อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก

บทที่ 182 พิสูจน์ความสามารถ

บทที่ 182 พิสูจน์ความสามารถ

 

“ฉันกำลังสงสัยเกี่ยวกับแปลงเพาะปลูกนี้ว่าอาจจะถูกรู้ล่วงหน้าแล้วค่ะ” เซิ่นหนิงกล่าวอย่างมั่นใจ สำหรับการทดสอบนี้...ต่อให้เป็นเกษตรกรระดับสูงก็ยังยากที่จะทำสำเร็จเลย ดังนั้น...คงจะต้องมีการวางแผนล่วงหน้ากันไว้แล้วแน่นอน

            

เมื่อเธอพูดจบ คณะกรรมการที่รู้ความจริงทั้งหมดก็อยากจะแค่นหัวเราะกันออกมา พวกเขาไม่อยากเชื่อเลยว่าเด็กคนนี้จะคิดไปไกลถึงขนาดนั้น สำหรับแปลงเพาะปลูกนี้...เธอพูดว่าปัญหามาจากสารบำรุงดินที่ผิดปกติอย่างนั้นหรือ?

            

เหอ เหอ เหอ วิธีแบบนี้ เธอคิดจริงๆหรือว่ามันถูกต้อง! อะไรคือสารบำรุงดินที่ผิดปกติ พวกมันถูกใส่เอาไว้นานแค่ไหนแล้ว แถมวิธีที่จะเอาสารบำรุงดินออกเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินนั้นเป็นวิธีที่ทุกคนรู้กันอยู่แล้วหรือ? ขนาดพวกเขาที่เป็นเกษตรกรผู้เชี่ยวชาญขึ้นไปก็ยังไม่รู้เลย

            

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนรองประธานสภาฯกลับไม่คิดจะให้คณะกรรมการช่วยซูหยวนในการอธิบาย ไม่ใช่เพราะเขาไม่เชื่อใจเธอ แต่เป็นเพราะเขาต้องการแสดงให้เห็นถึงฝีมือของเด็กสาวที่ทำให้เขาตกตะลึงมาแล้ว

 

“ในเมื่อเธอสงสัยเกี่ยวกับแปลงเพาะปลูกนี้ที่มีปัญหา อย่างนั้น...ให้เธอลองเลือกแปลงเพาะปลูกที่เหลือนี้ดู แล้วก็ลองดูว่าถ้าเป็นเธอจะใช้วิธีการแบบไหนในการเพิ่มระดับของแปลงเพาะปลูก ไม่สิ! แค่บอกว่ามันมีปัญหาอะไรให้ครบถ้วนก็พอ” รองประธานสภาฯกล่าวขึ้น เขาผายมือไปยังแปลงเพาะปลูกทั้ง 5 แปลง พวกมันทั้งหมดถูกเตรียมเอาไว้เพื่อให้ผู้ผ่านการทดสอบโจทย์แรกสามารถทำได้

            

เซิ่นหนิงชะงักไป ไม่คิดเลยว่ารองประธานสภาฯจะใช้วิธีจัดการเช่นนี้ ไม่ใช่แค่คิดจะพิสูจน์ความสามารถของอันซูหยวนเท่านั้น แต่ยังคิดจะให้เธอยอมรับความสามารถที่อ่อนด้อยของตนเองด้วย

 

“แล้วก็....แปลงเพาะปลูกทั้งหมดนี้ ฉันอนุญาตให้ผู้ชมที่มีระดับต่ำกว่าเกษตรกรผู้ชำนาญลองระบุวิธีในการเพิ่มระดับของพวกมันด้วยก็ได้ ซึ่งถ้าไม่มีใครคิดวิธีการยกระดับแปลงเพาะปลูกให้มากกว่าระดับ 4 ได้ ถ้าอย่างนั้นก็อย่ามาพูดว่าจะมีคนโกงการทดสอบอีกเลย”

 

