Chapter 16 : การพบพาน
ณ เวลาเดียวกันในหัวของมินนั้น เสียงหุ่นยนต์ของซิสเตมก็ดังขึ้นรัวๆ อย่างต่อเนื่องไม่หยุดเช่นกัน
[ดันเจี้ยนของท่านได้ถูกพิชิตเป็ครั้งแรก]
[มิชชัน: ความพ่ายแพ้ครั้งแรกเสร็จสิ้น]
[ทำการเพิ่มระดับไอคิวและอีคิวให้กับมอนสเตอร์ในปัจจุบัน]
[กำลังดำเนินรายการ]
[ดำเนินรายการเสร็จสิ้น]
[มอนสเตอร์ได้รับการอัพเกรดเรียบร้อย]
[ของขวัญพิเศษจากซิสเตมแด่ยูสเซอร์]
[ทำการปลดล็อกดันเจี้ยนระดับฮาร์ดโหมด (Hard Mode) ]
ติ๊ง!
เสียงเตือนข้อความดังขึ้นที่โทรศัพท์สมาร์ตโฟนของเขา ชายหนุ่มรีบหยิบมันมาเปิดดูทันที
[ฮาร์ดโหมด]
รายละเอียด: ดันเจี้ยนฮาร์ดโหมดคือโหมดที่แสดงถึงความยากขึ้นของดันเจี้ยนนั้นๆ โดยยูสเซอร์สามารถปรับแต่งและเพิ่มปัจจัยที่ทำให้เพลเยอร์รู้สึกได้ว่าดันเจี้ยนดังกล่าวมีความยากขึ้นจากโหมดปกติ ยูสเซอร์สามารถอัพเกรดดันเจี้ยนของท่านให้มีฮาร์ดโหมดได้โดยการทำให้ดันเจี้ยนดังกล่าวผ่านเงื่อนไขตามที่ถูกกำหนดมา
*หมายเหตุ เงื่อนไขของแต่ละดันเจี้ยนนั้นไม่เหมือนกัน
ก็อบลินป่าดิบชื้น: ระดับของมอนสเตอร์ทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็เทียร์หนึ่งแรงก์ดี (0/4)
ทุ่งราบแห่งวรนาถ: ระดับของวรนาถ เจนกิ้นส์เพิ่มขึ้นเป็เทียร์หนึ่งแรงก์อี (0/1)
‘ต้องเพิ่มถึงสองแรงก์เลยแฮะ’ มินคิดหลังจากที่ได้อ่านรายละเอียดต่างๆ
“นายลองเปิดดูหน้ามิชชันสิ” เสียงของมายดังขึ้นของของเขา
เมื่อได้ยินดังนั้น ชายหนุ่มจึงเปิดไปยังหน้าต่างมิชชันทันที แม้จะยังมีมิชชันอีกมากมายที่เขายังไม่ได้ทำ เนื่องจากเงื่อนไขหลายๆ ในมิชชันเหล่านี้ไม่ได้เอื้อให้เขาสามารถทำได้ในทันที
มินเลื่อนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเห็นมิชชันอันใหม่หลายอันที่ตรงมุมขวาของพวกมันมีคำว่า new บ่งบอกว่ามันคือมิชชันอันใหม่ที่เพิ่งจะเพิ่มเข้ามา
เขากดอ่านมิชชันทีละอันอย่างละเอียดอยู่สักพักโดยเลิกสนใจรอบข้าง เมื่ออ่านมิชชันอันใหม่ทั้งหมดเสร็จสิ้น ชายหนุ่มก็พลันแสดงสีหน้าลำบากใจออกมา
“อะไรกัน นิสัยของมินคนเก่าเหรอ ไอ้อาการแบบนี้เนี่ย”
ประโยคหยอกล้อชายหนุ่มดังขึ้นจากคนที่นั่งข้างๆ กัน เขารีบหันไปทำหน้าดุใส่เ้าตัวทันที ส่วนเหตุผลที่เขาทำสีหน้าลำบากใจน่ะเหรอ ก็เพราะมิชชันสุดท้ายที่เขาอ่านยังไงล่ะ
[มิชชัน: มาฝึกวิชากันเถอะ!]
