ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 386 : รากฐานหยั่งลึก

จารึกที่ 386 : รากฐานหยั่งลึก : ปฐมบทแห่งการสืบทอด


ม่านมิติสีทองคำที่ฉีกขาดกลางอากาศธาตุ ปิดตัวลงอย่างรวดเร็วกลืนกินเงาร่างที่สะบักสะบอมของมหาปราชญ์เทียนหยวนหายไปอย่างไร้ร่องรอย กลิ่นอายแห่งความพ่ายแพ้ของสวรรค์ยังคงลอยอวลบางเบาในศาลาชมวิว ทว่าสำหรับผู้ที่ยืนหยัดอยู่เบื้องหลังค่ายกลคลุมนภา นี่คือการตอกลิ่มแห่งชัยชนะลงบนผืนแผ่นดินอย่างสมบูรณ์แบบ


รอยเลือดสีทองคำบนพื้นศิลา เริ่มแห้งกรังและสูญเสียประกายแสงแห่งความสูงศักดิ์ เมื่อปราศจากกฎเกณฑ์ของเจ้าของคอยหล่อเลี้ยง มันก็เป็นเพียงหยาดโลหิตธรรมดา


อาเจียทอดสายตามองรอยเลือดนั้น ชายหนุ่มมิได้แสดงความยินดีจนออกนอกหน้า ทว่ารอยยิ้มมุมปากกลับแฝงไว้ด้วยความลึกล้ำประดุจมหาสมุทรที่ซ่อนคลื่นคลั่งไว้เบื้องล่าง


"ตราชั่งแห่งสวรรค์... ถูกทำลายด้วยน้ำหนักที่มันไม่อาจชั่งตวงได้" ฉินมู่หลางสอดกระบี่หยกเย็นเข้าปลอก เสียงกริ๊กเบาๆ ดังกังวานในความเงียบ "วิหารเทพอนันตกาลสูญเสียมหาปราชญ์ไปถึงสองคนในการปะทะกับพวกเรา... มหาราชันย์เซียนคงไม่อาจนั่งนิ่งอยู่บนบัลลังก์ได้อีกต่อไป"


"ปล่อยให้พวกมันดิ้นทุรนทุรายไปเถิด" เฟิงอี้หรานยกแขนขึ้นกอดอก "ยิ่งพวกมันร้อนรน ช่องโหว่ก็ยิ่งเปิดกว้าง อาเจีย... เจ้าประทับอักขระไว้บนหน้าผากของมันเช่นนั้น เท่ากับประกาศตัวเป็นศัตรูคู่อาฆาตที่ไม่อาจอยู่ร่วมฟ้าเดียวกันแล้ว"


"เรามิอาจอยู่ร่วมฟ้ากับพวกมันมาตั้งแต่อดีตกาลแล้ว อี้หราน" อาเจียหมุนตัวกลับหลัง สายลมพัดชายอาภรณ์สีครามพลิ้วไหว "การประนีประนอมกับผู้ที่ขโมยประวัติศาสตร์ไป ย่อมมีแต่ความสูญเสีย... บัดนี้ การเจรจาด้วยวาจาสิ้นสุดลงแล้ว สิ่งที่สวรรค์จะใช้ตอบโต้พวกเราในคราหน้า มิใช่กองทัพ หรือการส่งตัวแทนมาข่มขู่ ทว่ามันจะเป็นการ 'แทรกแซงวัฏจักร' ระดับมหภาค"


ชายหนุ่มก้าวเดินออกจากศาลาชมวิว มุ่งหน้ากลับสู่ลานประธานหน้าหอคัมภีร์ สหายทั้งห้าเดินตามหลังอย่างเงียบเชียบ พวกเขารู้ดีว่าเวลาแห่งการเฉลิมฉลองยังมาไม่ถึง สมรภูมิที่แท้จริงเพิ่งจะเปิดม่านขึ้นเท่านั้น


เมื่อมาถึงลานกว้างหน้าหอคัมภีร์หมื่นอักขระ ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้ฝีเท้าของอาเจียต้องชะงักลงเล็กน้อย