“พนักงานจางที่เธอกล่าวหา แท้จริงแล้วเป็นพนักงานขององค์กรในระดับใด ด้วยความสามารถของพนักงานคนนั้น คิดจริงๆหรือว่าจะหาวิธีการจัดการได้ แล้วก็นะ....แปลงเพาะปลูกที่อันซูหยวนยกระดับไปก่อนหน้านี้ สารบำรุงดินไม่ได้มีปัญหาเลย วิธีการที่จะเอาสารบำรุงดินออก เป็นวิธีการที่แปลกใหม่จนแม้แต่ฉันเองก็ยังออกคำสั่งไปเมื่อครู่ ขอให้นักวิจัยและนักพัฒนาดินจัดการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้”

 

“หรือเธอกำลังจะบอกว่าพนักงานจางเสี่ยวเสียนมีความสามารถมากพอที่จะคิดวิธีใหม่ๆมาให้องค์กรอย่างนั้นหรือ?” รองประธานสภาฯ อธิบายความเพิ่มเติม

            

ถ้าหากว่าเซิ่นหนิงยอมรับว่ายังเป็นจางเสี่ยวเสียนที่ช่วยคนโกง เช่นนั้นก็ต้องยอมรับว่าจางเสี่ยวเสียนนั้นมีความสามารถมากกว่าจริงๆ

            

เขากระทั่งเปิดโอกาสให้เซิ่นหนิงขอความช่วยเหลือจากโอวหยางเซินด้วยซ้ำไป...

            

เมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้น เซิ่นหนิงก็ราวกับรู้แล้วว่าชะตากรรมของตนเองเป็นอย่างไร ก่อนหน้านี้เพิ่งได้ถามรุ่นพี่โอวหยางเซินเกี่ยวกับการยกระดับพื้นที่แปลงเพาะปลูกจาก 3 ไป 4 อีกฝ่ายตรวจสอบแล้ว ก็คิดว่าจะต้องใช้เวลามากกว่า 1 ชั่วโมง ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ด้วยซ้ำ แล้วตอนนี้จะเอาความสามารถที่ไหนไปยกระดับแปลงเพาะปลูกตามเงื่อนไข!

 

“บททดสอบนี้เป็นฉันที่กำหนดให้หลังจากไปสถาบันนักล่าอันดับหนึ่ง และฉันก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากที่นั่น โดยฉันได้เห็นเป็นครั้งแรกว่ามีคนยกระดับแปลงเพาะปลูกจากระดับ 4 ขึ้นไปสู่ระดับที่ 6 ได้ในเวลาเพียง 1 วัน”

 

“ครั้งนี้ไม่ใช่บททดสอบที่ฉันคาดหวังว่าจะมีคนสอบผ่านจริงๆ ที่ทำไปในครั้งนี้ก็เพื่อเป็นการเตือนให้เกษตรกรทั้งหมดได้รู้ตัว หากยังไม่คิดพัฒนาอย่างก้าวกระโดด บางที...ทุกคนก็อาจจะถูกนักล่าที่เรียนวิชาเกษตรก้าวข้ามไปก็ได้”

 

“คิดไม่ถึงเลยว่านักเรียนอันซูหยวนคนนั้นกลับต้องการมาเป็นเกษตรกรด้วย ดังนั้นฉันจึงได้มาที่นี่ด้วยตนเอง” รองประธานสภาฯกล่าวถึงความยิ่งใหญ่ของซูหยวนต่อไป

            

ท่ามกลางความตกตะลึงของผู้ที่ได้ยิน ปรากฏว่าเบื้องหลังข้อสอบที่ยากจะผ่านนี้ แท้จริงแล้วไม่ได้ออกแบบมาเพื่อไม่ให้ทุกคนผ่านไปได้ง่ายๆ มันคือคำเตือนของรองประธานสภาฯที่อยากจะมอบให้พวกเขาก็เท่านั้น

            

ทุกสายตามองไปยังอันซูหยวน นักล่าลึกลับที่ผ่านการทดสอบจนมาถึงขั้นสุดท้ายได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เธอก็คือคนที่สอบผ่านจนได้เป็นเกษตรกรระดับเริ่มต้นแล้ว ทว่า...ยังต้องแสดงฝีมืออีกครั้ง

            