รายละเอียด: มีผู้คนมากมายที่้าจะเดินเข้าสู้วิถีของผู้มีวิชา แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถอดทนกับการฝึกเพื่อบรรลุถึงเป้าหมายของตัวเองได้ ทำให้สิ่งที่ตอบโจทย์ที่สุดก็คงหนีไม่พ้น ‘ดันเจี้ยน’ แต่ดันเจี้ยนสำหรับคนธรรมดาก็คงเป็อะไรที่ยากไปเสียหน่อย เข้าไปไม่ถึงนาทีพวกเขาก็คงถูกกำจัดได้อย่างง่ายดาย ฉะนั้นซิสเตมจึงขอเสนอ ดันเจี้ยนพิเศษสำหรับมนุษย์ธรรมดาที่้าจะเดินเข้าสู่วิถีแห่งผู้วิเศษ โดโจ ดันเจี้ยนโรงฝึก ดันเจี้ยนที่จะทำให้ทั้งคนธรรมดาและผู้มีวิชาได้ฝึกฝนกับผู้เชี่ยวชาญจนทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น
เงื่อนไข:
1. เพลเยอร์จากสตูดิโอของยูเซอร์มีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะแข็งแกร่งขึ้น (0/1) [ยังไม่ผ่านเงื่อนไข]
2. ยูเซอร์จะต้องเลือกวิชาที่ท่าน้าจะเรียนและเข้าดันเจี้ยนโรงฝึกเป็เวลาสามชั่วโมงหลังจากนั้นจึงจะสามารถเปิดดันเจี้ยนให้แก่เพลเยอร์เข้าได้ [ยังไม่ผ่านเงื่อนไข]
3. รายละเอียดที่เหลือจะปรากฏขึ้นมาหลังจากยูสเซอร์ผ่านเงื่อนไขทั้งสองข้อแล้ว
[กดที่นี่เพื่อดูวิชาที่ยูสเซอร์สามารถเลือกเรียนได้ในขณะนี้]
ชายหนุ่มคิดว่ายังไม่จำเป็ที่จะต้องกดดูมัน เขามองข้ามและอ่านข้อมูลอันต่อไป
รางวัล:
รายละเอียด: ดันเจี้ยนฟรีซึ่งซิสเตมมอบให้แก่ยูสเซอร์เมื่อท่านทำมิชชันได้สำเร็จ โดยดันเจี้ยนแห่งนี้ไม่มีความจำเป็ที่ยูสเซอร์จะต้องทำการตกแต่งแม้แต่น้อย
*หมายเหตุ: ดันเจี้ยนโรงฝึกแห่งนี้นับรวมอยู่กับดันเจี้ยนที่ยูสเซอร์มีใน
รายละเอียด: บริวารพิเศษที่สามารถออกมาจากดันเจี้ยนได้โดยตรงโดยไม่ต้องพึ่งคำขออนุญาตของยูสเซอร์ เป็ทั้งครูให้กับยูสเซอร์และบอดี้การ์ดส่วนตัว สามารถพกออกไปไหนมาไหนได้
*หมายเหตุ: ความสามารถของบริวารดังกล่าวขึ้นอยู่กับวิชาที่ยูสเซอร์เลือกเรียน
**หมายเหตุ: การสอนของบริวารดังกล่าวแก่เพลเยอร์จะไม่ได้รับผลกระทบจากวิชาที่ยูสเซอร์เลือก
มันคืออีกมิชชันที่ทำให้เขาได้รับดันเจี้ยนฟรีๆ ไม่ต่างกับมิชชันก่อนหน้านี้ที่ให้เขาไปจับมอนสเตอร์ แต่สิ่งที่ทำให้เขาลำบากใจที่สุดก็คือเงื่อนไขนี่แหละ ข้อแรกแม้จะยากแต่ในยุคที่เหล่าผู้ใช้วิชารุ่นใหม่ๆ ต่าง้าความแข็งแกร่งซึ่งหาได้ยากยิ่งแล้ว แม้อาจจะต้องใช้เวลาแต่เขาคิดว่ามันไม่น่าจะนานเท่าไหร่นักที่จะหาคนแบบนั้น เผลอๆ ลองหาพวกเด็กหนุ่มทั้งสี่คนก็อาจจะทำให้เงื่อนไขข้อแรกสำเร็จเลยก็เป็ได้ แต่เงื่อนไขข้อสองของมิชชันนี้ต่างหากที่ทำให้เขาต้องแสดงสีหน้าลำบากใจขึ้นมา
ทั้งๆ ที่ต้องแต่โลกเก่าแล้ว มินใฝ่ฝันถึงอะไรแฟนตาซีแบบนี้มาตลอดแต่เมื่อได้มาใช้ชีวิตจริงๆ รวมถึงมีความทรงจำของเ้าของร่างเก่าด้วยแล้ว ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกว่ามันเป็เื่ธรรมดามากๆ
เพราะไม่แน่ใจว่าความรู้สึกที่ไม่อยากจะร่ำเรียนวิชานี้มาจากจิตใต้สำนึกของร่างกายนี้ที่เป็คนี้เีเป็ทุนเดิมอยู่แล้วหรือเป็เพราะเขาได้มาอาศัยอยู่ในโลกสุดแฟนตาซีแบบนี้ถึงทำให้เรารู้สึกเฉยชากับการเรียนวิชาอันสุดจะแฟนตาซีของตนเอง
