“นั่งสิ!!......”
ภูเวศน์เห็นตติรัตน์หยุดยืนนิ่งเก้ๆ กังๆ ไม่เดินมานั่งลงที่โต๊ะอาหารสักที เขาสั่งเอื้อนเอ่ยขึ้น ด้วยน้ำเสียงเข้มดุ พร้อมกับเปรยตา ยื่นหน้าให้ตติรัตน์รู้ว่าเธอจะต้องนั่งตรงไหน
ตติรัตน์จึงเดินอ้อมโต๊ะอาหาร ไปตัวนั่งลงที่เก้าอี้ตัวนั้น สาวคนรับใช้ก็เดินถือโถข้าว เดินเข้ามาตักข้าวใส่จานให้ภูเวศน์ เมื่อตักข้าวให้ภูเวศน์แล้ว สาวคนรับใช้ก็เดินถือโถข้าว มาตักใส่จานให้ตติรัตน์ แล้วคนทั้งสองก็เริ่มลงมือกันรับประทานอาหาร
“เธอชื่ออะไร??”
เสียงเข้มดุของคนตัวโต ที่นั่งรับประทานอาหารอยู่ข้างๆ ก็ดังขึ้น และนั้นก็ทำให้ตติรัตน์ที่กำลังจะนำข้าวเข้าปาก ก็ชะงักค้าง วางช้อนลงไว้บนจานข้าว เหลือบตากลมโตคู่สวยมองใบหน้าครามครัน เคร่งขรึมนั้นนิดหนึ่ง
“ฉันชื่อตติรัตน์ คันสรโกรสนค่ะ”
ตติรัตน์บอกชื่อจริงนามสกุลจริงให้ภูเวศน์ได้รับรู้รับทราบ ระหว่างที่บอกก็ขมวดคิ้วโค้งโกงคู่สวย และพลางคิดไปด้วยว่า เขาต้องรู้ชื่อเธอก่อนหน้านี้แล้วไม่ใช่หรือไง เพราะไม่งั้นเขาคงไม่เลือกที่จะมาแต่งงานกับเธอหรอกจริงไหม แต่แล้วทำไมเขาจะต้องถามชื่อเธออีกด้วยล่ะ ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจ งงในงง
“อันนั้นน่ะผมรู้แล้ว ที่ผมอยากจะรู้คือชื่อเล่น ชื่อที่เรียกสั้นได้ใจความ เรียกง่ายๆ”
ภูเวศน์หยุดทานข้าวไปชั่วขณะ หันมาจ้องมองใบหน้าสวยหวานนิ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงโทนเดิม เพิ่มเติมคือมีอารมณ์หงุดหงิดรำคาญขึ้นมานิดๆ
“เรียกฉันว่ารัตน์เฉยๆ ก็ได้ค่ะ แล้วคุณล่ะ จะให้ฉันเรียกคุณว่ายังไง??”
