จารึกที่ 65 : แสงเทียนในหอตำรา : การมาเยือนยามวิกาล
ราตรีกาลล่วงเลยเข้าสู่ช่วงดึกสงัด แสงจันทร์ถูกเมฆหนาบดบังจนเหลือเพียงความมืดมิดที่โอบล้อมยอดเขาพู่กันหยก เสียงแมลงกลางคืนกรีดปีกระงมประสานไปกับเสียงลมหวีดหวิวที่พัดผ่านช่องเขา
ภายในหอตำราที่ควรจะเงียบเชียบ กลับมีแสงเทียนสลัววูบไหวอยู่ที่มุมหนึ่งของห้องโถงชั้นล่าง
อาเจียนั่งขัดสมาธิอยู่ท่ามกลางกองตำราที่เขายืมมา "ศึกษา" (คัดลอก) เบื้องหน้าของเขามีถุงมิติใบใหม่ที่เพิ่งยึดมาได้วางอยู่ เขาเทของข้างในออกมาอย่างไม่เกรงใจ
"ยาลูกกลอนฟื้นฟูระดับต่ำสามขวด... มีดสั้นอาบยาพิษสองเล่ม... เศษเงินอีกยี่สิบตำลึง..." อาเจียรวบรวมของทั้งหมดแยกประเภทอย่างชำนาญ ดวงตาเป็นประกายวาววับ "ถึงจะไม่ใช่ของดีเลิศ แต่รวมๆ กันแล้วก็พอเป็นทุนรอนสำหรับซื้อ 'กระดาษยันต์หนังอสูร' ได้สักโหล"
เขาหยิบพู่กันนิรันดร์ขึ้นมาหมุนเล่นในมือ พลางครุ่นคิดถึงการต่อสู้เมื่อหัวค่ำ
"เจ้าแมงมุมทมิฬเคลื่อนไหวได้ดีขึ้นมากหลังจากเปลี่ยนแกนกลางเป็นแร่ทมิฬดารา แต่..." อาเจียขมวดคิ้ว "มันยังขาดความ 'พริ้วไหว' จังหวะการโจมตียังแข็งทื่อเหมือนหุ่นกลทั่วไป หากเจอกับผู้เชี่ยวชาญระดับสร้างรากฐานขึ้นไป คงถูกอ่านทางออกได้ง่ายๆ"
"เจ้าต้องการจิตวิญญาณ..." เสียงมู่เฉินดังแทรกขึ้นมาในความเงียบ "หุ่นเชิดที่ไร้จิตวิญญาณ ก็เหมือนร่างกายที่ไร้วิญญาณ ดีแต่ใช้กำลัง ขาดซึ่งสัญชาตญาณ"
"จิตวิญญาณหรือขอรับ?" อาเจียเลิกคิ้ว "ท่านหมายถึงให้ข้าไปจับวิญญาณอสูรมายัดใส่หรือ? นั่นมันวิชามารชัดๆ ผู้อาวุโสคุมกฎคงจับข้าโยนลงหน้าผาทันทีที่รู้"
"ข้าหมายถึง 'อักขระจำลองจิต'" มู่เฉินเอ่ยอย่างเบื่อหน่าย "ใช้อักขระธาตุลมผสานกับอักขระรับรู้ สร้างระบบประสาทเทียมขึ้นมา ให้มันตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมได้เองโดยไม่ต้องรอคำสั่งเจ้าทุกจังหวะ"
อาเจียตาโต "ทำแบบนั้นได้ด้วยหรือ!"
"วิถีแห่งสูญตา คือการสร้างสิ่งที่ไม่มีให้มี..." มู่เฉินเริ่มเทศนา แต่แล้วจู่ๆ เขาก็หยุดชะงัก "มีคนมา!"
อาเจียสะดุ้งสุดตัว เขารีบกวาดของทั้งหมดลงถุงมิติแล้วซ่อนไว้ใต้ตั่งไม้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะคว้าตำราธรรมะพื้นฐานเล่มหนึ่งขึ้นมาแสร้งทำเป็นนั่งอ่านอย่างเคร่งขรึม
ก๊อก ก๊อก ก๊อก...
เสียงเคาะประตูไม้หนักๆ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัด
"ใครกันมาเยือนยามนี้?" อาเจียตะโกนถาม พลางปรับลมหายใจให้เป็นปกติ มือข้างหนึ่งกำพู่กันนิรันดร์ไว้แน่นใต้แขนเสื้อ
"ข้าเอง... ผู้อาวุโสเทียนหยวน"
เสียงตอบรับที่ดังเข้ามา ทำเอาขนอ่อนทั่วร่างของอาเจียลุกชัน ผู้อาวุโสเจ้าของยอดเขา! ระดับแก่นทองคำ! มาทำอะไรที่นี่ในเวลาดึกดื่นปานนี้?
อาเจียรีบกุลีกุจอไปเปิดประตู
ร่างชราในชุดคลุมสีครามเข้มยืนตระหง่านอยู่หน้าประตู ใบหน้าที่มีริ้วรอยแห่งกาลเวลาดูเคร่งขรึมภายใต้แสงตะเกียงที่ถืออยู่ในมือ ดวงตาคมกริบกวาดมองเข้ามาในหอตำรา ก่อนจะมาหยุดที่ใบหน้าของอาเจีย
"คารวะผู้อาวุโส!" อาเจียประสานมือโค้งคำนับต่ำแทบติดพื้น "มิทราบว่ามีเหตุอันใดให้ท่านมาตรวจตราด้วยตนเอง หรือว่าข้าทำหน้าที่บกพร่อง..."