หลินตง เด็กหนุ่มผู้เป็นศิษย์รุ่นแรก ยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่ ณ จุดเดิม ทว่าเบื้องหน้าของเขามิใช่ความว่างเปล่าอีกต่อไป เส้นสายสีเทาเงินยวงที่ทอประกายอบอุ่น ล่องลอยและถักทอประสานกันเป็นโครงสร้างหกเหลี่ยมขนาดเล็ก มันหมุนวนอย่างเชื่องช้า สอดคล้องกับจังหวะการเต้นของชีพจรหมื่นอักขระใต้ผืนดิน!


"เขาทำได้แล้ว..." หลินชิงเสวี่ยเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ "เพียงไม่กี่ทิวาราตรี เขาสามารถ 'ขึ้นรูป' อักขระพื้นฐานให้คงอยู่ได้อย่างเสถียร โดยไม่ต้องพึ่งพาปราณจากธรรมชาติเลยหรือ?"


"เขามิได้ใช้ปราณธรรมชาติ ชิงเสวี่ย" อาเจียแย้มยิ้มบางๆ ดวงตาทอประกายพึงพอใจ "เขาใช้ 'เจตจำนง' ดึงเอาความว่างเปล่ามาผูกมัดกับโครงสร้างของฟ้าดิน... เด็กคนนี้ เข้าถึงแก่นแท้ของวิถีอักขระเร็วกว่าที่ข้าคาดการณ์ไว้มากนัก"


เสียงฝีเท้าของอาเจียและสหาย ทำให้หลินตงหลุดจากห้วงสมาธิ โครงสร้างหกเหลี่ยมเบื้องหน้าเขาสั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ สลายตัวเป็นละอองแสง เด็กหนุ่มรีบลุกขึ้นและคุกเข่าประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม


"กราบคารวะท่านปรมาจารย์ และท่านขุนพลทั้งห้าขอรับ!"


"ลุกขึ้นเถิด หลินตง" อาเจียผายมือให้ศิษย์เอกลุกขึ้น "สิ่งที่เจ้าเพิ่งสรรค์สร้างขึ้นมา มิใช่เพียงรูปทรงที่สวยงาม ทว่ามันคือ 'ก้าวแรก' บนเส้นทางที่ไม่มีผู้ใดเคยเดินมานับหมื่นปี... เจ้าสัมผัสสิ่งใดได้บ้าง จากการถักทอเส้นสายเหล่านั้น?"


หลินตงก้มหน้าเล็กน้อย พยายามเรียบเรียงความคิด "เรียนท่านปรมาจารย์... ข้าน้อยรู้สึกว่า เส้นสายเหล่านั้นมิได้ถูกสร้างขึ้นจากความว่างเปล่า ทว่ามัน 'มีอยู่แล้ว' ในอากาศธาตุ ข้าน้อยเพียงแค่ใช้เจตจำนง... จับพวกมันมาผูกติดกัน เพื่อสร้างขอบเขตที่ปราณฟ้าดินไม่อาจไหลผ่านได้ขอรับ"


"ยอดเยี่ยม!" มู่เฉินที่ลอยตัวอยู่เหนือหอคัมภีร์ ลูบเครายาวด้วยความปีติ "เขาสามารถสร้าง 'เขตกั้นมวลธาตุ' ขนาดเล็กได้ด้วยสัญชาตญาณ! หากได้รับการขัดเกลา เด็กผู้นี้ย่อมกลายเป็นสถาปนิกค่ายกลที่น่าสะพรึงกลัว!"