กลับกัน เขากลับชอบที่จะได้นั่งอยู่เฉยๆ มองการต่อสู้ของลูกค้าผ่านหน้าจอโทรทัศน์ในสตูดิโอของเขามากกว่าเสียอีก ไม่ว่าการต่อสู้จะเป็แบบไหน ห้ำหั่นแบบที่จอห์น ลูกค้าที่ไม่ว่าจะโดนเซเบอร์ทูธจัดการไปกี่รอบไม่รู้ต่อกี่รอบก็ยังมีจิตใจที่มุ่งมั่นที่จะเข้าประจันหน้ากับบอสตัวดังกล่าวอย่างไม่ยอมแพ้
หรือจะแบบพวกปาร์ตี้ของบอย แม้ประสบการณ์พวกเขายังน้อย แต่เพราะเป็กลุ่มที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยสายใยแห่งมิตรภาพ ทำให้การทำงานของพวกเขาเข้าขากันได้เป็อย่างดี มินดูพวกเขาต่อสู้เพียงครั้งเดียวก็สามารถบอกได้ว่าเด็กหนุ่มทั้งสี่คนนี้ สนิทกันและมีความจริงใจให้กันจริงๆ
หรือจะเป็เด็กสาวลูกค้าคนใหม่ของเขาวันนี้ แม้ว่าเธอจะพ่ายแพ้ให้กับคุณยายวรนาถอย่างง่ายดายเพียงแค่การถูกหันเหความสนใจจากคำพูดของมารหญิง แต่สายตาของเธอกลับไม่อ่อนลงแม้แต่น้อย มันไม่ใช่สายตาแห่งความเกลียดช่างหรือโมโหแต่อย่างใด แต่มันคือสายตาของคนที่้าจะแข็งแกร่งขึ้นด้วยเหตุผลบางอย่าง สายตาของคนที่ยิ่งแพ้ยิ่งฮึดสู้
และมาถึงคนสุดท้าย น้ำหนึ่ง พี่สาวของสองและสาม ลูกค้าคนแรกที่สามารถพิชิตดันเจี้ยนของเขาลงได้อย่างสวยงาม ไม่มีเวทมนตร์บทใหญ่ หรือกระบวนท่าอันร้ายกาจ มีเพียงไหวพริบและความช่างสังเกตต่างหากที่ทำให้ลูกค้าคนนี้ของเขาสามารถเอาชนะคุณยายวรนาถได้สำเร็จ
นั่นคือทั้งหมดที่เขาสังเกตลูกค้าเหล่านี้ผ่านการเฝ้ามองจากสามวันที่ผ่านมา ถึงจริงๆ แล้วจะมีลูกค้าอีกคนที่เขาก็ไม่แน่ใจว่าสามารถนับเป็ลูกค้าได้หรือเปล่าก็ตาม เพราะเหตุผลจริงๆ ที่อีกฝ่ายเข้ามาในร้านของเขาคือ เพราะเ้านั่นได้กลิ่นข้าวผัดกะเพราหมูสับต่างหากล่ะ แต่ช่างมันเถอะ
สรุปแล้ว การได้เฝ้ามองดูการต่อสู้จากหน้าจอโทรทัศน์ทำให้เขารู้สึกว่านั่นก็เพียงพอแล้ว ทำให้เมื่อได้อ่านเงื่อนไขของมิชชัน ชายหนุ่มถึงแสดงสีหน้าแบบนั้นออกมา
“พี่น้ำ!” เสียงของสองเรียกความสนใจให้กับมินที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิด
ชายหนุ่มหันไปยังต้นเสียงก่อนจะมองไปทิศทางที่เด็กหนุ่มหันไป เผยให้เห็นถึงลูกค้าคนแรกของดันเจี้ยนสตูดิโอเขาที่สามารถพิชิตดันเจี้ยนได้เป็คนแรก
หลังจากน้ำจัดการวรนาถได้เรียบร้อยแล้ว หญิงสาวก็ไม่ได้ออกมาจากดันเจี้ยนในทันทีเนื่องจากเธอ้าที่จะหาสาเหตุว่าทำไมพวกน้องชายของเธอถึงตายด้วยพิษทางอากาศ แม้จะลองคิดถึงกลไกต่างๆ เธอก็ไม่สามารถหาคำตอบได้และด้วยความที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะตายรึเปล่าหากยังคงอยู่ในดันเจี้ยนต่อไป หญิงสาวจึงออกมาจากดันเจี้ยนทั้งๆ ที่ไม่ได้จัดการด้วงสว่านที่เหลือ เธอกลัวว่าตัวเองจะตายหากไปเปิดกลไกการติดพิษที่ยังไม่ทราบสาเหตุ แถมเธอก็ไม่อยากไปเสียเวลากับการตายที่ต้องไปรอให้ตัวเองตื่นในห้องพยาบาลอีกด้วย
“พี่น้ำเจ๋งโคตร!” สองกล่าวย้ำอีกครั้ง
“ใช่! ตอนใช้วิชาหอกน้ำนะ โคตรเท่!” สามกล่าวชมพี่สาวของตน