"เปล่า" ผู้อาวุโสเทียนหยวนก้าวเข้ามาในหอตำรา กลิ่นอายกดดันบางเบาแต่หนักแน่นแผ่ออกมาจากร่าง "ข้าเพียงนอนไม่หลับ จึงออกมาเดินสูดอากาศ เห็นแสงไฟที่นี่ยังเปิดอยู่ จึงแวะมาดู"
สายตาของชายชราเหลือบไปเห็นกองตำราที่อาเจียเพิ่งวางทิ้งไว้เมื่อครู่
"ขยันดีนี่... 'บันทึกประวัติศาสตร์สำนักหมื่นอักขระ' และ 'ทฤษฎีการไหลเวียนของหมึก'?" ผู้อาวุโสหยิบตำราเล่มหนึ่งขึ้นมาดู มุมปากกระตุกยิ้มเล็กน้อย "ศิษย์สมัยนี้ส่วนใหญ่สนใจแต่วิชาต่อสู้ ไม่ค่อยมีใครสนใจประวัติศาสตร์รากเหง้าของสำนักเท่าไหร่นัก"
อาเจียยิ้มแห้งๆ เหงื่อซึมที่ฝ่ามือ "ข้าเพียงอยากศึกษาให้ถ่องแท้ เพื่อจะได้เข้าใจถึงแก่นแท้ของวิชาสำนักขอรับ" (ความจริงคือเขาค้นหาเบาะแสสมบัติเก่าที่อาจซ่อนอยู่ตามบันทึก)
ผู้อาวุโสเทียนหยวนวางตำราลง แล้วหันมาจ้องตาอาเจียตรงๆ
"เมื่อตอนหัวค่ำ... ข้าสัมผัสได้ถึงการกระเพื่อมของพลังปราณที่ผิดปกติ แถวๆ ตลาดมืดตีนเขา" ชายชรากล่าวเสียงเรียบ "พลังที่คล้ายกับ 'ความว่างเปล่า' ที่ดูดกลืนสรรพสิ่ง... เจ้าพอจะรู้อะไรบ้างไหม อาเจีย?"
หัวใจของอาเจียแทบหยุดเต้น แต่สมองของเขากลับทำงานเร็วรี่
"ความว่างเปล่าหรือขอรับ?" อาเจียทำหน้าฉงน "ข้าอยู่แต่ในหอตำราตลอด คัดลอก... เอ้ย อ่านตำราจนปวดตา ไม่ได้ออกไปไหนเลยขอรับ อาจจะเป็นศิษย์พี่ท่านอื่นฝึกวิชาใหม่กระมัง"
ผู้อาวุโสเทียนหยวนจ้องมองเขานิ่งนาน ราวกับจะมองทะลุเข้าไปถึงจิตวิญญาณ อาเจียพยายามรักษาสีหน้าให้ดูใสซื่อที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ในใจจะร้องตะโกนให้มู่เฉินช่วยด้วย
"อืม... อาจจะเป็นเช่นนั้น" ในที่สุด ผู้อาวุโสก็ละสายตา "แต่ระวังตัวไว้หน่อยก็ดี ช่วงนี้มีข่าวลือเรื่องผู้ใช้วิชานอกรีตปะปนเข้ามาในสำนัก หากเจ้าพบเห็นอะไรผิดปกติ ให้รีบแจ้งข้าทันที"
"รับทราบขอรับ!"
ผู้อาวุโสเทียนหยวนหันหลังทำท่าจะเดินกลับ แต่แล้วก็หยุดชะงักที่หน้าประตู
"อ้อ... อาเจีย"
"ข...ขอรับ?"
"พู่กันที่เจ้าเหน็บอยู่ที่เอวนั่น... ดูเก่าแก่ไม่เบา รักษาไว้ให้ดีล่ะ ของบางอย่าง แม้ดูภายนอกไร้ค่า แต่อาจมีค่ามหาศาลสำหรับคนที่รู้จักรื้อมัน"
ทิ้งคำพูดปริศนาไว้ แล้วร่างของผู้อาวุโสก็เลือนหายไปในความมืด รวดเร็วราวกับหมอกควัน
อาเจียยืนแข็งทื่ออยู่ที่เดิม ขาแข้งอ่อนแรงจนแทบทรุดลงกองกับพื้น
"ท่านมู่..." อาเจียเรียกเสียงสั่น "เขา... เขารู้ใช่ไหม?"
"ระดับแก่นทองคำ..." เสียงมู่เฉินเคร่งเครียด "สายตาของเขาไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจะหลอกได้ง่ายๆ เขาอาจจะยังไม่มั่นใจ แต่เขาสงสัยเจ้าแน่ๆ"
อาเจียก้มมองพู่กันนิรันดร์ที่เอว คำเตือนของผู้อาวุโสเทียนหยวนไม่ใช่แค่คำแนะนำ แต่มันคือการ 'บอกใบ้' ว่าเขากำลังจับตามองอยู่
"ดูท่า... ชีวิตในหอตำราคงไม่สงบสุขอย่างที่คิดแล้วสิ" อาเจียถอนหายใจเฮือกใหญ่ "แต่ช่างเถอะ ตราบใดที่เขายังไม่ลงมือ ข้าก็ยังมีโอกาส... โอกาสที่จะกอบโกยให้ได้มากที่สุดก่อนความแตก!"
ด้วยความงกที่ฝังรากลึก ความกลัวจึงไม่อาจหยุดยั้งแผนการค้าของอาเจียได้ เขาดับเทียน เดินกลับไปที่ที่ซ่อนสมบัติ เตรียมวางแผนสำหรับวันพรุ่งนี้... วันที่การลงทุนต้องมีความเสี่ยงสูงขึ้นอีกระดับ