บิชาม่อน

    ปลดบ่วงพันธนาการแห่งเบียคโกะ

    ทั้งคลานลอดเข้าไป ทั้งย่อตัวผ่าน ทั้งคลานเข่า ทั้งปีนหิน ไหนจะต้องเดินผ่านทางแคบๆที่มีน้ำไหล น้ำตื้นแต่ก็แรงมากจนการเดินทางนั้นค่อยค่อยลำบากเพราะทางเข้าทั้งเเคบและเตี้ยไม่สามารถยืนได้อย่างเต็มที่
    ยิ่งกว่าท่องเที่ยวแอดเวนเจอร์!
    การเดินเท้าและปีนป่ายในถ้ำนี้มีระยะเวลาที่นานพอควร เพราะตั้งแต่เข้ามาในถ้ำนี้นี่ก็ปาเข้าไปวันที่2แล้วยังไม่มีวี่เเววว่าจะเจอทางออกหรือถึงจุดหมายซักที่ การนอนริมโขดหินนับว่าทรมานมากสำหรับสาวขี้หนาวอย่างรีเซ่เพราะอากาศด้านในนี้มันทำเอาเธอหนาวเข้ากระดูก สั่นสะท้านได้ทั้งๆที่ไม่มีลมพัด ทั้งยังมีอาการปวดกระดูกแปร๊บๆอยู่ตามข้อ ยูนะเองก็ไม่ต่างกันกับเธอที่ดูจะมีปัญหากับอุณหภูมิด้านในถ้ำแต่รายนั้นดูจะหนักกว่าเพราะเริ่มมีอาการปากซีดมือซีด แน่นอนว่าสองหนุ่มว่าที่เจ้าครองรัฐทั้งสองก็ต้องสละให้พวกเธอโดยจำยอมเพราะคงทนเห็นอาการหนาวสั่นนั้นไม่ไหว
    “เอาไป” 
    เลโอพูดพร้อมกับเอาผ้าห่มนาโนของเขามาห่มให้ยูนะอีกผืน และเพราะความอุ่นที่เพิ่มขึ้นไม่นานสีหน้าของยูนะก็ดูจะดีขึ้น
    “ไม่หนาวรึไง” ยูนะเงยหน้าถามร่างสูง
    “ก็บอกแล้วฉันไม่ค่อยรู้สึกถึงอุณหภูมิ” เลโอตอบเรียบๆ
    “เลโอนะมันไม่หนาวอยู่แล้วละ..แต่นายนะหนาวแน่ไม่ต้องเอามาให้ฉันเลย” 
    รีเซ่ปฏิเสธผ้าห่มจากเซรอสแต่คนตัวโตกว่ากลับส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคออย่างคัดใจ แถมเอาผ้าพันตัวเธอเรียบร้อยแบบไม่ต้องร้องขอ
    “อย่าพูดมากฉันไม่ได้ขี้หนาวแบบเธอ”
    เซรอสพูดแค่นั้นก่อนที่จะทำหน้าดุๆเมื่อเเม่คุณจะขยับผ้ามาคืนเขา จนสุดท้ายม้าพยศก็ยอมแต่โดยดี
    เพราะความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดหลายวันและความหนาวเย็นนั้นทำให้สองสาวหลับไวกว่าเพื่อน หนุ่มๆต่างพากันสลับเวรเฝ้ายามในขณะที่คนอื่นพักผ่อน เพราะในถ้ำนี้ดูเหมือนจะมีบางสิ่งบางอย่างคอยเฝ้ามองพวกเขาตลอดเวลา เขตป่าพรีเพรียดก็จัดว่าเป็นเขตที่มีเรือราวแปลกประหลาดมากมายทั้งยังมีสัตว์แปลกๆอยู่ไม่น้อย หากว่าพวกเขาเผลออาจจะกลายเป็นอาหารของมันก็ได้
    การเดินถ้ำนั้นล่วงเลยเวลาไปอีกวันเศษๆโดยตลอดระยะทางนั้นต้องมุดรอดและปีนปายตลอดจนสุดท้ายและในที่สุดก็มาถึงออุโมงค์ทางออกของถ้ำ แสงสีทองอ่อนๆนั้นทำให้รีเซ่เริ่มยิ้มออก เพราะในที่สุดเธอก็ไม่ต้องทนหนาวอีกต่อไปแล้ว คาอินปีนขึ้นไปเป็นคนแรกเพื่อดูลาดราวด้านบนว่ามีใครซุ่มโจมตีหรือไม่ เมื่อทางสะดวกคาอินจึงรีบส่งสัญญาณให้ทุกคนขึ้นมาด้านบน 
    เมื่อขึ้นมาถึด้านบน ก็พบกับลานโถงกว้าง รอบโถงมีคบเพลิงถูกจุกอยู่ทุกจุดเพิ่มความสว่างไสวให้เป็นอย่างมาก ตรงกลางของโถงถ้ำนั้นมีข่ายอาคมวงแหวนเวทย์ขนาดใหญ่อยู่และมีรูปปั้นขนาดใหญ่ยักษ์ของพยัคฆ์อยู่ตรงกลางของวงแหวนเวทย์นั้น
