หนิงเก่อเป็นเด็กกำพร้าจากเหตุการณ์สงครามระหว่างรัฐเมื่อหลายปีก่อน ครอบครัวถูกสังหารจนหมด หลงเหลือเพียงเด็กน้อยคนเดียว อาจารย์อาอิ่นซือเฉิงเป็นคนรับหนิงเก่อมาเข้าสำนัก พอคำนวณดู หนิงเก่อก็อยู่สำนักคุ้มภัยสกุลกู้มาสิบปีแล้ว แน่นอนว่าในนิยายไม่ได้มีกล่าวถึง แต่หนิงเก่อก็มีชีวิตอยู่มาโดยตลอดในฐานะศิษย์ของสำนัก เป็นศิษย์น้องของเจ้าสำนักกู้
ระหว่างการเดินทางที่ผ่านมา หนิงเก่อรับหน้าที่สันทนาการมาโดยตลอด เด็กคนนี้อารมณ์ดี เจอเรื่องอะไรก็พลิกให้กลายเป็นเรื่องดีได้ตลอด ทั้งยังชอบกินไก่ป่าอบนำผึ้งที่สุด และก็ยังเป็นคนที่กู้เลี่ยงรุ่ยหลอกกินเงินได้ง่ายๆ แล้วทำไมคนที่จิตใจดีขนาดนี้ มองโลกในแง่ดีขนาดนี้ถึงได้มีจุกจบที่น่าเศร้าได้ขนาดนี้...ใช่ นั้นเพราะฉันไงล่ะ เพราะฉันคนเดียวที่ส่งให้หนิงเก่อไปส่งจดหมายให้หลู่อ๋องโดยที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย หากว่าเขารู้สักนิดและเอะใจ หนิงเก่อก็จะไม่ต้องตาย...
ลูกธนูที่ปักอยู่ตรงอกของหนิงเก่อเป็นของหลู่อ๋อง หัวธนูแหลมเป็นเหลี่ยมทองแดงมีง่อนเหมือนครีบปลาที่จะกางออกทันทีที่ปักเข้าสู่ร่างกาย ทำให้ไม่สามารถดึงออกมาได้โดยง่าย ปลายติดขนนกอินทรีสีดำเทาที่มีน้อยมากจนแทบหาไม่ได้ คนทั่วไปไม่มีทางมีโอกาสได้ใช่ขนนกนี้อยู่แล้ว
ชาวบ้านของรัฐหลู่ต่างรับรู้นิสัยและความอำมหิตของเจ้าผู้ครองนครของตนเองดี จึงไม่ค่อยแปลกใจนักกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่กู้เลี่ยงรุ่ยไม่รู้ ไม่รู้เลยว่าหลู่ต้าอวี่อ๋องมนิสัยอำมหิตและวิปริตเพียงใด
ร่างกายของหนิงเก่อไม่ได้มีเเค่รอยแผลจากธนูอย่างเดียว ตอนที่เขาขอให้เหล่ยเฟ่ยจี้ช่วยเปลี่ยนชุดให้หนิงเก่อก่อนจะส่งเขากลับรัฐฉีด้วยตัวเอง กู้เลี่ยงรุ่ยในตอนนั้นไม่ได้คิดถึงเรื่องอื่นแล้ว เขาแค่อยากพาหนิงเก่อกลับสำนัก เรื่องสมาคมเฟิงซานเล่ปู้หรือเรื่องโรคระบาด เขาไม่อยากสนใจแล้วจริงๆ จนกระทั่งเหล่ยเฟ่ยจี้พบว่าหนิงเก่อถูกล่วงละเมิดทางเพศหลายครั้งหลายคราจนทิ้งร่องรอยเอาไว้ทั่วร่างกาย ทั้งรอยแส้ รอยเฆี่ยน รอยเชือก ร่องรอยของการถูกทารุณกรรมทุกอย่างปรากฏชัดและสดใหม่