แอล บอยและนนพยักหน้าพร้อมกันเมื่อได้ยินประโยคดังกล่าว พวกเขาได้เห็นกับตาตัวเองว่าหญิงสาวตรงหน้าของพวกเขานั้น เก่งกาจเพียงใด ทั้งการโจมตีและการหลบหลีก อีกทั้งยังสามารถจัดการบอสของดันเจี้ยนได้อีก ช่างต่างกับพวกเขาโดยสิ้นเชิง
“งั้นมาลุยกันเลยไหม” น้ำหนึ่งหันไปถามน้องชายฝาแฝดของเธอ
“เฮ้ยพี่น้ำ ไม่พักเหรอ สักครึ่งชั่วโมงก็ยังดี” สามถามพี่สาวตนด้วยความเป็ห่วง
“จริงด้วย พักแป๊บหนึ่ง พวกผมรอได้” บอยพูดเสริม
น้ำหนึ่งหันไปหาแอลเพื่อเป็การถาม เมื่อเห็นหญิงสาวหันมา แอลจึงยิ้มให้อีกฝ่ายก่อนจะพูดขึ้น “หนูรอได้ค่ะพี่”
“โอเอ พักสักแป๊บละกัน” เธอกล่าวพร้อมกับเดินไปนั่งลงบนโซฟา
แต่ทันใดนั้นเอง เสียงริงโทนโทรศัพท์ของเธอก็พลันดังขึ้น น้ำหนึ่งกดรับสายโดยเร็วเมื่อเห็นชื่อที่แสดงอยู่บนจอกรีน
“ว่าไงคะพ่อ” เมื่อรู้ว่าปลายสายที่โทรฯ หาน้ำหนึ่งเป็ใคร สองและสามก็หูผึ่งทันที
“ค่ะ อยู่ด้วยกันค่ะ โอเคค่ะ จะกลับเดี๋ยวนี้ค่ะ” หญิงสาวกล่าวกับปลายสายสักพักก่อนจะวางโทรศัพท์ของตัวเองลง
“พ่อโทรฯ มาไมอะพี่น้ำ” สามถาม
“พ่อให้พี่พาพวกแกกลับบ้านตอนนี้ คุณปู่มาหา” เธอตอบ
“ฮะ! คุณปู่มา มาไมอะ” สองถามขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอเนื่องจากรู้สึกเหมือนโดนขัดความสนุกในการลงดันเจี้ยน
“กลับก่อนไม่งั้นไปช้าจะโดนว่า” หญิงสาวกล่าว พลางเดินนำเด็กหนุ่มทั้งสอง เธอหันกลับกลับมากล่าวกับแอล บอยและนน “พี่ขอโทษนะที่ทำให้พวกเราเสียเวลารออีก”
“ไม่ได้เป็ไรพี่น้ำ ธุระด่วนนี่” นนตอบกลับไป ในขณะที่บอยส่ายหัวในเชิงว่าไม่ได้ติดใจอะไร
“ไม่เป็ไรค่ะ” แอลตอบอีกฝ่าย เธอรู้ว่าทั้งสามคนต้องกลับเพราะว่ามีธุระด่วนจริงๆ เลยไม่คิดว่าเป็ความผิดของพวกเขา
ไม่ลืมที่จะขอไลน์แอลไว้ ก่อนจะลากแอคเคาท์ของเด็กสาวเข้ากลุ่มที่เธอเพิ่งจะสร้างโดยมีสมาชิกประกอบด้วย ตัวเธอ (น้ำหนึ่ง) แอล สอง สาม บอย และนน
เมื่อน้ำ สองและสามกลับไป ทั้งร้านก็เหลือ (ลูกค้า) เพียงแค่สี่คนเท่านั้น นั่นคือจอห์นที่กำลังต่อสู้อยู่ในดันเจี้ยนก็อบลินแห่งป่าดิบชื้น แอลที่เพิ่งจะเข้าไปในดันเจี้ยนทุ่งราบแห่งวรนาถ ส่วนบอยและนนกำลังพูดคุยกันอยู่ว่าพวกเขาทั้งสองคนจะเข้าดันเจี้ยนเดิมอีกกี่รอบดี พร้อมกับกำลังตัดสินใจว่าพวกเขาจะเข้าพร้อมกันดีหรือผลัดกันเข้าเพื่อดูการต่อสู้ของกันและกันดี
ทั้งสองตัดสินใจที่จะแยกกันเข้าดันเจี้ยนโดยผลัดกันเข้า โดยที่บอยเป็คนเริ่มก่อนและนนเป็คนเข้าต่อหลังจากบอยตื่นขึ้น หากบอยเกิดตายขึ้นมาในดันเจี้ยนอีกครั้ง
เด็กหนุ่มทั้งสองคน รวมถึงแอลด้วย เข้าดันเจี้ยนไปอีกคนละสามรอบ แต่ถึงกระนั้นเด็กทั้งสามก็ยังไม่มีใครสามารถผ่านดันเจี้ยนทุ่งราบแห่งวรนาถได้อยู่ดี เพราะทันทีที่พวกเขาทั้งสามจัดการด้วงสว่านได้หมดครบห้าสิบตัว ร่างกายของพวกเขาก็จะตายทันที
แม้แอลจะลองไม่โจมตีด้วงสว่านจนหมดและลองหันคันศรไปยังคุณยายวรนาถก็ตาม แต่ทุกครั้งที่ลูกธนูของเธอจะเข้าถึงตัวอีกฝ่าย ก็มักจะเป็ตะขาบั์ทั้งสองที่เข้ามารับการโจมตีของเธอแทน