    รีเซ่มองวงแหวนเวทย์ตรงหน้าอย่างหนักใจ มันคือวงแหวนแปรธาตุขนาดยักษ์ เธอไม่เคยเห็นการเขียนวงแหวนแปรธาตุขนาดยักษ์ที่ซับซ้อนแบบนี้มาก่อน มันเปล่งพลังงานสีแดงที่มีความร้อนระอุออกมาแทบจะทุกๆ5นาทีก็ว่าได้ เธอไม่มั่นในเลยว่าการทำงานของวงแหวนนี้จะเป็นแบบไหน มันจะทำงานทันทีที่มีการลุกล้ำหรือเปล่า หรือจะมีอะไรออกมาโจมตีพวกเธอไหม
    มีแต่สิ่งที่ไม่คาดคิดทั้งนั้น
    แถมยังเดาไม่ได้สักอย่าง
    น่าปวดหัว!!
    คนตัวเล็กขมวดคิ้ว พร้อมกับเดินเข้าใกล้วงแหวนแปรธาตุ เมื่อเข้าใกล้มากขึ้นน กระเเสพลังก็ประทุขึ้นอย่างรุนแรงทำเอารีเซ่สะดุ้งโหย่ง เซรอสเองก็ดึงเธอให้ถอยออกห่างโดยอัตโนมัติ
    “จะทำอะไรก็บอกกันก่อน อย่าบุ่มบ่ามสิวะ” เดเรสหันมาโวยวายใส่
    “ก็แค่จะลอง” รีเซ่ตอบเสียงอ่อย
    “แล้วจะทำยังไงทีนี้เบียคโกะ” เลโอเอ่ยถามขึ้น
    “ต้องยอมรับถึงจะผ่านเข้าไปได้”
    “หมายความว่ายังไง” เซรอสถามขึ้นเม่อคำตอบของคู่ๆหูนั้นเริ่มฟังดูไม่ค่อยเข้าท่า
    “ข้าก็หมายความอย่างที่พูดนั้นละ ต้องยอมรับในพลังถึงจะเข้าไปได้ ยิ่งต่อต้านยิ่งเจ็บตัว”
    “พูดง่ายๆก็คือห้ามป้องกันถูกไหม?” รีเซ่ถามอย่างไม่แน่ใจ และไม่อยากให้มันถูกด้วย
    “ถูก”
    หยาบมาก 
    ห้ามป้องกัน ให้ยอมรับ แล้วให้พลังบ้าๆนี้วิ่งผ่านร่างเนี้ยนะ กระเเสพลังจากวงแหวนแปรธาตุอันนี้ก็ไม่ใช่ธรรมดา ยืนห่างๆยังรับรู้ได้ถึงความมหาศาลของมัน แถมเเค่เข้าไปใกล้ก็ยังพลังที่จะมีกระเเสพลังฟาดผ่านร่าง
    จะตายก่อนได้ถอนคำสาปก็งานนี้
    “ฉันว่ามันดูอันตราย” เร็งกะเริ่มวิตก
    “อันนี้ฉันเห็นด้วยกับมัน” ยูซีทเอ่ย
    “ฉันว่าเราควรถอยไปตั้งหลักกันก่อนดีไหม” 
    เซรอสพูดขึ้น แต่นั้นทำเอาคนพร้อมเสี่ยงกลับยิ่งหัวเสีย
    ถอยเเล้วค่อยคลานเข้าถ้ำมาใหม่อีกเป็นวันๆเนียนะ
    บ้ากันไปใหญ่แล้ว
    “ถอยกับผีสิมาถึงนี้แล้ว จะรอให้ไอ้พวกเฮียวนั้นมันไล่ตามมาถึงนี้ก่อนรึไงพวกแกถึงจะรีบกัน” รีเซ่แว้ดขึ้น
    รีเซ่เดินตรงเข้าไปใกล้วงแหวนแปรธาตุที่บัดนี้เริ่มประทุพลังอีกครั้ง เซรอสรั้งแขนบางไว้ทันที นัยน์ตานั้นบ่งบอกถึงความเป็นห่วงอย่างเห็นได้ชัด
    “เซริว..อย่าให้ใครมาขวางฉัน”
    รีเซ่เอ่ยขึ้นราวกับเป็นคำสั่ง พลันร่างของมังกรขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าของหญิงสาว หางใหญ่นั้นสบัดทีเดียวทุกคนต่างกระเด็นออกไปไกลจากเธอ พลันมังกรยักษ์เองก็พุ่งตัวเลือยพันรอบวงแหวนแปรธาตุราวกับเป็นกำบังชั้นดีและม่านพลังสีฟ้าอ่อนก็กางทับอีกชั้นเพื่อกันผู้ขัดขวาง
    “เซริว อย่าทำแบบนี้!” เซรอสโวยลั่นด้วยความไม่สบายใจ
    “ใช่ว่าข้าอยาก แต่คำสั่งขอผู้มีตรานั้นคือคำขาดเจ้าก็รู้” 
    “รีเซ่ อย่าพึ่ง!!” 