กู้เลี่ยงรุ่ยยิ่งได้ฟังก็ยิ่งรู้สึกโกรธแค้น เป็นอารมณ์ความรู้สึกที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน เมื่อก่อนไม่เคยคิดเลยด้วยซ้ำว่าวันหนึ่งจะโกรธแค้นใครได้มากขนาดนี้ หนิงเก่อไปทำอะไรให้ ทำไมหลู่ต้าอวี่ต้องทำแบบนี้กับหนิงเก่อ เขาแค่ส่งจดหมายไปให้ ต้องทำถึงขนาดนี้เชียวหรือ
ทุกความสงสัยคลางแคลงได้รับความกระจ่างทันทีเมื่อคนที่พาหนิงเก่อกลับมาอย่าง 'ลู่เผิงฮวา' ก้าวออกมาคุกเข่าอยู่ใกล้กู้เลี่ยงรุ่ยอย่างสำนึกผิด
ลู่เผิงฮวาเป็นรองแม่ทัพของกองรักษาเมืองที่หนึ่ง มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและดูแลความเรียบร้อยของเมือง เมื่อสองวันก่อนลู่เผิงฮวาได้พบกับหนิงเก่อที่มาส่งจดหมาย เป็นเวลาไล่เลี่ยกันกับที่ฉีคุนอ๋องส่งจดหมายมา เพียงแต่ว่าหนิงเก่อมาก่อน ส่วนฉีคุนอ๋องมาทีหลัง
เพียงแต่ความเหมือนกันของทั้งสองฉบับคือการเตือนเรื่องโรคระบาดที่ได้เริ่มแผ่ขยายวงกว้างไปทั่วเมืองแล้ว จดหมายทั้งสองฉบับจึงมิสู้ไม่ถูกส่งมาดีกว่า
"เจ้าเป็นใคร?"
"เรียนคุณชาย ข้าน้อยมีนามว่าลู่เผิงฮว่า รองแม่ทัพของกองรักษาเมืองที่หนึ่ง ข้ามีความผิด ขอรับการลงโทษจากท่านโดยไม่มีข้อโต้แย้ง"
"เหตุใดข้าต้องลงโทษเจ้า ข้าควรต้องขอบคุณเจ้าเสียอีกที่พาหนิงเก่อกลับมา"เมื่อกี้เอาแต่เสียใจเรื่องหนิงเก่อจนลืมสนใจคนผู้นี้ไปเลย เป็นลู่เผิงฮวาพาหนิงเก่อกลับมาสินะ
"ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับหนิงเก่อ ล้วนเป็นความผิดของข้า ข้าทำให้หนิงเก่อต้องตาย"
กู้เลี่ยงรุ่ยหันกลับมามองลู่เผิงฮวาเต็มตาครั้งแรก "หมายความว่าอย่างไร เกิดอะไรขึ้นกันแน่ เจ้าเล่ามาให้หมด ข้าต้องการรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับหนิงเก่อ"
"คุณชาย ข้าจะเล่าทุกอย่างให้ท่านฟัง"
ลู่เผิงฮวาเล่าว่า ตั้งแต่สัปดาห์ก่อน ทั่วรัฐหลู่ก็มีไก่ เป็ด นก ตายเป็นเบื้อ ต่อมาก็มีคนตายเพราะโรคที่ไม่ทราบชื่อกันติดๆแต่อาการเดียวกัน คือท้องเสีย ไม่สบาย เป็นไข้ ไอ ไม่เกินห้าวันบางคนก็ตาย ทว่าหลู่อ๋องคิดเพียงว่าเป็นแค่โรคไข้ทั่วไปที่มาพร้อมกับอากาศหนาว ด้วยว่าไม่ใช่ทุกคนที่ป่วยจะตาย จนเมื่อหลายวันก่อน หนิงเก่อมาถึงเมืองเอกแจ้งเจตจำนงของส่งจดหมายให้หลู่ต้าอวี่หนึ่งฉบับ ทว่าตอนนั้นมีคนจากรัฐฉีที่แจ้งว่าเป็นของฉีคุนอ๋องส่งมา จึงเข้าเฝ้าหลู่ต้าอวี่พร้อมกันเลย โดยที่หนิงเก่อถูกเลือกปฎิบัติอย่างชัดเจนเพราะเป็นคนธรรมดาทั่วไป ต่างจากเครื่องหมายตราการค้าว่าคนของฉีอ๋องลิบลับ