และเมื่อเด็กสาวตายไปครบสามรอบแล้ว เธอจึงเดินออกจากร้านไปอย่างเงียบๆ เนื่องจากแอลมีเรียนยิงธนูต่อหลังจากนั้น ส่วนบอยกับนนนั้นเข้าดันเจี้ยนกันอีกคนละสามรอบเช่นกัน แต่เพราะว่าทั้งสองผลัดกันเข้าเพื่อ้าที่จะดูและศึกษาการต่อสู้ของอีกฝ่ายและมอนสเตอร์ในดันเจี้ยน ทำให้ระยะที่ทั้งคู่ลงดันเจี้ยนทุ่งราบแห่งวรนาถนั้นนานกว่าแอลถึงสองชั่วโมง
และกว่าที่นนซึ่งเป็คนที่เข้าดันเจี้ยนในรอบสุดท้ายจะตื่นขึ้นมาก็ปาเข้าไปหกโมงเย็นแล้ว
เวลาล่วงเลยไปจนกระทั่งนาฬิกาบนจอสกรีนสมาร์ตโฟนของมินบ่งบอกเวลาว่านี่เป็เวลาสองทุ่มกว่าแล้ว บัดนี้เหลือเพียงแค่จอห์นที่ยังคงอยู่ในร้านของเขา ชายหนุ่มผมทองผู้ซึ่งไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยและยอมแพ้ เข้าดันเจี้ยนก็อบลินป่าดิบชื้นกว่าสิบเอ็ดรอบโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดพัก
บอยนั้นเพิ่งจะเดินออกไปได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงหลังจากเห็นว่าจอห์นเพิ่งจะโดนกำจัดจากกรงเล็บของเซเบอร์ทูธ ส่วนนนนั้นกลับไปทั้งแต่หกโมงเย็นหลังจากที่เด็กหนุ่มตื่นขึ้นมา
และเหล่าชายชราต่างพากันแยกย้ายกลับั้แ่เห็นนนเดินออกไปจากร้านไปเพราะรู้ว่าความสนุกในการเล่นพนันของพวกเขาในวันนี้หมดลงแล้ว ส่วนบอดี้การ์ดทั้งห้าคนของจอห์นนั้นยังคงยืนจ้องมองโทรทัศน์ที่มีภาพของเ้านายตัวเองฉายอยู่อย่างเงียบเฉียบและไม่พูดอะไรเลยสักคำั้แ่พวกเขาเข้ามา
“เฮ้อ” มินถอนหายใจออกมา
“อะไรกัน ยังคิดหนักเื่วิชาที่จะเรียนอยู่เหรอ” มายผู้ซึ่งนอนอ่านนิตยสารหลายสิบเล่มในวันนี้ถามขึ้น
ชายหนุ่มพยักหน้า เขารู้สึกว่ามันไม่จำเป็จริงๆ ที่จะต้องเรียนวิชาอะไร แต่ความจริงแล้วตัวเขาก็รู้ดีว่าการเรียนวิชานั้นเป็สิ่งจำเป็ ทั้งต่อตัวเขาเองในการใช้มันป้องกันตัวในยามอันตราย ทั้งยังสามารถยืดอายุขัยได้ แถมการเรียนวิชาจะทำให้เขาสามารถรับมิชชันการจับมอนสเตอร์ที่มีระดับพลังเทียบเท่ากับเขาเพื่อเพิ่มความหลากหลายของมอนสเตอร์ในดันเจี้ยนสตูดิโอได้อีก
มินกดเปิดดูรายละเอียดของวิชาที่เขาสามารถเลือกเรียนได้ขึ้นมา
วิชาที่เกี่ยวข้องกับอาวุธ: ทวน, พลอง, ขวาน, สามง่าม, ง้าว, ดาบ, ดาบใหญ่, กระบี่, แส้, กระบอง, ค้อน, คมแฝก, ธนู, หน้าไม้, ไม้เท้าและอาวุธลับ
วิชาที่เกี่ยวข้องกับพลังเวทมนตร์: ดิน, น้ำ, ลม, ไฟ, สายฟ้า, ธรรมชาติ, แสง, ความมืด, มายาและิญญา
วิชาเฉพาะทาง: ปรุงยา, ประดิษฐ์และอัญเชิญอสูร
มินมองตัวเลือกมากมายที่ขึ้นมาบนหน้าจอสกรีนของเขา ไม่แน่ใจว่าถ้าหากถึงเวลาต้องเลือกจริงๆ เขาจะเลือกเรียนวิชาใดกัน
“จริงๆ แล้วเราก็แค่คนี้เีคนหนึ่งเท่านั้นเอง” ชายหนุ่มกล่าวออกมาด้วยเสียงแ่เบา
“เฮ้อ” ถอนหายใจเอกใหญ่ออกมาอีกรอบ ‘ยังไงก็คงไม่ได้เลือกเร็วๆ นี้หรอก เลิกคิดไปก่อนก็แล้วกัน’ คิดในใจก่อนจะหันกลับไปสนใจภาพของจอห์นที่เพิ่งจะจัดการก็อบลินทั้งสามตัวของเขาไป