ตามคำพูดของรองประธานสภาฯ ปรากฏว่ามีเด็กคนหนึ่งสามารถยกระดับแปลงเพาะปลูกขึ้นไปอีกหลายระดับได้ด้วยเวลาแค่ 1 วัน ดังนั้นไม่มีใครคิดจะหาคำตอบตามคำของรองประธานสภาฯ พวกเขาแค่ต้องการจะดูการแสดงที่ยิ่งใหญ่ เป็นสักขีพยานของความสำเร็จที่อันซูหยวนกำลังจะแสดงให้เห็นก็เท่านั้น

           

 โอวหยางเซินที่ตอนแรกตั้งใจจะช่วยเซิ่นหนิงกู้หน้า แต่หลังจากได้ยินการยกย่องของรองประธานสภาฯ เขาก็ไม่ก้าวออกมาอีกต่อไป เพียงยืนอยู่ด้านหลัง มองเซิ่นหนิงที่ก้าวลงสู่เหวนรกด้วยตนเอง

            

เรื่องนี้โทษเขาไม่ได้อีกแล้ว แม้ว่าเขาจะเสียดายพรสวรรค์ของเซิ่นหนิงไม่น้อย แต่ไม่ได้มีแค่เธอใช่ไหมที่เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองน่ะ ดังนั้น...ในความคิดของเขา ไม่มีเหตุผลเลยที่จะต้องออกตัวเสี่ยงตายเพื่อเธอ

 

“รุ่นพี่....”

 

“อย่างที่ฉันบอก ฉันเองก็ไม่มีวิธีจัดการเช่นกัน” เจอการปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมาของโอวหยางเซิน เซิ่นหนิงก็เกือบจะเซถอยหลังล้มไปแล้ว หากไม่ใช่เพราะเธอยังมีความหวังที่จะลุ้นให้อันซูหยวนไม่สามารถยกระดับแปลงเพาะปลูกที่เหลือได้

 

“เอาล่ะ ขอให้ผู้คัดค้านเลือกแปลงเพาะปลูกที่อยากจะให้ผู้เข้าทดสอบอันซูหยวนยกระดับด้วย ตราบเท่าที่เธอเป็นคนเลือกเอง ผลลัพธ์หลังจากนี้จะคัดค้านไม่ได้อีกแล้วนะ” กรรมการก้าวออกมา จัดการเรื่องนี้ต่อจากท่านรองประธานสภาฯ

            

เซิ่นหนิงมองไปยังแปลงเพาะปลูกทั้ง 4 ที่เหลือ เธอคิดอย่างระมัดระวัง เลือกแปลงเพาะปลูกที่สภาพดูไม่ได้มากที่สุดแล้ว จากนั้นก็พยักหน้าให้กับกรรมการ

 

“ฉันขอให้ผู้เข้าทดสอบอันซูหยวนจัดการแปลงเพาะปลูกนี้ค่ะ” เมื่อซูหยวนเห็นการเลือกของอีกฝ่าย เธอก็หัวเราะเบาๆ

 

“คุณหนูเซิ่น ฉันให้โอกาสในการเลือกอีกครั้ง ช่วยเลือกแปลงเพาะปลูกที่จัดการได้ยากกว่านี้เถอะ ฉันกลัวว่าถ้าฉันลงมือไปแล้ว...คุณหนูเซิ่นจะไม่อยากยอมรับผลอีก” ได้เห็นความมั่นใจของซูหยวนเช่นนั้น เซิ่นหนิงก็อยากจะกรีดร้องออกมา

 

“อวดดีจนถึงที่สุดเถอะ! ฉันเซิ่นหนิงจะรอดูความล้มเหลวของเธอ!” เซิ่นหนิงยืนยันเช่นนั้น ซูหยวนก็ทำได้แค่ยักไหล่ขึ้น

            

ในความคิดของเซิ่นหนิงก็คือ ซูหยวนกลัวที่จะได้รับแปลงเพาะปลูกที่ยุ่งยากนี้ แต่ในความคิดของซูหยวนกลับไม่เป็นเช่นนั้น แปลงเพาะปลูกนี้...ในความคิดของเธอ มันเป็นเรื่องง่ายที่สุดที่จะจัดการแล้ว

 

