จักรพรรดิกระบี่โอสถ

    บทที่ 42 — บาดแผล และคำเตือนในเงา

    แม้การต่อสู้กับหยูจวินจะจบลงโดยไม่มีใครต้องสละชีวิต แต่สิ่งที่กลุ่มของเซียฉินได้รับกลับมา

    ไม่ได้มีเพียงบาดแผลบนร่างกาย ทว่าคือความจริงอันโหดร้ายเกี่ยวกับระดับพลังของพวกเขาในโลกแห่งการฝึกปรือ

    ณ เรือนพักศิษย์ภายนอก

    เช้าวันที่สามหลังจากเหตุการณ์กลางป่า แสงแดดอ่อนสะท้อนผ่านหน้าต่างไม้ เสียงนกจากเนินเขายังร้องประสานเป็นจังหวะ

    แต่ในห้องพักศิษย์ภายนอกเรือนหมายเลขเจ็ด บรรยากาศกลับเงียบงันผิดวิสัย

    เซียฉินนั่งพิงเสาไม้ตรงมุมห้อง ข้างตัวมีขวดโอสถหลากสีเรียงกันเป็นแถว ร่างกายของเขาดูดีขึ้นกว่าวันแรก

    แต่อาการเหนื่อยล้าภายในยังไม่หายดีเสียทีเดียว เขาใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดกระบี่ของตนช้า ๆ

    มองแสงแดดตกกระทบคมใบมีดพลางครุ่นคิดถึงทุกจังหวะที่เกิดขึ้นในการต่อสู้กับหยูจวิน

    ไป๋อี้หานกำลังลับกระบี่อยู่มุมหนึ่งของห้อง เสียงกระบี่ขูดหินลับเบา ๆ คล้ายจังหวะของลมหายใจที่เย็นเยือกเฉียบขาด

    ฉู่เหยียนประคองชามน้ำมาตรงกลาง หงเทียนกำลังโยกไหล่ขยับกล้ามเนื้อ

    ส่วนหลี่เหยินนั่งขัดสมาธิหลับตาฟื้นพลังอยู่ด้านใน เขาร่ายเวทย์น้ำเบา ๆ ควบแน่นหยดน้ำให้ไหลเข้าสู่เส้นชีพจรเพื่อรักษาอาการช้ำภายใน

    เสียงลับกระบี่หยุดลงเมื่อไป๋อี้หานเงยหน้าขึ้นมองเซียฉิน ราวกับรอคำพูดบางอย่าง

    “พวกเรา...ไม่ควรอยู่แค่ตรงนี้อีกแล้ว” เซียฉินเอ่ยขึ้นเสียงนิ่ง แต่น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยแรงกดดันอันหนักแน่นจนทำให้ทุกคนเงียบลง

    หงเทียนเลิกคิ้ว ฉู่เหยียนวางชามน้ำลงกลางห้อง หลี่เหยินลืมตาขึ้นทันที สายตาทุกคู่จ้องมาทางเซียฉิน

    “ข้าหมายถึงระดับศิษย์ภายนอก” เซียฉินพูดพลางยื่นมือแตะขวดโอสถ

    “เราทำทุกอย่างแล้ว โอสถ พิษ เทคนิค วิชากระบี่ วิชาปราณ... แต่ถ้าไม่มีโอกาสเข้าถึงวิชาชั้นสูงกว่านี้ เราจะไม่มีวันปกป้องตัวเองได้เลย”

    ไป๋อี้หานพยักหน้าเบา ๆ “ศัตรูอย่างหยูจวิน มีมากกว่าหนึ่งแน่... และพวกนั้นไม่ออมมือแบบครั้งนี้หรอก”

    หงเทียนขมวดคิ้ว “พลังของข้าก็แค่พอทานการโจมตีสองสามครั้ง ถ้าศัตรูรุนแรงกว่านั้น ข้าคงกลายเป็นภาระแทน”

    ฉู่เหยียนเม้มปากแน่น “แค่ป้องกันตัวเองยังลำบาก แล้วเราจะปกป้องใครได้อีก?”

    เซียฉินพูดเสียงเรียบ แต่แน่นลึก “อีกสองสัปดาห์จะมีการประลองศิษย์ภายนอกประจำเดือน แต่เราทุกคนรู้ดี...ว่ามันช้าไป

    และโอกาสจะได้ที่หนึ่งติดต่อกันสามครั้ง สำหรับพวกเราทุกคน มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”

    หลี่เหยินยกมือแตะคาง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ข้าจำได้ว่า การทำภารกิจของสำนักก็เป็นอีกทางเข้าสู่ศิษย์ภายในได้ ถ้าสะสมครบ 100 คะแนน”

    “เราทุกคนผ่านเกณฑ์พลังขั้นต่ำแล้ว ทุกคนอยู่ระดับก่อรากปราณ หรือใกล้ทะลวงขั้นต่อไปแล้ว”

    เซียฉินกล่าวอย่างชัดเจน “ดังนั้น...ข้าคิดว่าเราควรเปลี่ยนแนวทาง เป้าหมายคือ...รับภารกิจ!”

    ไป๋อี้หานถามทันที “ภารกิจที่ได้ 3–5 คะแนน?”

