ปู้มั่วเสวียนและหูชิงไคเพียงก้าวเท้าออกไปเพียงก้าวเดียวก็เหมือนจะมีรังสีประทุษร้านติดตามมาด้านหลัง ไม่เพียงเท่านั้นยังรู้สึกถึงอันตรายที่กำลังจะติดตามมาด้วย แต่ปู้มั่วเสวียนนั้นจับััเ่าั้ได้ไวจึงรับรู้ว่า บุรุษผู้นั้นได้ใช้บางสิ่งบางอย่างอาจจะเป็อาวุธมุ่งทิศทางมายังตนกับสหาย
ปู้มั่วเสวียนยังคงก้าวเท้าเดินต่อไปข้างหน้าคล้ายไม่สนใจบุรุษด้านหลัง แต่ทุกย่างก้าวของปู้มั่วเสวียนกำลังเคลื่อนไหวๆไปช้างหน้าพร้อมกับตั้งรับกับอาวุธด้านหลังของตนและหูชิงไค
ปู้มั่วเสวียนใช้ปลายเท้าเตะหินขนาดเท่าลูกองุ่นออกไปสกัดอาวุธนั้นโดยไม่หันไปมอง แน่นอนว่าผู้คนรอบข้างก็ไม่มีใครมองทันการเคลื่อนไหวนี้ของปู้มั่วเสวียน
หินก้อนนั้นที่ปู้มั่วเสวียนเตะออกไปกระทบเข้ากับอาวุธนั้นของบุรุษนั้น เสียงกระทบทำให้ผู้คนหันไปมอง ที่แท้สิ่งนั้นกระทบกันตกลงสู่พื้นก็คือ ก้อนหินกับ ของเล่นไม้เล็กชิ้นหนึ่ง
บุรุษผู้นั้นจ้องมองปู้มั่วเสวียนอย่างไม่อาจบอกอารมณ์ได้ เขาไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ตนตาฝาดไปหรือว่ามันเป็แค่เื่บังเอิญ พวกอ่อนแอนั้นต้องบังเอิญรอดจากอาวุธไม้ของเขาเป็แน่ แต่ในใจก็รู้สึกขัดแย้ง สุดท้ายจึงเดินตาม สองคนนั้นไป โดยไม่สนใจสายตาผู้คนรอบข้างที่กำลังจะรอเขาประกาศว่าคนที่เขา้าหาเื่ด้วยนั้นคือผู้ใด
ในเมื่อคนก่อเื่ไปแล้ว โดยไม่มีเื่ราวใดเกิดขึ้นก็ทำให้ศิษย์ในสำนักบางส่วนขบขัน บางส่วนก็ไม่สนใจ เพราะตัวก่อความวุ่นวายดันไปต่อไม่สุด ไม่ยอมประกาศว่าใครเป็คนที่เขา้ามีเื่ด้วย
ปู้มั่วเสวียนและหูชิงไค เดินไปเรียนวิชาประวัติศาสตร์แคว้นตี้ต่อ โดยไม่สนใจว่าจะมีใครติดตามพวกตนมา
"มั่วเสวียน ข้ามีเื่สงสัยเกี่ยวกับเื่ยามที่เราไปฉลองที่ร้านเลิศรสิตี้"
หูชิงไคเอ่ยถามปู้มั่วเสวียนระหว่างที่กำลังนั่งลงบนที่นั่งเรียน โดยทั้งสองนั่งที่โต๊ะเดี่ยวที่สามารถนั่งได้สองคนเช่นวันแรก
"เ้ามีเื่ใดสงสัยหรือ"
"วันนั้น เด็กสาวนางนั้นบอกว่าเ้าช่วยเหลือนางไว้..."