ในจดหมายของกู้เลี่ยงรุ่ยบอกเล่าเรื่องโรคระบาดและวิธีการรักษา ควบคุม ดูแล อย่างชัดเจน แต่หลู่อ๋องหาได้สนใจไม่ เพ่งความสนใจทั้งหมดไปที่การหาเรื่องเอาผิดฉีอ๋องที่รัฐฉีแพร่กระจายโรคระบาดมาให้ เรียกร้องความเป็นธรรมและถวายฎีกาต่อฝ่าบาททันที
เวลานั้นหลู่ต้าอวี่อารมณ์ไม่ดีอย่างยิ่ง ทั้งยังหงุดหงิดเรื่องที่ได้รู้มา ประจวบเหมาะกับที่ตอนนั้นชายบำเรอที่มีศักดิ์ฐานะยิ่งกว่าหวางเฟยล้มป่วยด้วยอาการคล้ายโรคระบาดที่กำลังเกิดขึ้น หมอหลวงวินิจฉัยแล้วแจ้งว่าเป็นโรคเดียวกัน ทั้งยังอาจติดต่อกันได้ หลู่ต้าอวี่ไม่สนใจเรื่องความปลอดภัยหรือชีวิตของประชาชนอยู่เเล้ว คิดเพียงแต่ว่าจะทำอย่างไรให้ตัวเองรอด และขับชายบำเรอออกจากจวนในทันทีเหมือนเศษขยะ นอนรอความตายอยู่หน้าจวนก็ได้หนิงเก่อไปช่วยไว้ แต่ไม่นานก็ตาย
ทั้งยังออกประกาศคำสั่งฉุกเฉินเพื่อปิดเมืองอย่างคับขันไม่ให้ใครออกใครเข้าอีก ตรวจหาคนที่เป็นโรคแล้วจับมารวมไว้ที่เดียวกันแล้วฆ่าทิ้ง
ตอนนั้นเองที่ความวุ่นวายโกลาหลครั้งใหญ่ได้เกิดขึ้น ประชาชนลุกฮือต่อต้านหลู่ต้าอวี่ ก่อจราจลและคิดจะล้มอำนาจหลู่ต้าอวี่อ๋อง
แต่เรื่องย่อมไม่ง่ายเช่นนั้น ทันทีที่ฝ่าบาททรงทราบก็กริ้ว ถ่ายทอดราชโองการลงมาให้หลู่อ๋องจัดการอย่างไรก็ได้กับประชาชนที่ต่อต้าน ในวันนั้นวันเดียว มีคนนับพันที่ต้องหลั่งเลือดและจบชีวิตอย่างน่าเวทนา
ลู่เผิงฮวาในใจเต็มเปี่ยมคุณธรรมรับเรื่องนี้ไม่ได้ นางตั้งใจจะสังหารหลู่ต้าอวี่เพื่อผดุงความยุติธรรมอีกครั้งโดยรวมกลุ่มกับคนที่มีความคิดเห็นเดียวกัน ทว่าเรื่องไม่ได้ง่าย นางถูกพวกพ้องหักหลัง ถูกจับไปขังคุกเตรียมวันประหารในเช้าวันรุ่งขึ้นพร้อมกับคนที่ติดเชื้อ ไม่สนว่าจะเป็นเด็ก ผู้หญิง หรือคนชรา ทุกคนที่มีอาการไข้ ไอ ท้องเสีย ล้วนจะถูกฝั่งกลบ
ตอนนั้นเองที่หนิงเก่อมาช่วยนาง เด็กหนุ่มเองก็ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของหลู่ต้าอวี่และมองว่าการฆ่าล้างคนที่ติดเชื้อไม่ใช่ทางออก โรคนี้หายได้ ขอแค่ทำตามวิธีที่กู้เลี่ยงรุ่ยแนะนำ อย่างหนิงเก่อก็ไม่เป็นไรเพราะกินยาตามที่กู้เลี่ยงรุ่ยบอก แต่น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ
หลู่ต้าอวี่จับหนิงเก่อไว้ได้ และพาเขาไปทรมานทั้งคืน ก่อนจะเอามาส่งในสภาพยับเยินก่อนรุ่งสาง ลู่เผิงฮวาโกรธจัด นางรวมตัวกับประชาชนทุกคนเพื่อช่วยกันแหกคุกจนสำเร็จ ทว่าตอนที่หลบหนี ธนูดอกหนึ่งที่ยิงจากบนกำแพงหมายปลิดชีพลู่เผิงฮวาก็แล่นแหวกอากาศมาหา
แล้วก็เป็นหนิงเก่อที่ตรงเข้ามารับลูกธนูไว้ ก่อนที่หนิงเก่อจะใช้ผงอันตรธานจนมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้านสือซานในรุ่งสางวันนี้
ลู่เผิงฮวายังจดจำไม่ลืมว่าก่อนที่จะหมดสติ หนิงเก่อกำจดหมายไว้ในมือไม่ปล่อย ทั้งยังขอร้องให้ลู่เผิงฮวาพาหนิงเก่อไปหาศิษย์พี่กู้ของเขาแล้วหมดสติไป
ก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา...
กู้เลี่ยงรุ่ยหลับตาลงเพื่อสะกดกลั้นความรู้สึกที่กำลังปะทุในอก กำมือแน่นจนสามารถควบคุมอาการสั่นได้ เขาจะไม่ร้องไห้อีก จะไม่แสดงความอ่อนแออีก ทั้งยังจะทวงความยุติธรรมกลับมาให้หนิงเก่อ หลู่ต้าอวี่เจ้าคนเลวทรามจะต้องได้ชดใช้
"เมื่อครู่เจ้าบอกว่าคนของฉีอ๋องก็ส่งจดหมายมา แล้วอย่างไร เขากลับไปแล้วหรือ ไหนเจ้าว่าหลู่ต้าอวี่มีคำสั่งปิดเมือง"หากว่าหลังส่งจดหมายเสร็จแล้วหนิงเก่อได้กลับมา เขาจะยังมีลมหายใจอยู่ และที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ เขาเป็นคนส่งหนิงเก่อไปเอง ทั้งยังไม่รู้จักติดตามช่วยเหลือคนของเขา ทำไมนะทำไม เขาถึงไม่คิดจะส่งใครไปดูหนิงเก่อว่าเป็นอย่างไรบ้าง หากว่าเขาเอะใจสักนิด...แค่นิดเดียวก็ยังดี
"หลู่อ๋องคิดจะกักตัวคนส่งสาส์นของฉีอ๋องไว้เป็นตัวประกันเช่นกัน ทว่าวันถัดมา ฉีอ๋องก็ส่งจดหมายมาเตือนว่าให้ปล่อยคนของท่าน แลกกับสูตรยาต้านโรคระบาดที่ฉีอ๋องจะส่งมาให้ไม่จำกัด เพราะเช่นนี้หลู่อ๋องจึงจำต้องปล่อยคนส่งสาส์นกลับ ท่านคงไม่รู้ว่าฉีอ๋องไม่ได้ยื่นมือช่วยศิษย์น้องท่านเลย คนผู้นั้นห่วงแค่คนของเขาเท่านั้น"
กู้เลี่ยงรุ่ยได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งโกรธตัวเอง สูตรยาของฉีอ๋องเป็นเขาคิดขึ้น ทำไมมันช่วยชีวิตหนิงเก่อไว้ไม่ได้