“ฉันขอใช้พวกนี้นะคะ” 

 

ซูหยวนชี้ไปยังสารบำรุงดินก้อนใหญ่จำนวนมากที่เธอนำออกมาจากแปลงเพาะปลูกก่อนหน้านี้ ซึ่งหลายคนเข้าใจผิดคิดว่ามันมีปัญหาในตอนแรก ขอแค่เอาพวกมันออกมาก็เป็นอันเสร็จสิ้นแล้ว แต่ในความจริง...พวกมันไม่ได้มีปัญหาเลย แต่เพราะความเข้มข้นจากการพยายามของเกษตรกรที่อยากจะบำรุงดินนี้ให้ดีตลอดไป พวกเขาใส่มันซ้ำไปซ้ำมาจนจับเป็นก้อน และพวกพืชพรรณก็ดูดซับเอาแร่ธาตุพวกนี้ไปใช้ไม่หมดต่างหาก

 

เพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็น ซูหยวนไม่ได้ขอสารบำรุงดินใหม่มา เธอเพียงเอาสารบำรุงดินที่จับกันเป็นก้อนๆโยนใส่น้ำที่ทางกรรมการเตรียมเอาไว้ให้ จากนั้นก็รดลงไปในแปลงเพาะปลูกที่เซิ่นหนิงเลือก ผ่านไปไม่นาน...ระดับของแปลงเพาะปลูกที่ขึ้นว่า 3 มาตลอดก็ขยับ ค่อยๆเลื่อนไปสู่ระดับที่ 4 อย่างรวดเร็ว 

 

เมื่อเทียบกับการจัดการแปลงเพาะปลูกก่อนหน้านี้ การจัดการแปลงเพาะปลูกที่เซิ่นหนิงเลือกกลับเป็นเรื่องง่ายดายจริงๆ

 

“ปรากฏว่าแปลงเพาะปลูกนี้แค่ขาดสารบำรุงดินอย่างนั้นหรือ?”

 

“ไม่สิ! อย่าลืมว่าสารบำรุงดินพวกนั้นเป็นสิ่งที่พวกเราเข้าใจว่ามีปัญหาไม่ใช่หรอ”

 

“อ๋า....นี่ นี่ถือเป็นการพิสูจน์ให้เห็นสองรอบเลยนะว่าเธอไม่ได้โกง นี่เป็นวิธีจัดการแบบใหม่ที่เธอคิดค้นเอง เพราะถ้าสารบำรุงดินไม่ได้มีปัญหา ก็แปลว่าไม่มีวิธีตายตัวที่จะจัดการได้ง่ายดายขนาดนั้น”

 

“สมกับที่เป็นคนที่รองประธานสภาฯยกให้เป็นตัวอย่างของพวกเราจริงๆ”

 

“ฉันได้เปิดหูเปิดตาแล้วในวันนี้ หลังจากนี้ต่อไป...ฉันจะพยายามเรียนรู้วิธีการทำการเกษตรแบบใหม่ให้มากขึ้น ไม่ยึดติดกับกรอบเดิมๆอีกต่อไป”

            

ความคิดของทุกคนเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากที่เคยคิดว่าเซิ่นหนิงพูดได้ถูกต้อง เวลานี้รู้แล้วว่าเซิ่นหนิงอคติไปเอง เธอไม่ยอมรับฝีมือของคนอื่นเพียงเพราะว่าตนเองทำไม่ได้ ทั้งยังโยนความผิดทั้งหมดไปให้จางเสี่ยวเสียนเพราะคิดว่าอีกฝ่ายอิจฉาเธอเรื่องผู้ชายอีก...

            

ในฐานะเกษตรกรที่มีพรสวรรค์ เธอไม่ควรจะได้รับชื่อเสียงแบบนั้น!