โดยที่ตัวเขาคงไม่คาดคิดเลยว่า เร็วๆ นี้ ที่เขาคิดเอาไว้นั้น จะเกิดขึ้นเร็วอย่างไม่คาดฝัน
____________
“หื้ม ฮึ่ม ฮืม”
เสียงฮัมเพลงดังขึ้นในขณะที่เ้าตัวก้าวเดินพลางะโเหยงๆ อย่างเริงร่าและอารมณ์ดีท่ามกลางความมืดของเวลาสองทุ่ม แม้จะมีแสงของเสาไฟและไร้ผู้คนในทางเดินเปลี่ยวนี้แต่กระนั้นแล้ว เ้าของเสียงที่ฮัมเพลงอยู่ก็ไม่ได้มีความกังวลแม้แต่น้อย
เขาคือเด็กหนุ่มร่างอ้วนในชุดเสื้อยืดกางเกงสามส่วน สวมรองเท้าแตะหูหนีบ มือทั้งสองข้างของเขากำลังหิ้วถุงพลาสติกใบใหญ่ ข้างหนึ่งคือเนื้อหมูกว่าสามกิโลกรัม ส่วนอีกข้างหนึ่งคือเนื้อไก่อีกสามกิโลกรัมเช่นเดียวกัน
ตอนนี้เขากำลังเดินกลับบ้านอย่างอารมณ์เอ็นจอยหลังจากที่คุณแม่สุดที่รักของตนได้ให้เงินมาซื้อเนื้อสัตว์ทั้งสองที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตเนื่องจากเขาช่วยเธอเย็บตุ๊กตาได้กว่าสามร้อยตัวในวันนี้
ฮัมเพลงในลำคอพลางเดินอย่างสบายใจ พุ่งใหญ่เด้งดึ๋งไปมา ส่วนในหัวของเขาก็พลางจินตนาการไปถึงเมนูอาหารต่างๆ ที่แม่ของตนกำลังจะทำให้รับประทานในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้
ทั้งแกงป่าไก่ แกงเขียวหวานไก่ ลาบไก่ ไก่ชุบแป้งทอด สุกี้น้ำไก่หรือจะเมนูหมูที่น่ากินอย่างหมูสับนึ่งไข่เค็ม ผักกาดขาวยัดไส้หมูนุ่มกับน้ำจิ้มซีฟู้ด โจ๊กหมู หมูสับก้อนทอด ไข่ตุ๋นหมูเด้ง หรือผัดกะเพราหมู คิดแล้วก็น้ำลายพลันแตกในปากราวกับว่ามันพร้อมไหลเยิ้มออกมาได้ทุกเมื่อ
‘พูดถึงผัดกะเพราก็นึกถึงข้าวผัดกะเพราร้านพี่คนนั้นแฮะ อร่อยจนลืมรสชาติไม่ลงจริงๆ ถ้าไม่ติดว่าจานละร้อยนะ’ คิดแล้วก็ยกถุงหิ้วที่กำลังถืออยู่ทั้งสองข้างขึ้นมาดู ‘อร่อยมากก็จริงแต่กินแล้วไม่อิ่มไม่เหมือนเ้าก้อนเนื้อพวกนี้’ เด็กหนุ่มคิด
“อ้าวไอ้ออร์คจูนี่หว่า” น้ำเสียงกวนๆ ดังขึ้นไม่ไกล
เด็กหนุ่มรีบหันหน้าไปยังที่มาของเสียงทันที แต่ถึงเขาจะไม่หันไปเขาก็รู้อยู่แล้วว่าเ้าของเสียงนั้นคือใคร
“แหม ไม่เจอสองสามวัน ชีวิตดูมีความสุขจังเนอะ” อีกฝ่ายกล่าวพลางมองมาที่ถุงพลาสติกทั้งสองที่เขาถืออยู่
“อะไรไอ้เดี่ยว” จูเรียกชื่อชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า
เดี่ยว เพื่อนบ้านที่โตมาด้วยกัน รวมถึงเรียนที่เดียวกันั้แ่อนุบาลยันมัธยมปลาย เขาคือหัวโจกในโรงเรียน เขาคือคนที่คอยกลั่นแกล้งจูจนร้องไห้เกือบทุกวัน ไม่ทราบสาเหตุว่าเหตุใดอีกฝ่ายถึงได้จงเกลียดจงชังเขาได้ถึงเพียงนี้
ทั้งๆ ที่แต่ก่อนแม้จะไม่ได้คุยกันมากมายแต่พวกเขาทั้งสองคนก็ไม่มีความแค้นเคืองต่อกัน
จะให้พูดจริงๆ เื่มันคงเริ่มต้นขึ้นตอนขึ้นมัธยมชั้นปีที่สี่ที่เปิดเทอมใหม่ๆ หลังจากเปิดเทอม หลังจากได้เข้าเรียนวิชาเสรีซึ่งก็คือวิชาการรับรู้มานา/ฉี
เนื่องจากจูมีน้ำหนักที่มากกว่าร้อยสี่สิบกิโลกรัม เด็กหนุ่มในตอนนั้นจึง้าเรียนวิชาดังกล่าวเพื่อทำให้ตัวเองก่อจุดตันเถียนขึ้นมาได้ เพราะว่านั่นจะทำให้เขาไม่เหนื่อยง่ายจากการเดินไปกลับจากบ้าน-โรงเรียนหลายกิโลเมตร