"ในจดหมายข้าก็มีสูตรยาต้านโรคระบาด ทำไมหลู่ต้าอวี่ไม่อ่าน คำสั่งปิดเมืองจะใช้ได้อย่างไร คนผู้นั้นไม่รู้หรือว่าจะยิ่งเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนหวาดกลัวและตื่นตระหนก ข้าแนะแนวทางให้เขาเเล้วว่าให้แยกคนอย่างไร จัดการอย่างไรและควรทำอย่างไร ทำไมเขาไม่สนใจ กลับใช้วิธีชั่วช้าเลวทราม เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์"
"นั้นเพราะท่านไม่รู้ว่าหลู่อ๋องเป็นคนเช่นไร คนผู้นั้นไม่มีทางสนใจคนอื่นนอกจากตนเอง ทั้งยังสามารถทำอะไรก็ได้เพื่อสนองความต้องการต่ำตม ท่านเองก็น่าจะรู้ ตั้งแต่รัฐอื่นรู้ว่ารัฐหลู่เจอโรคระบาด ทุกรัฐต่างจ้องจะแทรกแซงและริบอำนาจมาเป็นรัฐตน ควันไฟสงครามคุกรุ่น แต่จะมีเพียงแค่ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบบาดเจ็บล้มตาย ส่วนคนผู้สูงศักดิ์ก็ลอยชายต่อไป เมื่อก่อนข้ารับใช้เขา ข้าทำผิดต่อประชาชนแล้วจะจริงๆ แต่ข้าสัญญาต่อท่าน สัญญาต่อหนิงเก่อ ข้าจะแก้แค้นให้เขาอย่างแน่นอน ทว่าคุณชายกู้ ยามนี้รัฐหลู่ระสับระสาย ท่านนับว่าเป็นคนนอก ไม่ควรต้องมาโดนไปด้วย ข้าพอจะมีคนรู้จักอยู่บ้าง จะส่งท่านกับหนิงเก่อกลับไปอย่างลับๆ"
กู้เลี่ยงรุ่ยฟังแล้วก็เข้าใจ ตอนนี้มั่นใจได้เลยว่ารัฐที่ใกล้รัฐหลู่ที่สุดอย่างรัฐฉี และรัฐซ่ง ต้องไม่มีทางอยู่เฉย อาจเรียกได้ว่าไม่อาจอยู่เฉย ตอนที่อีกรัฐอ่อนแอพร้อมโดนจอมตีแล้วไม่ลงมือ ราวกับเป็นเรื่องไร้สาระ มีรัฐใดบ้างไม่คอยเวลาเช่นนี้ ทางเดียวที่ทำได้คือลงมือก่อน ควบรวมรัฐหรือไม่ก็ส่งคนของตนไปเป็นอ๋องรัฐนั้นเพื่อหาผลประโยชน์ ดีไม่ดี ตอนนี้รัฐต่างๆอาจจะแอบส่งทหารมาอย่างลับๆแล้วก็ได้ การทำสงครามระหว่างรัฐเป็นเรื่องปรกติสำหรับคนที่นี้มาก เมื่อก่อนมีรัฐเล็กรัฐน้อยเต็มไปหมด แต่ก็ค่อยๆถูกรัฐใหญ่ๆที่มีอำนาจกลืนกินจนเหลือเพียงเจ็ดรัฐในปัจจุบันที่คานอำนาจกันอยู่ และมีสองรัฐที่มีมหาอำนาจมากที่สุดคือรัฐฉีและฉิน ว่ากันว่าหากสองรัฐนี้ทำสงครามกัน ยากที่จะรู้ได้ว่าผู้ใดจะปราชัย ในนิยายไม่อิงประวัติศาสตร์ตนจึงเดาไม่ออกว่ารัฐใดจะชนะ แต่หากอิงประวัติศาสตร์ละก็ ในท้ายที่สุด รัฐฉินจะชนะและรวมประเทศจีนเป็นปึกแผ่น
"ข้ารู้แล้ว เรื่องนี้ไม่โทษเจ้า เจ้าไปเถอะ ไปทำเรื่องที่เจ้าอยากทำ ข้าจะพาหนิงเก่อกลับไปเอง"