 

“คุณหนูเซิ่นอยากจะให้ฉันจัดการแปลงเพาะปลูกไหนอีกไหม เผื่อว่าจะยังติดใจ...คิดว่าฉันไร้ความสามารถจนต้องคดโกง” ซูหยวนไม่คิดจะปล่อยโอกาสเหยียบย่ำคนที่ต้องการรังแกเธอ นอกจากนี้...ด้วยวิธีการนี้ จะทำให้เธอแก้แค้นแทนคุณหนูจางได้ด้วย หวังว่าด้วยการกระทำของเธอนี้ จะทำให้ประธานจางประทับในใจตัวเธอมากขึ้นไปกว่าเดิมอีก

            

ทว่า...โดยที่ไม่รู้ตัว จางเสี่ยวเสียนที่ได้เห็นใครบางคนออกมาปกป้องตนเองแบบนี้ เธอกลับน้ำตาซึมด้วยความซาบซึ้งใจ

            

ปกติ แม้ตระกูลจางจะไม่ได้กำหนดว่าสมาชิกในตระกูลต้องสนใจด้านใดเป็นพิเศษ แต่ส่วนใหญ่แล้วก็ชื่นชมคนที่เป็นนักล่าเท่านั้น เพราะประธานจางเป็นประธานขององค์กรนักล่าอิสระที่มีชื่อเสียงที่สุด ดังนั้นทุกคนจึงภาคภูมิใจกับเรื่องนี้ เธอที่เป็นเหมือนกิ่งก้านเล็กๆในองค์กรเกษตรกร ไม่นับว่าเป็นบุคคลที่ตระกูลต้องใส่ใจอะไร 

            

การอยู่ในองค์กรเกษตรกรของจางเสี่ยวเสียนค่อนข้างลำบากไม่น้อย มองว่าเธอมาจากตระกูลใหญ่ แต่จริงๆแล้วเธอต้องพยายามด้วยตัวเองทั้งหมด ไม่น่าแปลกใจที่การออกตัวของซูหยวนจะทำให้จางเสี่ยวเสียนมองว่าเธอเป็นไอดอลของตนเอง

 

“เอาล่ะ การพิสูจน์ความสามารถของผู้เข้าร่วมการทดสอบอันซูหยวนจบลงแล้ว เธอผ่านการทดสอบทั้งหมดด้วยความสามารถ ส่วนผู้คัดค้านเซิ่นหนิง หลังจากนี้ไปอีก 10 ปี ห้ามไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการทำการเกษตรทั้งหมด แน่นอนว่าห้ามเข้าพื้นที่แปลงเพาะปลูกด้วย หวังว่าใน 10 ปีนี้ ผู้คัดค้านเซิ่นหนิงจะใช้เวลาทบทวนตัวเอง และเปิดใจให้กว้าง ยอมรับความสามารถของผู้อื่นมากขึ้น”

            

กรรมการประกาศผลเช่นนี้ เซิ่นหนิงก็รับไม่ได้แล้ว เธอร้องไห้ออกมาจนเป็นลมหมดสติไป โอวหยางเซินขอให้คนไปตามคนตระกูลเซิ่นมารับตัวเซิ่นหนิงกลับไป ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็ทำให้วงการเกษตรกรสั่นสะเทือน

            

รุกกี้หน้าใหม่ที่ทุกคนต่างก็หวังจะเป็นเธอประสบความสำเร็จ สุดท้ายถูกห้ามไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับการทำการเกษตรไปอีก 10 ปี เช่นนี้เธอก็คงจะกลายเป็นแค่อดีตรุกกี้...ไม่สิ! ยังไม่ทันจะได้กลายเป็นรุกกี้เต็มตัวก็ถูกถอดออกจากการเป็นรุกกี้เสียแล้ว ตอนนี้อนาคตของเธอ...อย่างมากก็คงจะเป็นได้แค่เกษตรกรระดับเริ่มต้นหรืออาจจะเป็นเกษตรกรที่แท้จริงก็เท่านั้น

            

ช่วงเวลาในการเติบโตที่ดีที่สุดก็คือช่วงอายุยังน้อย ตอนที่ยังทำงานหนัก มีเรี่ยวแรงในการทุ่มเท กลับต้องเสียไปง่ายๆเพราะความอคติของตนเอง

            