ซึ่งนี่ก็เป็อีกเหตุผลหนึ่งที่คนส่วนใหญ่บนโลกเลือกที่จะเรียนวิชาดังกล่าวเพราะมันสามารถทำให้พวกเขามีพละกำลัง ความอดทนที่มากขึ้น แถมยังสามารถยืดอายุและคงความเยาว์วัยได้อีกด้วย
ในวิชาการรับรู้มานา/ฉีนั้น เดี่ยวก็เลือกเรียนเช่นกันโดยทั้งสองคนไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกันแม้แต่น้อย แต่หลังจากนั้นสองสัปดาห์ฝันร้ายของจูก็เริ่มขึ้น
หลังเลือกเรียนวิชาดังกล่าวทุกครั้ง เดี่ยวจะเข้ามาหาเื่จูเสมอพร้อมกับเพื่อนๆ ของเขา แรกๆ ก็เบาหน่อย พวกเขาเพียงแค่รุมตะคอกใส่เด็กหนุ่ม แต่พอนานวันเข้า การกระทำของอีกฝ่ายก็เริ่มหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจากผลัก เริ่มต่อยตี เริ่มเตะจนถึงขั้นรุมทำร้ายเขา
่ระยะเวลาหนึ่งปีการศึกษานั้นเหมือนกับฝันร้ายของเด็กหนุ่มร่างอ้วน เพราะพวกเขาทั้งสองไม่ได้อยู่ห้องเดียวกัน ทำให้คาบเดียวที่จะได้เจอคือวิชาเสรี ทำให้หลังจากขึ้นมัธยมชั้นปีที่ห้า จูไม่ลงเรียนวิชาดังกล่าวอีกเลยพร้อมกับพยายามหลบหน้าเดี่ยวอยู่บ่อยครั้งยามเมื่อเห็นอีกฝ่ายเข้ามาในสายตา
แต่ถึงกระนั้น เดี่ยวและพวกพ้องของตนก็ไม่ได้หยุดทำร้ายจูหากพวกเขาเจอเด็กหนุ่ม ในโรงเรียนแม้จะไม่บ่อยเท่ากับแต่มัธยมชั้นปีที่สี่แล้ว
จูจึงคิดว่าถ้าเขาพยายามหลบอีกฝ่ายได้ตลอด เขาก็จะใช้ชีวิตในรั้วโรงเรียนได้ดีขึ้น ขอแค่หลบหน้าอีกฝ่ายให้ไม่เจอตัวเขาได้
แต่เขาคิดตื้นเกินไปเพราะหลังจากนั้นไม่นานที่พวกของเดี่ยวหาจูไม่เจอ พวกเขาก็ได้มาดักรอที่ห้องหลังเลิกเรียนเกือบทุกวัน แม้เพื่อนๆ ในห้องหลายคนจะรู้แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้เพราะเพื่อนของเดี่ยวคนหนึ่งนั้นเป็ลูกของเพื่อนสนิทผู้อำนวยการโรงเรียน
ตราบใดที่การกระทำของพวกเดี่ยวไม่ได้ทำให้จูถึงขึ้นาเ็หนักหรือเสียชีวิต แค่เพียงรอยฟกช้ำหรือรอยถลอกเล็กๆ พวกของเดี่ยวก็จะไม่โดนเข้าห้องปกครองหรือโดนตักเตือนใดๆ
ชีวิตในรั้วโรงเรียนสามปีของจูเหมือนดั่งฝันร้าย แม้บ่อยครั้งที่เด็กหนุ่มจะได้รุ่นน้องสุดใจดีเข้ามาปลอบใจและคอยคุยด้วย แต่นอกจากนั้นมันคือประสบการณ์สุดเลวร้ายในชีวิตเขา
‘นึกว่าเรียนจบแล้วจะไม่โดนแล้วซะอีก’ จูคิดในใจ
“มองห่าไรไอ้ออร์ค ไม่เจอกันแค่สองสามวันทำซ่าเหรอ” เดี่ยวเอ่ยเสียงแข็ง
“เรียนจบแล้ว ทำไมไม่ต่างคนต่างอยู่วะ” เด็กหนุ่มตอบกลับเสียงแข็งเช่นกันแม้ตนจะรู้สึกกลัวอีกฝ่ายก็ตาม
“มีเถียงด้วยวะเดี๋ยวนี้” เดี่ยวพูดออกมาพร้อมกับหัวเราะในลำคอ เขายักไหล่เอียงคอมองเด็กอ้วนตรงหน้าด้วยสายตาอำมหิต ก่อนจะเดาะลิ้นอย่างหัวเสีย “เห็นหน้ามึงทีไรรมเสียทุกทีเลยวะ”
กล่าวจบประโยค ชายหนุ่มร่างสูงก็เดินเข้ามาใกล้ๆ จูอย่างช้าๆ เข้าง้างหมัดขึ้นกลางอากาศ จูเห็นดังนั้นจึงยกมือทั้งสองของที่ถือถุงพลาสติกอยู่มาปิดหน้าตัวเองพร้อมกับหลับตาปี๋พร้อมกับแรงกระแทกและความเ็ปอันคุ้นเคย
‘อ่อนแอจริงๆ เลยเรา’
เขาคิดในใจพลางจินตนาการว่าจะอ้างกับพ่อและแม่ของตัวเองว่าอย่างไรดีหากตนกลับบ้านไปด้วยสภาพบอบช้ำทั้งตัว
ตุ้บ!