หูชิงไคมองหน้าสหายด้านข้างของตนด้วยท่าทางกำลังตรวจสอบ
"ก็ไม่ได้สำคัญอะไรเท่าใดนัก นางตอบแทนข้าด้วยการจ่ายค่าอาหารและสุราในวันนั้นแล้ว ถือว่าข้ากับนางไม่ได้ค้างสิ่งใดอีก"
ปู้มั่วเสวียนเอ่ยไปตามสิ่งที่คิด เพราะตนคิดว่าหูชิงไคคงจะกังวลที่ตนให้เด็กสาวคนนั้นจ่ายค่าอาหารแทนจึงยอมรับและอธิบายรวดเดียว
"เ้ากำลังจะบอกว่า เ้าช่วยนางไว้จริงหรือ"
หูชิงไคยามนี้คล้ายคนกำลังใ ในหัวก็นึกไปถึงเหตุการณ์ในวันนั้น ปู้มั่วเสวียน รีบลงจากหน้าระเบียงแล้วก็หายไปในพริบตา นี่ปู้มั่วเสวียนไปช่วยเด็กสาวคนนั้นที่กำลังจะโดนม้าเหยียบ แล้วเขาก็มองไม่ทันด้วยว่าปู้มั่วเสวียนไปช่วยคนไว้
"ข้านึกว่าเ้าจะกังวลเื่ค่าอาหารนั้นเสียอีก"
ปู้มั่วเสวียนหยิบตำราที่อยู่บนโต๊ะขึ้นมาดูแล้ว เอ่ยถามสหายออกไปทั้งอย่างนั้น
"ข้าไม่ได้ใส่ใจเื่นั้นสักหน่อย "
หูชิงไค เปลี่ยนสีหน้าจากใเป็หรี่ตาใส่สหายข้างกายด้วยสายตารำคาญที่สหายจับประเด็นที่ตนสนใจผิดไป แต่ในเมื่อปู้มั่วเสวียนกล่าวเช่นนี้และเด็กสาวคนนั้นก็มายืนยันในวันนั้นด้วย ปู้มั่วเสวียนคงจะไปช่วยนางไว้จริงๆ คิดได้เพียงเท่านี้ อาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์ก็เข้ามายังในห้องเรียนรวมแห่งนี้
"คารวะอาจารย์!"
เสียงลูกศิษย์ที่อยู่ในห้องเรียนดังขึ้น
"เอาล่ะ วันนี้เราจะได้มาเรียนรู้เื่ราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์แคว้นตี้กันต่อ"
"แคว้นตี้มีแคว้นใกล้เคียงคือ แคว้นโซ่ว แคว้นชวน แคว้นฉาง แคว้นกง "
ตามจุดยุทธศาสตร์ แคว้นตี้จะอยู่ตรงกลางระหว่างสี่แคว้นนี้ ทั้งเรายังมีพื้นที่ติดกับทะเล แคว้นโซ่ว จะอยู่ทางตะวันออก แคว้นชวนจะอยู่ทางทิศใต้ แคว้นฉางอยู่ทางตะวันตก แคว้นกงอยู่ทิศเหนือ บางพื้นที่ที่เป็ที่ว่างบางส่วนก็จะเป็พื้นที่ของชนเผ่าต่างๆ การศึกษาพื้นที่โดยรวมของแคว้นตี้ก็จะให้แคว้นตี้เป็ศูนย์กลาง แคว้นใกล้เคียงก็อยู่ในทิศตามที่กล่าว ทั้งยังมีแคว้นอื่นอีกแต่ไม่ได้มีอาณาเขตติดกับแคว้นกับแคว้นตี้
แคว้นตี้เป็แคว้นที่มั่งคั่งไปด้วยผู้มีปัญญาและความสามารถจึงจะได้พบเห็นผู้คนต่างแคว้นที่้าแสวงหาปัญญาเดินทางมายังแคว้นตี้เพื่อศึกษาเรียนรู้ บ้างก็มาประลองปัญญา บ้างก็มาพบกับผู้มีชื่อเสียงในศาสตร์ต่างๆ แต่แคว้นตี้ก็มีเพียงให้แคว้นอื่นที่จะมาร่วมศึกษากับเราด้วยนั้นจะมีข้อจำกัดในบางวิชาก็จะไม่ได้เรียนเช่นศาสตร์ด้านการต่อสู้ศาสตร์ด้านการทหาร ศาสตร์ด้านภูมิศาสตร์ คนต่างแคว้นที่มาศึกษายังตี้ซู บางคนก็เปิดเผยตัวตนบางคนก็ไม่เปิดเผยตัวตน รู้ว่าเป็เพียงคนต่างแคว้นเนื่องจากไม่มีป้ายประจำตัวชาวแคว้นตี้ของเรานั้นเอง