อาเจียพยักหน้ารับ ชายหนุ่มทอดสายตามองศิษย์รุ่นแรกอีกสี่คนที่ทยอยเดินออกมาจากหอคัมภีร์ แต่ละคนมีร่องรอยความเหนื่อยล้า ทว่าดวงตาเปี่ยมด้วยประกายแห่งปัญญา แม้พวกเขายังไม่อาจขึ้นรูปอักขระได้ดั่งหลินตง ทว่ารากฐานความเข้าใจของพวกเขาก็ลึกล้ำกว่าผู้ฝึกตนในวัยเดียวกันหลายเท่านัก


"หลินตง และพวกเจ้าทั้งสี่" อาเจียเอ่ยเสียงกังวาน "รากฐานของพวกเจ้าได้หยั่งลึกลงไปในวิถีหมื่นอักขระแล้ว ทว่าการปกป้องตนเองและปกป้องผู้อื่น มิอาจอาศัยเพียงความเข้าใจ... บัดนี้ ถึงเวลาที่พวกเจ้าจะต้องเริ่มเรียนรู้การ 'นำวิถีเต๋ามาใช้งานจริง'"


อาเจียหันไปหาสหายทั้งห้า "พี่มู่หลาง อี้หราน ชิงเสวี่ย ปิงอวิ๋น หลิงเอ๋อร์... ข้าจะมอบหมายให้พวกเจ้า ทำหน้าที่เป็น 'อาจารย์ประจำกองธง' อย่างเป็นทางการ จงคัดเลือกศิษย์ทั้งห้า ไปฝึกฝนตามวิถีที่สอดคล้องกับเจตจำนงของพวกเขา... อย่าสอนกระบวนท่าทำลายล้าง ทว่าจงสอนให้พวกเขาเข้าใจตรรกะแห่งการก่อเกิดและการดับสูญ!"


"รับคำสั่ง!" สหายทั้งห้าประสานเสียงหนักแน่น


การจัดระเบียบสำนักหมื่นอักขระได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ศิษย์รุ่นแรกถูกแยกย้ายไปฝึกฝนตามปีกตำหนักต่างๆ ภายใต้การดูแลของขุนพลทั้งห้า อาเจียมิได้ผูกขาดการสั่งสอนไว้เพียงผู้เดียว เพราะเขาตระหนักดีว่า 'ความหลากหลาย' ของการตีความ คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้อารยธรรมแห่งอักขระเจริญงอกงาม


เมื่อลานประธานกลับคืนสู่ความสงบ อาเจียก็มิได้พักผ่อน ชายหนุ่มหมุนตัวกลับ เดินมุ่งหน้าไปยังถ้ำใต้บาดาลที่ตั้งของ 'ศิลาดำแห่งความทรงจำ' อีกครั้ง


ความเงียบสงัดและกลิ่นอายอันเก่าแก่รอต้อนรับเขาท่ามกลางความมืดมิด แสงสีเทาเงินยวงจากปลายนิ้วของอาเจียขับไล่ความมืดออกไป เผยให้เห็นศิลาดำที่ยังคงตั้งตระหง่านอยู่บนแท่นบูชาที่แตกหัก


"มหาปราชญ์เทียนหยวนบาดเจ็บสาหัส... วิหารเทพย่อมไม่กล้าส่งใครมาแหย่รังแตนในระยะประชิดอีก" อาเจียรำพึงขณะทาบมือขวาลงบนศิลาดำ "ทว่า การบีบคั้นจากภายนอกจะต้องทวีความรุนแรงขึ้น พวกมันอาจใช้ค่ายกลตัดชีพจรระดับทวีป หรือบิดเบือนกฎเกณฑ์ของฤดูกาล... ข้าต้องเตรียม 'เครื่องมือ' ที่สามารถแทรกแซงกฎเกณฑ์เหล่านั้นจากระยะไกล"


อาเจียหลับตาลง ดำดิ่งจิตวิญญาณลงสู่ความทรงจำของอดีตราชันอีกครา


ครานี้ ชายหนุ่มมิได้แสวงหาวิชาการต่อสู้ ทว่าเขา 'กวาดสายตา' มองหาความรู้เกี่ยวกับการเชื่อมต่อเครือข่ายมวลธาตุ... หากชีพจรหมื่นอักขระใต้หุบเขาคือ 'หัวใจ' สิ่งที่อาเจียกำลังมองหาคือวิธีที่จะแผ่ขยาย 'เส้นเลือด' ออกไปนอกม่านผนึกวัฏจักร เพื่อขโมยหรือปั่นป่วนกฎเกณฑ์ของสวรรค์โดยที่ศัตรูไม่อาจจับสัมผัสได้