    เสียงอุทานของเซรอสดังลั่นด้วยความเป็นห่วง แต่สาวผู้เป็นดั่งดวงใจกลับหันมาแล้วยิ้มให้เขาเท่านั้น สร้อยข้อมือเพอริดอตนั้นสั่นเทาและร้อนขึ้นราวกับร่ำร้องบ่งบอกถึงความอันตราย แต่ทว่าครั้งนี้เซรอสไม่สามารถเข้าไปถึงเธอได้ราวกับมีบางอย่างขวางกั้นไม่รู้ว่าเพราะเขตอาคมของเซริว หรือเงื่อนไขพลังของวงแหวนแปรธาตุกันแน่ ซึ่งนั้นมันทำให้เซรอสรู้สึกใจคอไม่ดี
    “ฉันทำได้ นายรออยู่นั้นละ ห้ามไปไหนนะ” 
    รีเซ่ยิ้มอีกครั้งก่อนที่จะยื่นมือค่อยๆเข้าไปใกล้วงแหวนแปรธาตุมากขึ้น ทันใดนั้นก็ปรากฏกระแสพลังนับสิบพุ่งเข้าใส่รีเซ่เป็นจุดเดียว ร่างบางนั้นไม่มีท่าทีที่จะหลบ กระแสพลังสีแดงนั้นฟาดผ่าเข้าเต็มร่างของรีเซ่ เสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดทรมานดังขึ้นทันที ควันไหม้ฟุ้งไปทั่ว เสื้อผ้าของรีเซ่มีรอยไหม้ประปราย สีหน้าของเธอนั้นไม่ค่อยจะสู้ดีนักในตอนนี้
    ร่างบางถึงกับกัดฟันกรอด พร้อมกับบางร่างที่สโหลสะเหล่เข้าใกล้วงแหวนแปรธาตุอีกครั้ง แม้นแต่ละก้าวของเธอนั้นจะรู้สึกเจ็บปวดทรมานก็ตาม เธอรู้สึกว่าถ้าเธอเข้าไปยังแกนกลางของวงแหวนนั้นได้ หัวใจเสือขาวที่ท่านลุงให้มา มันจะต้องใช้ในตอนนั้น
    กระแสพลังฟาดผ่านร่างบางนั้นอย่างไม่ขาดสาย เสียงกรีดร้องดังระงมจนเพื่อนๆต่างพากันหันหน้าหนีเพราะทนมองสิ่งที่เกิดตรงหน้าไม่ได้ มีเพียงเลโอและเซรอสเท่านั้นที่ยังคงแข็งใจมองอยู่แม้นจะรู้สึกอยากให้รีเซ่พอเสียที 
    ยูนะหลบอยู่ด้านหลังเลโอแล้วร้องไห้ด้วยความสงสารเธอและนี้ดูเหมือนจะเป็นครั้งแรกที่ยูนะรู้สึกว่าการเป็นเทพของเธอมันไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย ความทรนงที่เคยมีนั้นก็พังครืน เพราะแค่อาคมที่กั้นระหว่างรีเซ่กับพวกเธอก็ยังทำลายไม่ได้ ทำได้แค่ยืนฟังเสียงของเพื่อนสาวกรีดร้องอย่างเจ็บปวดต่อไปเรื่อยๆ
    “พอแล้วรีเซ่! พอแล้ว!!” เซรอสยังคงตะโกนอย่างตื่นตระหนัก
    ร่างบางหันมายิ้มอีกครั้ง ในจังหวะนั้นมือก็แตะโดนกับวงแหวนแปรธาตุพอดี และหลุดเข้าไปยังใจกลางของมันอย่างง่ายดาย รีเซ่ส่งยิ้มให้เพื่อนๆราวกับดีใจ แต่ทว่าๆก็ดูเหมือนจะมีความผิดปกติบางอย่างกับเธอ ใบหน้าที่ซีดเสียวนั้นกลับยิ่งซีดเข้าไปใหญ่ จากรอยยิ้มกลายเป็นเลือดที่กระอักออกจากปากและตา มือบางใช้มือปาดหน้าก็พบกับเลือดที่ไหลออกมาอย่างไม่ขาดสาย
    “เอ๊ะ…เลือด..”