ตติรัตน์ตอบคำถามเื่ชื่อ ที่อยากจะให้เรียกแทนตัวเองไปแล้ว ก็ถามคนตัวโตกลับไปบ้าง แต่ไม่ใช่ว่าไม่เคยได้ยินแม่บ้านเรียกเขาหรอกนะ เคยได้ยินเรียกเขาว่า ‘คุณภู’ แต่ก็อย่างว่านั่นแหละ ไม่รู้ว่าเขาอยากจะให้เธอเรียกอย่างที่คนที่นี่เรียกหรือเปล่าไง
“จะเรียกฉันว่าภูเฉยๆ ก็ได้ หรืออยากจะเรียกที่รัก หรือผัวขาก็ได้ฉันไม่ว่า แล้วแต่เธอเลย”
ภูเวศน์หรี่ตามองใบหน้าสวยหวาน ยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ยื่นหน้าเข้าไปพูดใกล้ๆ ใบหน้าสวยหวาน แล้วพูดบอกออกมาชัดถ้อยชัดคำ พอพูดจบก็หันกลับมาลงมือรับประทานอาหาร ต่อหน้าต่ออย่างสบายอารมณ์
‘อะไรของเขาวะอีตานี่ อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายหรือไง จะให้เราเรียกที่รัก เรียกผัวขาอย่างนั้นเหรอ ยี๊!... ไม่เอาหรอก ตัวเป็ใครก็ไม่รู้ ไม่เคยรู้จักและไม่ได้สนิทกันมาก่อนเลยด้วยซ้ำ’
ตติรัตน์ก้มหน้าก้มตาทานข้าวตรงหน้าต่อไปเงียบๆ แต่กระนั้นก็พลางคิดบริภาษคนตัวโตที่นั่งรับประทานอาหารอยู่ข้างๆ ไปด้วย
‘ไม่สิ ถึงวันนี้ไม่ได้สนิท ในไม่ใช้ก็ต้องสนิทกันอยู่ดีนั่นแหละ อย่าลืมสิว่าเรามาอยู่ที่นี่ในฐานะเมียของเขา เมียที่ไม่เคยรู้กันมาก่อน แล้วชีวิตเราจะเป็ยังไงเนี้ย’
ตติรัตน์คิดมาถึงตรงนี้ ก็เผลอเขี่ยข้าวในจานข้าวไปมาอยู่อย่างนั้น ทั้งใบหน้าสวยหวานยังดูเศร้าหมองลงอย่างเห็นได้ชัด
“เป็อะไรไป!!?? ทำไมเงียบ เขี่ยข้าวไปมาอย่างนั้น... แล้วยังจะทำหน้าเศร้าๆ อีก ฮึ!! ในเมื่อแต่งงานกันแล้ว เธอก็ไม่มีทางเลือกแล้ว เธอต้องรับทุกอย่างให้ได้ และอย่ามาตีหน้าเศร้าซังกะตายให้เห็นอย่างนี้อีก ฉันไม่ชอบ”
ภูเวศน์พูดด้วยน้ำเสียงเข้มๆ จ้องมองมาอย่างไม่สบอารมณ์อีกล่ะ
“คุณคะ!!...... เราสองคนไม่เคยรู้จักมักจี่กันมาก่อน ไม่เคยแม้กระทั่งเห็นหน้าค่าตากันเลยสักครั้ง แล้วอย่างนี้จะให้ฉันยิ้มละลื่นมีความสุข ที่จับพลัดจับผลูแต่งงานกับใครก็ไม่รู้อย่างนั้นเหรอคะ!! ฉัน้าเวลาปรับตัวสักนิดเถอะค่ะ”
ตติรัตน์พูดอย่างเหลืออด เพราะไม่ใช่ว่าเธอไม่ทำ ตอนนี้เธอก็พยายามปรับตัวให้เข้ากับเขาอยู่ ถึงแม้จะรู้ว่าเธอจะต้องปรับตัวเพียงคนเดียวก็เถอะ
“ฉันก็ให้เวลาเธอปรับตัวอยู่นี่ยังไงล่ะ และก็อย่าลืมปรับทุกอย่างให้เข้ากับที่ผมชอบด้วยล่ะ ไม่เว้นแม้กระทั่งเื่บนเตียง”
ภูเวศน์มีใบหน้าผ่อนคลายลงกว่าเดิม หรี่ตามองใบหน้าสวยหวาน ยื่นมือใหญ่มาจับที่ปลายคางเล็ก แล้วพูดด้วยน้ำเสียงนิ่มเรียบก็จริง แล้วน้ำเสียงนั้นทำให้ตติรัตน์รู้สึกหนาวะเืไปจนถึงกระดูกเลยก็ว่าได้
ภูเวศน์หยุดมองสบประสานสายตาที่ไวระริกนิ่งอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะละเลื่อนสายตาลงมามองปากบางอวบอิ่มสักพัก แล้วค่อยปล่อยมือใหญ่ออกจากปลายคางเล็ก ลุกขึ้นจากยืน เดินออกจากห้องรับประทานอาหาร โดยไม่หันกลับมามอง คนที่นั่งนิ่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร ด้วยหัวใจหวาดหวั่นแปลกๆ
๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