั่งก่อนสิ เรามีเื่ต้องคุยกันเยอะ โดยเฉพาะ...เื่สัญญาของนาย”
คิรัญนั่งนิ่ง มือข้างหนึ่งวางอยู่บนหน้าขา อีกข้างแตะเบา ๆ บนพนักเก้าอี้ ท่าทางดูผ่อนคลายจนเหมือนว่าเขาไม่ได้รู้สึกอะไร…ภายใต้รอยยิ้มเรียบนิ่งใบหน้าจิตใจของเขาหวนคิดถึงเงิน สิบล้านในบัญชี ตัวเลขในบัญชีที่โผล่ขึ้นมาราวกับฝัน ไม่มีแม้แต่คำอธิบาย ไม่มีแม้แต่ข้อความสั้น ๆ แต่เขารู้…เงินแบบนี้ไม่เคยฟรีในโลกของคนอย่างธามได้
เขากำลังจะถูกซื้อ หรือถูกจ่ายค่าตัดขาดหรืออะไรสักอย่าง เขาต้องรู้ให้ได้ว่ามันคือเงินอะไร แม้แต่ในความทรงจำของเด็กคนนี้ก็ไม่เคยผุดความทรงจำนี้ขึ้นมา?
คิรัญเงยหน้าขึ้นสบตาธามด้วยแววตาเรียบเฉยอย่างนักเจรจา ก่อนจะเอ่ยถามท่านประธานหนุ่มด้วยความอยากรู้
“คุณจะคุยเื่สัญญาอะไรกับผมล่ะครับ?” เขาเอ่ยถาม ขณะเอียงหน้าพลางยิ้มที่มุมปากนิดหนึ่ง
“ไหน ๆ คุณก็โอนเงินให้ผมตั้งสิบล้านแล้ว…”
เมื่อประโยคนั้นแค่จบลง ธามก็กระตุกหางคิ้วทันที ดวงตาที่เคยแน่นิ่งกลับวาวขึ้นวูบหนึ่ง เหมือนนักล่าที่ถูกลูกศรยิงเฉียดแก้ม
เขาขยับตัวช้า ๆ ดวงตาคมปลาบเบนมองมายังคิรัญเต็มตา ก่อนริมฝีปากจะขยับขึ้น ไม่ใช่เพื่อยิ้ม แต่เพื่อเหยียด
“นายยังไม่รู้จริง ๆ เหรอ ว่าเงินนั้นคืออะไร?” น้ำเสียงเ็าราวกับมีน้ำแข็งก้อนฝังในลำคอ
“นายฉลาดน้อยลงนะอัณณ์...หรือแค่แกล้งโง่?”
คิรัญไม่ตอบ รออีกฝ่ายเปิดไพ่เอง
ธามโน้มตัวมาข้างหน้า แขนพาดบนขอบโต๊ะ เสียงที่หลุดออกมาจากปากไม่ได้เสียงดัง แต่ทุกพยางค์เหมือนมีดกรีดแทงใจ
“ฉันจ่ายให้นาย...เพราะฉันไม่อยากนอนกับนายอีกแล้วไง”
“ฉันเบื่อของหวานที่ไร้รสชาติ เบื่อการครางที่ไม่มีแรง เบื่อความเงียบหลังเสร็จกิจ”
เขาเอียงหน้าช้า ๆ สายตาเหยียดเย็นมองลอดผ่านคิรัญราวกับมองทะลุไปยังผนังเื้ั
“ที่ฉันเลือกมีอะไรกับนายตลอดสองปีที่ผ่านมา มันเพียงเพราะนายวางตัวดี ไม่จุ้นจ้าน ไม่หึงหวง ไม่ทำตัวติดหนึบกับฉันเหมือนพวกเด็กหิวแสงทั่วไป...มันก็เท่านั้น”
คิรัญยังคงนั่งนิ่ง สีหน้าไร้คลื่นอารมณ์ แต่ในหัวกลับก้องสะท้อนด้วยเสียงที่ตนไม่เคยพูดออกมา
‘อ๋อ...ที่แท้เงินสิบล้านคือค่าบอกเลิกของคนรวยก็เท่านั้น’
เขาหรี่ตามองชายตรงหน้า ราวกับจับผิด
“แล้วทำไมต้องให้เงินสิบล้าน? กับของเล่นที่คุณเบื่อ...มันมีค่าขนาดนั้นเลยเหรอครับ?”