"อาจารย์ขอรับ แสดงว่าศิษย์ร่วมสำนักตี้ซูบางคนก็อาจเป็คนแคว้นอื่นใช่ไหมขอรับ"
ศิษย์ตี้ซูที่ดูท่าจะเป็ศิษย์ที่พึ่งเข้ามาศึกษาที่นี่เป็ครั้งแรก กล่าวถามด้วยความตื่นเต้นเป็ครั้งแรก
"เป็เช่นนั้น "
อาจารย์เอ่ยตอบเขาโดยไม่รอให้ศิษย์ของตนสงสัยเนิ่นนาน
"เ้าอยากรู้จักพวกเขาก็สังเกตเอาเองเถิด เพราะส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เปิดเผยตัวตนชัดเจน "
"ขอรับ "
อาจารย์เริ่มกล่าวต่อไปเมื่อเอ่ยตอบคำถามศิษย์ของตนแล้ว
"มั่วเสวียน เ้าว่าสหายคนใดของพวกเราจะเป็คนแคว้นอื่นบ้าง"
หูชิงไคเอ่ยเสียงกระซิบข้างหูของสหายตนด้วยความสงสัยพร้อมมองไปยังโดยรอบห้องเรียนเพื่อสังเกตคนที่แต่งชุดขาวเหมือนกันหมดนั้นว่าผู้ใดเป็ชาวต่างแคว้น
"ข้าคาดว่า...เ้าคงจะเป็คนแคว้นตี้แน่แท้ "
หูชิงไคได้ยินปู้มั่วเสวียนตอบตนออกมาเช่นนี้ก็เลิกสนใจจะสังเกตผู้อื่น หันหน้ามาหาสหายตนทันที
"เื่นั่นมันแน่อยู่แล้ว!"
"อ้อ "
ปู้มั่วเสวียนเอ่ยออกมาพร้อมทำหน้าเข้าใจการยืนยันจากสหายตน
หูชิงไคนึกสงสัยว่าตนควรถามความเห็นสหายผู้นี้ไม่ชัดเจนหรือปู้มั่วเสวียนแกล้งไม่เข้าใจเขากันแน่
เมื่อจบวิชาเรียนประวัติศาสตร์ ครึ่งเช้าก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ปู้มั่วเสวียนและหูชิงไคเดินออกไปที่นั่งพักเพื่อทานอาหารกัน
"อาหารเ้าวันนี้หน้าตาดูดีกว่าเมื่อวานนัก วันนี้ข้าอุตส่าห์ให้คนเตรียมอาหารมามากขึ้นเผื่อเ้าเชียว"
หูชิงไคเอ่ยทักสหายข้างกายตนที่ยามนี้นำกล่องใส่อาหารใบใหญ่ที่อาหารดูน่าทานไม่น้อยไปกว่าของเขาออกมา
"น้องชายให้คนจัดเตรียมมาให้ข้าน่ะ"
ปู้มั่วเสวียนรู้สึก นึกขอบคุณปู้เฉินต่งไม่น้อยที่นึกถึงอาหารมื้อนี้เพราะผู้มั่วเสวียนยังไม่ทันได้บอกกับมารดาว่าให้เตรียมมาให้ น้องชายคงเป็คนไปกล่าว ช่างรู้จักนึกถึงผู้อื่นเช่นนี้ โชคดีของกระเพาะจริงๆ
หูชิงไคและปู้มั่วเสวียน กำลังจะทานข้าวกันแล้วก็มีคนเข้ามาหาเื่อีกคราว คนผู้นี้มิใช่คนเมื่อเช้าหรอกหรือ
"อาหารมื้อนี้ค่อยกิน จงลุกขึ้นมาตัดสินกับข้าซะ!"
ไรท์ขอมอบตอนนี้ให้กับนักอ่านทุกคนเป็ของขวัญ่ปีใหม่ค่ะทุกคน ขอให้ทุกคนอ่านอย่างมีความสุขน้า ไรท์หายไปเพราะติดธุระและคอมเครื่องเก่ามันขิตไปแล้วค่ะ ขอบคุณที่ยังติดตามอ่านกันนะคะ