ก่อนจะลุกขึ้นจากที่นั่ง แล้วเดินออกมาสูดอากาศข้างนอก เดินไปเรื่อยๆอย่างไม่มีหยุดพัก เดินจนมาถึงป่าร้างผู้คนถึงได้หยุดเท้า ในมือถือจดหมายเลือดที่หนิงเก่อกำไว้แน่น เป็นจดหมายฉบับหนึ่งที่จ่าหน้าซองถึงเจ้าสำนักกู้
ลายมือเป็นระเบียบ เรียบง่ายและกระชับ เป็นลายมือของหนิงเก่อ
'เรียนศิษย์พี่เจ้าสำนัก หนิงเก่อทำผิดต่อท่าน อาจารย์อิ่นซือเฉิงและสำนักแล้ว ข้าควรจะส่งจดหมายเพียงอย่างเดียวแท้ๆแต่ไปยุ่งไม่เข้าเรื่องให้ท่านต้องลำบาก ข้ารู้ดีว่าข้าไม่ควรทำเช่นนี้แต่ข้าทนไม่ได้ ข้าทนเห็นคนตายโดยไม่สนใจไม่ได้ ศิษย์พี่เจ้าสำนัก ข้าเกรงว่าข้าคงจะกลับไปหาท่านได้ยากเต็มที จึงคิดเขียนจดหมายมาลาท่าน ลาหม่าจวี้ ลาอาจารย์ ลาศิษย์พี่อู๋ ลาปันน่า ชาติหน้าฉันใด ข้าอยากจะเกิดมาเป็นศิษย์น้องท่านเช่นเดิม เป็นศิษย์ในสำนักคุ้มภัยสกุลกู้ที่ดีต่อข้าที่สุด ท้ายนี้ ข้าอยากขออะไรท่านสักอย่าง ท่านอย่าลืมพาข้ากลับสำนักด้วยได้หรือไม่ ทั้งอย่าลืมวางแผนที่เกมส์บันไดงูเอาไว้ในหลุมข้า ข้าชอบเล่นมันมาก และชอบยิ่งกว่าคือได้เล่นกับพวกท่าน จากข้า หนิงเก่อ ศิษย์ของสำนักคุ้มภัยสกุลกู้'
ในอกของกู้เลี่ยงรุ่ยคลายค่อยๆแหลกสลาย ภาพความทรงจำหวนกลับคืนมาเหมือนภาพฝัน ทั้งชัดเจนและเเจ่มชัดจนกรีดหัวใจทุกครั้งเมื่อต้องรับรู้ ว่าหนิงเก่อจากไปแล้ว อย่างไม่มีวันหวนกลับ กู้เลี่ยงรุ่ยนั่งลงกับพื้น ไม่สนใจว่าชุดจะเปื้อนฝุ่น ไม่สนใจว่าภาพลักษณ์จะออกมาเป็นอย่างไร เขาแค่รู้สึกเสียใจ รู้สึกผิดต่อหนิงเก่อ เด็กหนุ่มที่ควรมีอนาคตสดใส ต้องมาจบชีวิตลงอย่างน่าเศร้า ช่างไม่ยุติธรรมเลย เขาทำอะไรได้บ้าง นอกจากมานั่งอยู่ตรงนี้เหมือนคนโง่แล้ว เขาทำอะไรอีกได้บ้างเพื่อทวงความยุติธรรมให้หนิงเก่อ
สายลมพัดโชยละอองหิมะมาจากทางเหนือ ทั้งหนาวเหน็บและอ้างว้าง คนผู้หนึ่งที่จู่ๆก็พลันรู้สึกได้ว่าตนช่างโดดเดี่ยว ที่นี้ไม่ใช่ที่ของเขาเลย
ฉันไม่ควรจะมาอยู่ที่นี้ ฉันควรจะอยู่ที่บ้าน นอนอืดจนหน้าบวมแล้วทำงานวันแล้ววันเล่า ทว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้น ทำไมฉันมาอยู่ที่นี้ได้ ฉันอยากกลับบ้านแล้ว คิดถึงอากาศร้อนๆจนตับไหม้ คิดถึงรถติด คิดถึงทุกอย่างที่เธอต้องจากมาอย่างโหยหา...