ธามเลิกคิ้ว ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยแบบคนที่เชื่อว่าตัวเองยังเหนือกว่าเสมอ “ฉันจ่ายแพง เพราะฉันี้เีมีปัญหาทีหลัง เผื่อนายเรียกร้องอะไรขึ้นมาทำให้ฉันปวดหัวอีก…เงินที่ฉันให้นายไปเป็ค่าเสียเวลาตลอด 2 ปีของนายก็เท่านั้น”
แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไรต่อ เสียงของคิรัญก็แทรกขึ้น หยุดการแสดงของอีกฝ่ายในทันที
“งั้นก็ดี…เพราะผมก็กำลังจะบอกคุณเหมือนกัน ว่าผมจะเลิกเป็เมียเก็บของคุณ” รอยยิ้มจาง ๆ ผุดขึ้นตรงมุมปาก ดวงตาไม่สั่นไหวเลยสักนิด
"ผมเองไม่ชอบนอนกับคนที่มั่วไม่เลือก คนที่ใครก็พร้อมจะอ้าขาให้ เพราะผมไม่อยากเสี่ยงติดโรค"
“อ๋อ...แล้วก็ช่วยอย่าหยิบความสัมพันธ์พัง ๆ ของผมกับคุณ เอาไปแลกเป็งานแล้วโยนให้ไอ้ภูเหมือนเช่นเคย”
“เพราะต่อจากนี้ไปผมกับไอ้ภูจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน และผมก็ไม่คิดจะยอมให้มันหลอกใช้ผมไต่เต้าขึ้นไปเหยียบหัวของผมได้อีกครั้งหรอกนะครับ”
ทันทีที่คำพูดสุดท้ายนั้นจบลงห้องทั้งห้องกลับเงียบงันขึ้นมาทันที
ธามนิ่งเงียบอยู่หลายนาทีใบหน้าเรียบเฉยยังคงเดิมแต่แววตากลับเผยความแปลกใจเพียงเสี้ยววินาที เด็กหนุ่มตรงหน้าเขา...เปลี่ยนไปมาก...และคำพูดก็ไม่เหลือความกลัวให้จับได้เลย
ธามยกยิ้มมุมปากอย่างเชื่องช้า แววตาคมกริบยังจับจ้องอีกฝ่ายนิ่งๆ นานพอจะกลืนความเงียบเข้าไปทั้งห้อง
เขากำลังประเมิน...ไม่ใช่ในฐานะ “ของเล่น” อย่างที่ผ่านมาแต่ในฐานะ “บางอย่าง” ที่เริ่มจะ...น่าสนใจขึ้นทุกที

คิรัญเดินเข้าออฟฟิศใหญ่แบบตัวจริงเสียงจริง ไม่หลบ ไม่หลีก ไม่เม้มปาก
แต่พอเจอประธานธามทัตปุ๊บ...โดนด่า “สายไปห้านาที”
โอ้โห แม่! คนอื่นเค้าให้สายสิบห้านาทีฟรี ๆ นี่ประธานเขาเป๊ะกว่านาฬิกาควอตซ์อีก!
แล้วคำว่า “ไม่อยากนอนกับนายอีกแล้ว” ที่ธามพูดอะ...
เอ้า! ถ้าไม่อยากนอนก็ลุกสิคะ จะนอนทับความรู้สึกน้องทำไม! ????
สรุป...จากเมียเก็บจะกลายเป็คนเก็บศพตัวเอง เพราะฟาดกันด้วยคำพูดแสบกว่าไฟลวก!