การทดสอบที่เปิดให้คัดค้านนี้ ถึงจะเคยมีกฎบัญญัติเอาไว้ตลอดแต่ก็เพิ่งเป็นครั้งแรกที่มีคนได้รับโทษจากเรื่องนี้จริงๆ ดังนั้นทั้งเซิ่นหนิงและชื่อของอันซูหยวนซึ่งเป็นเกษตรกรระดับเริ่มต้นหมาดๆจึงเป็นประเด็นร้อนในวงการเกษตรกรที่ผู้คนต่างก็พูดถึงกัน

            

ตอนนี้ซูหยวนกลายเป็นหนึ่งในพวกเขาแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีใครพูดเรื่องที่เธอเป็นนักล่าอีก มันเป็นเรื่องที่พบเจอได้ยากมากที่เกษตรกรกับนักล่าจะเป็นคนๆเดียวกัน พวกเขาจึงทำตัวไม่ถูกกับสถานะของเธอเช่นนี้

            

หญิงสาวกลับมาที่สถาบัน เธอได้รับคำยินดีจากอาจารย์วิชาเกษตรเป็นคนแรก ทั้งยังได้รับคำเชิญจากรองประธานสภาฯเพื่อไปแลกเปลี่ยนความรู้ในการพัฒนาแปลงเพาะปลูกด้วยกันด้วย

            

ช่วงนี้เธอถูกสั่งห้ามไม่ให้ไปเขตพื้นที่ล่า ดังนั้นจะเก็บรวบรวมทรัพยากรคงไม่ได้มากนัก การจะใช้เวลาช่วงนี้เพื่อฝึกฝนวิชาเกษตรจึงไม่ถือเป็นการเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์

 

“ในอีก 2 สัปดาห์ นักเรียนอันจะไปแปลงเพาะปลูกขององค์กรหรือ?” อาจารย์วิชาเกษตรถามขึ้นด้วยความสนใจ 

            

คำเชิญที่รองประธานสภาฯมอบให้ซูหยวนนี้ ก็คือการพาเธอไปที่องค์กรเพื่อเยี่ยมชมแปลงเพาะปลูกขนาดใหญ่ของพวกเขา เป้าหมายก็คือการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน ซูหยวนได้รับปากเขาว่าจะบอกวิธีการเพาะปลูกบรอกโคลีนอกฤดูกาล ดังนั้นทางรองประธานสภาฯย่อมต้องให้ความรู้อื่นๆตอบแทนแก่เธอบ้าง ไม่อย่างนั้นคงจะถือเป็นการรังแกเด็กเกินไป

 

“ใช่ค่ะ รองประธานสภาฯอยากรู้วิธีการปลูกบรอกโคลีนอกฤดูกาลค่ะ เขายังสัญญาว่าจะทำตามคำขอเล็กๆของฉันหนึ่งอย่างด้วย”

 

“โอ้ อย่างนั้นหรอ? ถ้าอย่างนั้น....ลองขอสอบเป็นเกษตรกรที่แท้จริงดูสิ”

 

“คะ?” ซูหยวนเลิกคิ้วเล็กน้อย ไม่คิดว่าอาจารย์จะมอบคำแนะนำเช่นนี้ให้

 

“ตามกฎแล้ว การจะเข้าสอบเป็นเกษตรกรที่แท้จริงนั้นต้องรอหลังจากเป็นเกษตรกรระดับเริ่มต้นไป 1 ปีจึงจะสอบได้ แต่เธอมีความสามารถขนาดนี้ ขอให้รองประธานสภาฯมอบโอกาสสอบเป็นเกษตรกรที่แท้จริงให้ก็ได้ ซึ่งการเป็นเกษตรกรที่แท้จริงนี้จะทำให้เธอสามารถเช่าแปลงเพาะปลูกจากทางการได้ แล้วก็ยังเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ได้ด้วยตัวเองด้วย เรียกว่าเป็นการก้าวสู่การเป็นเกษตรกรที่แท้จริงตามชื่อระดับนั่นแหละ”

            

อาจารย์ให้คำแนะนำเช่นนี้ ซูหยวนเองก็พยักหน้ารับ ดูเหมือนคำแนะนำของอาจารย์จะน่าสนใจจริงๆ...

 

……………………………………….

คล้ายกับเรื่องอันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก ที่คุณอ่าน