เสียงของหมัดกระทบกับเนื้อดังขึ้น แต่ที่แปลกก็คือ จูกลับไม่ได้รู้สึกอะไร ‘อ้าว ทำไมไม่เจ็บล่ะ’ เด็กหนุ่มร่างอ้วนจึงลืมตาขึ้นทันที พร้อมกับมองไปยังเบื้องหน้า
เผยให้เห็นถึงแผ่นหลังของใครบางคนที่เขาไม่คุ้นชิน หัวเกรียนเหมือนกับเด็กนักเรียน สวมชุดเกราะหนังผสมกับเหล็กที่ติดกับหัวไหล่และแขน ร่างผอมบางแต่ไม่ได้ดูก้าง สูงกว่าเขาไม่เกินสิบเิเ
บุคคลเบื้องหน้ากำลังเหยียบอกของเดี่ยวอยู่ซึ่งบัดนี้เขาได้นอนลงไปกองกับพื้นด้วยสีหน้าเหยเกที่เต็มไปด้วยความเ็ป
“เพิ่งรู้ว่าแถวนี้มีอันธพาล” เสียงหล่อเอ่ยขึ้นพร้อมกับหันหลังกลับมามองหน้าจู
“เอาไงพี่” เขาถาม
“มึง!!” แต่ก่อนที่จูจะได้ตอบอะไร เดี่ยวก็ะโพร้อมชี้หน้าเ้าของบาทาพลางตั้งท่าเตรียมตัวจะลุกขึ้น
แต่แล้ว ร่างกายของเขากลับร่วงหล่นลงไปนอนจูบพื้นใหม่อีกครั้งเมื่อบาทาของเด็กหนุ่มในชุดเกราะหนังลงน้ำหนักฝ่าเท้าของเขาให้แรงขึ้นกว่าเก่า เมื่อเดี่ยวรู้สึกถึงความหนักของแรงกดจากเท้าของอีกฝ่าย เขาก็รับรู้ได้ทันทีว่าระดับแรงก์ของคนที่เหยียบอกเขาอยู่ในตอนนี้นั้นสูงกว่าเขา เดี่ยวจึงเงียบปากทันทีเนื่องด้วยกลัวว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรที่รุนแรงกว่านี้ เพราะว่าตัวเขานั้นสู้ไม่ได้แน่นอน
เดี่ยวเป็คนประเภทที่รังแกคนอ่อนแอกว่าและชอบใช้พวกเข้ารุม แต่เขารู้ดีว่า ต่อหน้าผู้ที่แข็งแกร่งกว่าเขา เขาควรทำตัวอย่างไร
“หุบปาก” เด็กหนุ่มคนดังกล่าวพูดเสียงเข้มกับเดี่ยว
“สรุปเอาไงพี่” เขาหันมาถามจูอีกครั้ง
“เอ่อ…” จูพูดไม่ออก คิดไม่ทัน ไม่แน่ใจว่าตน้าให้อีกฝ่ายทำอะไรกับเดี่ยวกันแน่
เมื่อเห็นว่าจูเงียบไป เขาจึงยกเท้าที่เหยียบเดี่ยวขึ้น ก่อนจะเตะไปที่ซี่โครงของคนที่นอนกับพื้นเข้าอย่างจัง พร้อมกับเอ่ยขึ้นเสียงเข้มว่า “อย่าให้เห็นว่ากร่างอีก ไปได้ละ!”
เดี่ยวรีบลุกขึ้นพร้อมกับจ้องมาทางจูด้วยสายตาอาฆาตก่อนจะออกตัววิ่งไป
“พี่ก็อยู่แรงก์จีแรงก์เดียวกับมัน ไปยอมมันทำไม ต้องสู้ดิ!” ผู้ที่ช่วยชีวิตเขาหันมากล่าวเสียงเข้มพร้อมกับทำท่าทางชกลมต่อยลมเบื้องหน้า
“ขอโทษครับ” เขาเอ่ยขอโทษอย่างสุภาพ
“ขอโทษผมทำไมอะพี่” อีกฝ่ายถามด้วยท่าทางใ
“ขอโทษที่ผมมันกากเอง” จูเอ่ยขึ้นพลางทำหน้าเศร้า
“เฮ้ยพี่ อย่าแทนตัวว่าผมดิ มันแหม่งๆ พี่อายุเท่าไหร่อะ ดูแล้วน่าจะแก่กว่าผมไม่กี่ปี” เด็กหนุ่มร่างสูงถาม
“สิบแปด เพิ่งเรียนจมมอหก” หนุ่มร่างอ้วนตอบ
“ผมสิบห้า เพิ่งเรียนจบมอสาม”
จูเบิกตากว้างทันทีเมื่อได้ยินอายุของคนตรงหน้า แม้จากหน้าตาเขาจะพอเดาได้ว่าอีกฝ่ายอายุน้อยกว่าตน แต่เขาคิดว่าอย่างน้อยที่สุดก็คงอายุไม่ต่ำกว่าสิบหกสิบเจ็ด คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะอายุเพียงสิบห้าปีเท่านั้น
‘สิบห้าแต่ระดับพลังเกินแรงก์จีไปแล้วเนี่ยนะ’ เขาอุทานในใจ
“พี่ชื่อจู” แทนตัวเองว่าพี่หลังจากได้ยินประโยคที่อีกฝ่ายกล่าวเมื่อสักครู่พร้อมกับแนะนำตัวเองพลางส่งยิ้มไปให้
“ผมชื่อบอยพี่ ยินดีที่ได้รู้จัก” บอยกล่าวพร้อมกับยิ้มตอบคนเบื้องหน้า
______________________