    ร่างบางส่งเสียงออกมาเพียงเท่านี้ก่อนที่จะทรุดลงกับพื้นแล้วดิ้นทุรนทุราย ความเจ็บปวดนั้นแทรกผ่านทั่วทั้งร่างราวกับมีสิ่งที่มองไม่เห็นพยามนะฉีกร่างของเธอให้แหลก เลือดสดๆยังคงไหลออกมาไม่หยุด 
    “รีเซ่!!”
    เสียงอุทานดังกึกก้องมาจากทุกคน ความหวั่นวิตกและความกลัวเข้าถาโถมในใจ เขาผิดเองที่ไม่ห้ามเธอ ผิดที่ไม่ปฏิเสธ ผิดที่รู้ทั้งรู้ว่ามันอันตราย ผิดที่รู้ว่านิสัยของรีเซ่เป็นยังไงก็ยังประมาท
    เซรอสกำมือแน่น พร้อมกับทุบเข้าไปที่ม่านพลังสีฟ้าอย่างบ้าคลั่ง
    “ปล่อยฉันออกไปเซริว!!”
    “เจ้าก็รู้ว่าพวกข้าทำไม่ได้ เด็กน้อย” เบียคโกะเอ่ย
    “แต่ท่านน่าจะช่วยได้ รีเซ่สั่งแค่เซริว” เร็งกะแย้ง
    “หาไม่ ยิ่งข้าใกล้ร่างต้นมากเท่าไหร่พลังของข้าก็ยิ่งลดลง และใกล้ขนาดนี้..พลังของข้าก็เทียบเท่ากับศูนย์ แม่หนูนั้นน่าจะเดาออกจึงไม่จำเป็นต้องออกคำสั่งกับข้า”
    คำตอบของเบียคโกะนั้นทำเอาความหวังของเร็งกะมลายไป เขาต้องทนดูเพื่อนกรีดร้องอย่างทรมานแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหนกัน
    ร่างบางยังคงดิ้นพล่านและส่งเสียงกรีดร้องไม่หยุดอย่างทรมาน สร้างความเวทนาให้แก่ทุกคนยิ่งนัก บัดนี้เวลาก็ล่วงเลยไปกว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว 
    ครึ่งชั่วโมงที่แสนทรมาน ที่เหมือนนานนับสิบๆปี แม้นความทรมานนั้นจะมากมายจนทำให้อยากตาย แต่สติสัมปะชัญญะที่หลงเหลือน้อยนิดนั้นก็ยังพอมีอยู่ รีเซ่พยุงตัวเองขึ้นนั่งแบมือที่สั่นเทาออกพร้อมกับปรากฏกล่องสีดำสนิทขึ้นมันค่อยๆขยายจนกลับมาอยู่ในขนาดเท่าเดิม เธอก้มหน้าลงพร้อมกับปล่อยให้หยดเลือดที่ไหลออกจากตานั้นหยดลงมาที่กล่องสีดำในมือ พลันก็มีเสียงดังราวกับแก้วร้าว กล่องที่ผนึกหัวใจแห่งเสือขาวค่อยๆปริแตกออกที่ละน้อย จนในที่สุดก็แตกออกจนหมดและปรากฏเป็นลูกแก้วสีเงินขนาดกำมือลอยอยู่ตรงหน้าของเธอ
    อีกเพียงนิดเดียว..
    “ด้วยอำนาจแห่งข้าผู้เป็นใหญ่แห่งเทพจตุรทิศทั้งปวงขอปลดพันธะ…”
    ตู้ม!!!!