ในห้วงนิมิตอันสลัวราง ท่ามกลางสมรภูมิที่เต็มไปด้วยเพลิงผลาญ อาเจียมองเห็นอดีตราชันตวัดพู่กันวาดเส้นสายอักขระลงบน 'สายน้ำ' ที่กำลังเหือดแห้ง อักขระเหล่านั้นมิได้ระเหยไป ทว่ามันแทรกซึมลงไปในสายน้ำ และว่ายทวนกระแสกลับขึ้นไปยังแหล่งกำเนิดบนฟากฟ้า!


"อักขระทวนกระแสวัฏจักร..." อาเจียลืมตาขึ้น ดวงตาทอประกายเจิดจ้า "หากข้าสามารถบัญญัติอักขระที่สามารถว่ายทวนกระแสปราณสวรรค์ได้ ข้าย่อมสามารถส่ง 'ปรสิตทางมรรคา' เข้าไปแทรกซึมในโครงข่ายของวิหารเทพอนันตกาล... พวกมันกางม่านผนึกวัฏจักรเพื่อขังเรา ข้าก็จะใช้ม่านนั้นเป็น 'สะพาน' ส่งจุดจบไปให้พวกมัน!"


สถาปนิกจอมเจ้าเล่ห์ได้ค้นพบหนทางย้อนศรที่วิปลาสที่สุดในประวัติศาสตร์โลกเซียน! เขาจะไม่ทำลายม่านผนึก ทว่าเขาจะเจาะระบบและเปลี่ยนม่านนั้นให้กลายเป็นอาวุธของตนเอง


อาเจียไม่ได้รอช้า ชายหนุ่มเรียกพู่กันนิรันดร์ออกมา รีดเค้นหยาดหมึกหยดแรก ผสานเข้ากับมวลธาตุจากแขนขวา เขาเริ่มลงมือวาด 'ต้นแบบ' ของอักขระทวนกระแสกลางอากาศธาตุภายในถ้ำใต้บาดาล การร่างอักขระนี้เต็มไปด้วยความซับซ้อน มันต้องแสร้งทำตัวเป็นปราณบริสุทธิ์เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ และต้องมีความเหนียวแน่นพอที่จะไม่แตกสลายเมื่อเผชิญกับกฎเกณฑ์ของสวรรค์


หยาดเหงื่อผุดขึ้นบนใบหน้าของอาเจีย การบัญญัติสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน ย่อมกินพลานุภาพทางจิตวิญญาณมหาศาล ทว่าราชาแห่งหมื่นอักขระหาได้ย่อท้อ


"สวรรค์เอ๋ย... จงเสวยสุขบนบัลลังก์ของพวกเจ้าต่อไปเถิด" อาเจียแย้มยิ้มเย็นเยียบขณะที่อักขระต้นแบบเริ่มก่อรูปเป็นร่างแหสีเงินยวงที่เต้นระริกประดุจมีชีวิต "เพราะเมื่อตาข่ายของข้าแผ่ขยายไปถึงใต้ฝ่าเท้าของพวกเจ้า... พวกเจ้าจะได้ลิ้มรสชาติของการเป็นผู้ถูกบีบคั้น อย่างที่บรรพชนของข้าเคยเผชิญ!"


ความเคลื่อนไหวในเงามืดของสำนักหมื่นอักขระ ดำเนินไปอย่างดุดันและล้ำลึก การเพาะบ่มเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาควบคู่ไปกับการรังสรรค์อาวุธพลิกฟ้า กำลังบ่มเพาะให้หุบเขาศิลาจารึกกลายเป็นศูนย์กลางของพายุลูกใหม่ ที่พร้อมจะพัดทำลายรากฐานอำนาจของสามภพให้พินาศสิ้น!