    “ใช่” เซียฉินตอบ “ภารกิจเหล่านี้ล้วนแต่ยากกว่าที่เราเคยเจอ และแน่นอน

    อาจถึงตายได้หากเราประมาท แต่หากทำได้เพียงแค่เจ็ดแปดภารกิจ

    เราก็จะไปถึง 100 คะแนนภายในสองเดือน”

    ฉู่เหยียนถอนหายใจ “หากยังไม่ตายเสียก่อน...”

    หงเทียนหัวเราะเบา ๆ “งั้นก็เหมาะกับข้าล่ะนะ…”

    หลี่เหยินพูดเสียงหนักแน่น “ข้าจะช่วยประเมินระดับความเสี่ยงของภารกิจจากข้อมูลที่เก็บไว้ในหอสมุด

    บางภารกิจดูง่าย แต่มีระดับความเสี่ยงแฝง ข้าจะจัดเรตไว้ก่อนให้ทุกคนเลือก”

    ไป๋อี้หานเสริม “ข้าจะไปดูบอร์ดภารกิจพรุ่งนี้เอง แล้วเราค่อยเลือกพร้อมกัน”

    เซียฉินพยักหน้า “ดี เราเริ่มต้นแผนพรุ่งนี้เช้า”

    รุ่งเช้า วันต่อมา

    บรรยากาศหน้า “หอภารกิจ” เต็มไปด้วยศิษย์หลากสีเสื้อผ้าและสัญลักษณ์ประจำสำนัก

    บอร์ดประกาศภารกิจแบ่งเป็นห้าชั้นตามระดับความยาก — บนสุดคือภารกิจระดับ 5 คะแนน

    ซึ่งแทบไม่มีใครกล้ามองเพราะถูกตีตรา “ภารกิจเสี่ยงถึงชีวิต” อย่างชัดเจน

    เซียฉินยืนหน้าบอร์ด หยุดสายตาที่ภารกิจแถวบนสุด — "ล่าตะขาบพิษยักษ์ในถ้ำเซียนเก่า (5 คะแนน / ความเสี่ยงสูง)"

    หงเทียนย่นคิ้ว “เริ่มจากภารกิจที่ได้คะแนนสูงสุดเลยเหรอ?”

    เซียฉินส่ายหน้า “ไม่ ข้าเพียงต้องการวัดว่าเราพร้อมแค่ไหน”

    “ไม่ต้องรีบตายแบบกล้าหาญ” ไป๋อี้หานเสริม “เริ่มจากภารกิจระดับ 3–4 ก่อนก็ยังไม่สาย”

    หลี่เหยินหยิบสมุดพับจากแขนเสื้อ “ข้าทำสรุปรายชื่อภารกิจที่เหมาะสมกับกลุ่มเราไว้แล้ว

    รวมถึงระดับอสูรที่พบเจอในภารกิจนั้น ประวัติศิษย์ที่เคยไปทำ และความเสียหายที่เกิดขึ้น”

    เซียฉินเปิดดู ข้อมูลแต่ละรายการละเอียดราวกับเอกสารราชการ

    “ภารกิจนี้น่าสน” เขาชี้ไปที่รายการ “สำรวจซากหมู่บ้านในหุบเขาเมฆหม่น (ระดับ 4 / ความเสี่ยงสูงกลางคืน)”

    “หมู่บ้านที่เคยเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนสมุนไพรมาก่อน แต่ปิดไปเพราะมีข่าวลือเรื่องวิญญาณ?” ฉู่เหยียนขมวดคิ้ว

    “ใช่” ไป๋อี้หานตอบ “แต่จากข้อมูลของหลี่เหยิน — มันน่าจะมีรังของอสูรกลางคืนที่หายากอยู่ตรงนั้น

    และบางตำราบอกว่า มีต้นพืช ‘ซานหลิงหยู’ ที่เป็นสมุนไพรใช้หลอมโอสถเสริมพลังจิต”

    เซียฉินพูดสั้น ๆ “ถ้าพบจริง ไม่ใช่แค่ภารกิจ...แต่มันอาจเปลี่ยนโอกาสของพวกเราทั้งหมด”

    เมื่อบ่ายคล้อย กลุ่มของเซียฉินเดินออกจากเขตสำนักไปยังหุบเขาเมฆหม่นที่อยู่ทางตะวันตกของชิงเหอ

    ห่างจากเขตศิษย์ภายนอกประมาณครึ่งวันเดินทาง พวกเขานำเสบียง อุปกรณ์, และโอสถจำนวนมากมาด้วย

    โดยเฉพาะโอสถแสงจันทร์ ซึ่งใช้ป้องกันพลังมืดและเสริมพลังปราณในยามค่ำคืน

    “ระวัง...หากข่าวเรื่องวิญญาณเป็นเรื่องจริง บางทีการต่อสู้อาจไม่ใช่ทางเดียวที่เราต้องเจอ”

    เซียฉินเตือนทุกคนขณะเหยียบก้อนหินแหลม

    แสงอาทิตย์เริ่มลับเหลี่ยมเขา ลมเย็นเริ่มแทรกผ่านช่องไม้ พื้นดินใต้เท้าเริ่มชื้นกว่าปกติ

    เหมือนมีหมอกบาง ๆ ปกคลุมตั้งแต่ย่างเข้าสู่หุบเขา

    และในความเงียบงันนั้น...เสียงกระดิ่งเบา ๆ ดังขึ้นจากซากบ้านร้างเบื้องหน้า

    คล้ายกับเรื่องจักรพรรดิกระบี่โอสถ ที่คุณอ่าน